​เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ ๒๐. ชวนเด็กทำงานสร้างสรรค์และงานรับใช้ผู้อื่น


ผมเขียนบันทึกนี้เพิ่มเติมเข้าในชุดเลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ โดยไม่มีในหนังสือ Raise Great Kids : How to Help Them Thrive in School and Life เพราะเห็นว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ได้จากการปฏิบัติกิจกรรม หรือเรียนโดยการทำงาน โดยแบ่งหน้าที่ให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อช่วยเหลือเอื้อเฟื้อในหมู่เพื่อน และเอื้อเฟื้อออกไปนอกห้องเรียน และอาจเอื้อเฟื้อสู่โลกกว้างด้วย (ผ่านทาง อินเทอร์เน็ต) ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้เป็น “กระบวนการเรียนรู้ที่จริงแท้” (authentic learning) เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ได้ฝึกรับผิดชอบ ฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้ฝึกความอดทน มานะบากบั่น มีประสบการณ์กับความล้มเหลว หรือการเผชิญความยากลำบาก ต้องปรับปรุงวิธีทำงาน ต้องเปลี่ยนแปลง เทคนิคบางส่วน


โดยต้องไม่ลืมว่า ในกรณีนี้การทำงานเป็นกุศโลบายเพื่อการเรียนรู้หลากหลายมิติของเด็ก รวมทั้งเพื่อพัฒนาความเป็นพลเมืองดี มีการเรียนรู้เป็นเป้าหมาย หลัก ผลงานเป็นเป้าหมายรอง โดยที่งานที่ทำอาจมีได้หลากหลายมาก ทั้งงานในห้องเรียน ในโรงเรียน ในบ้าน และในชุมชนของนักเรียนเอง ครูหรือผู้ใหญ่ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้แนวนี้ อาจใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ ออกแบบวิธีการได้อย่างไม่จำกัด ที่นำมากล่าวในบันทึกนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น


ในห้องเรียน นักเรียนอาจแบ่งหน้าที่กัน ทำงานจดบันทึกสาระของบทเรียนในแต่ละชั่วโมง โดยนักเรียนผลัดเวรกันทำหน้าที่เป็นผู้บันทึก ในแต่ละคาบเรียนอาจมีนักเรียน ๒ คนร่วมกันทำหน้าที่ทีมบันทึก แล้วภายใน ๒ - ๓ วัน ทีมบันทึกก็จะนำบันทึกฉบับร่างขึ้นบล็อกของชั้นเรียนเพื่อให้เพื่อนนักเรียนและครู ช่วยกันปรับปรุงแก้ไขแล้วภายใน ๑ สัปดาห์ บักทึกการบรรยายฉบับสมบูรณ์ ก็จะอยู่ใน บล็อก หรือระบบฐานข้อมูลแบบอื่นในระบบ ไอซีที ของชั้นเรียนเป็นบันทึกถาวรให้นักเรียนทุกคนเข้าดูได้ ตลอดเวลารวมทั้งอาจเผื่อแผ่แก่นักเรียนคนอื่นๆ ในประเทศไทยด้วย


ครูทำหน้าที่กระตุ้นความรู้สึกเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อน สร้างความภาคภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น และเมื่อนักเรียนมีสมรรถนะด้านการเขียนและจดบันทึกสาระเป็นอย่างดีแล้ว ต่อไปเมื่อมีงานของโรงเรียน นักเรียนอาจอาสาทำหน้าที่เป็นทีม “ผู้สื่อข่าว” รายงานเรื่องราวแก่ประชาคมในโรงเรียน หรืออาจสื่อไปยัง ผู้ปกครองผ่านทางช่องทางที่เหมาะสมได้ด้วย ซึ่งนักเรียนจะได้ฝึกฝนการทำความเข้าใจ ฝึกฝนการจับประเด็น ฝึกเรียบเรียงถ้อยคำ ฝึกนำเสนอให้ตรงความจริง และน่าสนใจ


กิจกรรมอื่นๆ ในห้องเรียนยังมีอีกมากมาย เช่นการทำความสะอาดห้องเรียน การดูแลความสวยงาม ในห้องเรียน การช่วยติวเพื่อนที่มีปัญหาการเรียนบางวิชา หรือเพื่อนที่ลาเรียนบางช่วง สิ่งที่ครูต้องช่วย แนะนำนักเรียนคือ ให้ทำเป็นทีม อย่างมีเป้าหมายชัดเจน และมีวิธีการที่ดีและได้ผล รวมทั้งตระหนักในคุณค่าที่ตัวนักเรียนได้รับ จากการมีโอกาสได้ทำประโยชน์ หรือช่วยเหลือผู้อื่น

ครูอาจร่วมกันคิดกิจกรรมในระดับโรงเรียน ให้นักเรียนต่างชั้น ต่างระดับ ได้ทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อการเรียนรู้ของตน และเพื่อทำประโยชน์แก่โรงเรียน โดยที่กิจกรรมนี้ได้จากความเอาใจใส่พัฒนาการและ ชีวิตที่ดีในอนาคตของนักเรียน เช่นกิจกรรมแก้ไขปัญหา หรือป้องกันการรังแกกันในโรงเรียน การป้องกัน ปัญหานักเรียนออกจากโรงเรียนกลางคัน ป้องกันปัญหาเชิงพฤติกรรม เช่นการติดเกม ติดยาเสพติด มั่วเซ็กส์ และตั้งครรภ์วัยรุ่น เป็นต้น โดยที่การดำเนินการกิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการ และต้องใช้ความรู้ เชิงบริบทของนักเรียนเอง รวมทั้งต้องแสวงหาความร่วมมือหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานและคนในชุมชน โดยรอบโรงเรียนด้วย


กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้นี้ อาจขยายเป็นกิจกรรมจิตอาสา เพื่อทำประโยชน์แก่คนในชุมชนที่โรงเรียน ตั้งอยู่ หรือที่นักเรียนอาศัยอยู่ เช่น ไปเล่นดนตรีให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลฟัง ไปเยี่ยมพูดคุยกับผู้สูงอายุที่บ้าน ไปดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน เช่นผู้ชรา ผู้พิการ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต อาจจัดเป็นทีมอาสาพัฒนาชุมชน ซึ่งมีประเด็นให้ทำเพื่อการเรียนรู้มากมาย เช่น การจัดการขยะการดูแลสภาพแวดล้อมการดูแลคนชรา ผู้พิการ ผู้ป่วยการเป็นพี่เลี้ยงเด็กเล็ก การจัดการป่าชุมชน เป็นต้น โดยมีหลักการคือ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทำเป็นทีม มีการค้นคว้าหาความรู้มาใช้ในการทำงาน เพื่อหาทางพัฒนาวิธีการให้ได้ผลดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีการนำ ประสบการณ์มาร่วมกันไตร่ตรองสะท้อนคิด เพื่อการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาความรู้ ด้านการยกระดับจิตใจของตนเอง และการทำความเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่ทำ ครูและผู้ใหญ่จะสามารถทำหน้าที่ “คุณอำนวย” (facilitator) ของการไตร่ตรองสะท้อนคิด โดยการช่วยตั้งคำถามที่เหมาะสม ให้นักเรียนช่วยกันตอบหลายๆ แบบ ทั้งที่เป็นคำตอบทางวิชาการ และคำตอบทางใจ


การทำหน้าที่ “คุณอำนวย” กระตุ้นการไตร่ตรองสะท้อนคิด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้หลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ในมิติที่ลึก ที่เป็นมิติด้านใน เพื่อยกระดับจิตใจของนักเรียนและะเยาวชนนี้ เป็นทักษะสำคัญ ที่คนเป็นครู เป็นพ่อแม่ และเป็นพลเมืองดี ควรฝึกฝนตนเอง หรือชุมชนควรดำเนินการ ฝึกฝนทักษะนี้ ให้แก่คนในชุมชน จะเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยสร้างความสงบสุข สันติสุข แก่การอยู่ร่วมกันในสังคม และที่สำคัญ ช่วยให้คนทุกคน สามารถมีส่วนร่วมสร้างเด็กดีให้แก่สังคมได้


ท่านที่สนใจรายละเอียดเรื่องวิธีออกแบบการเรียนรู้จากการทำงาน และงานนั้นมีผลเป็นการทำประโยชน์ แก่ผู้อื่น อาจอ่านบันทึกที่ผมเขียนตีความสาระจากการอ่านหนังสือ Who Owns the Learning? เขียนโดย Alan November ได้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/tags/november



วิจารณ์ พานิช

๑๖ ส.ค. ๒๕๕๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)