*คิดถึงโยมพี่ ในต่างแดน
มีเรื่องเล่ากันให้ได้คิด ในอีกหลายๆแง่มุม ก็เป็นเรื่องการคิดถึง ซึ่งความผูกพัน การดูแล เอาใจใส่ ความห่วงใย ปล.ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้อ่านจะคิดว่า พระจะมาเขียนเรื่องผู้หญิง มันจะดีเหรอ มันน่าคิดนะ ถ้าพระจะเป็นตัวอย่างความกตัญญู รู้คุณหรือบุญคุณต่อตน นิยามของคำว่า “กตัญญู”กับ “กตเวทิตา”
กตัญญู คือ รู้จักบุญคุณที่ท่านได้ทำไว้ให้
กตเวทิตา คือ รู้จักตอบแทนคุณท่านต่อ.
ขอความเข้าใจก่อนว่า ท่านเป็นใคร มาจากไหน (ขออนุญาต ไม่เอ๋ย ถึงชื่อท่าน) ท่านผู้นี้เป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หรือที่เรารู้จักกันดีว่าโรงพยาบาลสวนดอก เมื่ออ่านมาถึงตอนนี้แล้วผู้อ่าน คงเข้าใจล่ะว่า ที่ไปที่มาของเรื่องเป็นไง ถ้าอ่านมาตั้งแต่ตอนต้น เรื่อง”ความทรงจำ ของวันวาน” แต่เรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับเนื่องกับพี่เขาตลอดเลย.
ครั้งนั้น ผู้เขียนเองได้เข้าไปผ่าตัด อยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอกเพราะเป็นเนื้องอกในสมอง ระยะแรกก็ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลนครพิงค์ เป็นโรงพาบาลประจำ.....เอาเรื่องของพี่เลยดีกว่าน่ะ...เป็นเพราะโดยตำแหน่ง และหน้าที่ ที่ทำให้เราได้พบกันพี่มีหน้าที่ดูแลคนไข้อยู่แล้ว ในระยะแรกๆ ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เราได้เข้าใจว่า ทั้งความคิดเราตรงกันหรือแม้กระทั่งอาหารการกิน เป็นเพราะ ชอบทานอาหารเหมือนกัน “ส้ามะเขือ.(ยำมะเขือเปร๊าะ) น้ำพริกอ่อง (น้ำพริกมะเขือเทศ) เริ่มทำให้มีความสนใจ. จากการดูแล เอาใจใส่ เปรียบเสมือนเป็นพี่ดูแลน้อง ทั้งอาบน้ำ เช็ดตัว แม้กระทั้ง การกิน การนอน สารพัดจะจัดให้ (ตามสไตร์ของคนไข้ ที่ พยาบาล มีหน้าที่ค่อยดูแลรักษา) ผู้อ่านคงเข้าใจแล้วล่ะว่า เป็นความคิดถึงแบบไหนให้อภัยกันน่ะ ที่ทำให้ไม่เข้าใจกัน ตั้งแต่ต้น.
เป็นความผูกพันที่พี่ค่อยดูแล และก็ยัง ทำหน้าที่ดูแลอยู่จนแม้กระทั้ง ออกจากโรงพยาบาล มารักษาตัวที่บ้านแล้วจนกระทั้งกลับไปเป็นคนปกติ ใช้ชีวิตตามปกติแล้ว พี่ก็ยังค่อยดูแลอยู่เสมอโทรมาถาม ข่าวสารทุกข์ สุขดิบ.ร่วมไปถึงอื่นๆ .
เคยมีความคิด ที่ เคลียด โรงพยาบาลและหมอมากจนขึ้นใจ...ก่อนหน้านั้น เมื่อครั้งไปส่งแม่ ที่โรงพยาบาล พยาบาลพูดจาไม่สุภาพ ไม่สมกับเป็นกุลสตรีเลย แล้วมักจะทำอะไรช้า จึงมีความคิดว่า ถ้าเป็นอะไรไป จะไม่ยอมเข้าโรงพยาบาลเลย “ตายจะดีกว่า” คิดไว้น่ะและก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย เป็นช่วงแรกๆถูกบังคับให้ไปโรงพยาบาล บ่อยมาก ไม่เป็นไร ทนๆฟังไป เดี๋ยวก็เรื่องทั้งหมดก็เงียบเอง พูดง่ายๆ ไม่ยอมไปรักษา.
ที่มาที่ไปของเรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วก็เป็นจริงด้วยที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “เกลียดอะไร มักได้อย่างนั้น”เป็นจริงๆ ขนาดไม่ยอมไปนะสุดท้าย ถูกหามตัวส่งโรงพยาบาลนครพิงค์ แต่ก็ทนกัดฟัน คุยกับ หมอ ที่ห้องฉุกเฉินได้อยู่ว่าหมอ ขอตรวจเถอะ ถ้าไม่เป็นค่อยพอใจ เอาล่ะตกลงกันใหม่ขอเอกสเรย์ ได้ไหม ถ้าไม่พบอะไรก็จะขอกลับ นั่งรอ........รอ รอแล้ว รออีก ตั้งแต่ ทุ่มกว่า เกือบ ห้าทุ่ม ได้ตรวจเข้าห้องเอกสเรย์ครั้งแรก ออกมา ผลตรวจ รู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอม ติดอยู่ก้านสมองตรงท้ายทอย แต่เห็นไม่ค่อยชัดสงสัยฉีดสีเข้าไปน้อย ลองใหม่อีกที รอก่อนนะ อีกครึ่งชั่วโมงถูกส่งตัวเข้าห้อง เอกสเรย์ อีกรอบ หมุนอยู่ในอุโมงตรวจนานเป็นชั่วโมง ออกมาพบเลย “เนื้องอกในสมอง” เราคิดว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องไกลตัวหรือใครไม่เชื่อ ก็ไม่มีใครว่าคุณหรอก แต่สำหรับผู้เขียนเอง ประสบเจอมา ไม่เชื่อก็บอกว่า “บ้าแล้ว” พูดถึงพี่ต่อ พี่เป็นที่ปรึกษาในยามทุกข์ ให้การสนับสนุนในทุกเรื่องค่อยช่วยเหลือทุกอย่าง แม้กระทั่ง บางครั้ง เราก็เคยเถียงกันบางงอนกันบางครั้ง แต่เราไม่เคยโกรธ หรือ เกลียดกัน กลับรักละห่วงใย พี่คนนี้เสมอ เป็นความห่วงใย ที่น้องมีต่อพี่และพี่มีต่อน้องและรู้สึกว่า พี่เป็นมากกว่าพี่ แต่ในความคิดไม่มีอะไร มาแทนที่พี่ได้ ความรู้สึกเหมือนพี่เป็นแม่คนหนึ่ง ถึงจะยังไงก็ตาม เป็นพี่ แต่เปี่ยมด้วยความด้วยความห่วงใยและคิดถึงตลอดเวลา เมื่อใครก็ตามที่พยายามทำกับเราให้ดีเท่าพี่ทำ........ไม่มีวัน วันที่เขาจะทำความห่วงใย ค่อยดูแลได้มากเท่ากับพี่ (ถ้าไม่ใช่แม่เรา...)