มุมมืดในไต้หวัน

เรื่องเล่าระหว่างทำงานของผม เมื่อปลายปี 2558 ผมเห็นเรื่องราวอื่นๆ นอกเหนือมิติสุขภาพ....

“อ้น” (นามสมมติ)

อายุ 29 ปี

แรงงานชาย


“เห็นทีผมต้องเลิกยาบ้าแล้วครับ ถ้าอย่างงั้นต้องถูกดำเนินคดี เข้าคุก คิดไปคิดมาครอบครัวก็มีแล้ว ลูกก็ยังเล็ก ผมได้อะไรมามากมายจากการไปทำงานที่ไต้หวัน รวมกระทั่งยาบ้า”

นับเป็นประโยคแรกที่ “อ้น” เล่าถึงมุมมือของชีวิตให้ฟังอย่างเปิดใจและเป็นกันเอง หลังจากการที่พวกเราได้คลุกคลีกันนานเป็นสัปดาห์ ในฐานะวิทยากรและผู้เข้าค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านยาเสพติด อ้นอยู่ในความดูแลของกรมควบคุมความประพฤติอำเภอ และถูกส่งตัวมาเข้าค่าย และให้มารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นการให้โอกาสสำหรับผู้เสพยาเสพติด ซึ่งเกณฑ์ของอำเภอ ถ้าใครถูกตำรวจจับได้ในคดีการเสพยาเสพติด จะต้องมาเข้าค่าย และให้โอกาสทำความผิดได้ 3 ครั้ง ถ้ายังมีพฤติกรรมเช่นเดียวอยู่ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งถูกกักขังและปรับโทษต่อไป

อ้น ชายหนุ่มอายุ 29 ปี เพิ่งแต่งงานกับหญิงสาวต่างตำบล และมีลูกชายที่น่ารักจ้ำม่ำ อายุ 8 เดือน อาชีพตอนนี้ ตนเองและภรรยาเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน และมีรายได้เสริมจากการขับรถยนต์รับ-ส่งนักเรียน จำนวน 15 คน ที่เดินทางไปเรียนหนังสือที่ตัวอำเภอ

การเดินทางของยาบ้าของอ้น เกิดขึ้นตอนอายุ 24 ปี หลังจากการอ้นเดินทางไปทำงานที่ไต้หวัน ซึ่งใช้เวลาไม่นานเลย เพียง 3 เดือน อ้นก็สามารถลิ้มลองรสชาติของยาบ้าจากการแนะนำของเพื่อนแรงงาน ความอยากลอง และยาบ้าที่หาได้ง่ายมาก ๆ ในดินแดนแรงงานไทยมากมาย ใน “ไทจง” ของไต้หวัน

“ผมอยากลองยาบ้าดู เห็นเพื่อน ๆ บอกว่า มันส์ดี สนุกสนาน ไม่ต้องเสี่ยงถูกจับเหมือนบ้านเราที่เมืองไทย เพราะที่นี้หาได้ง่าย ผมก็หาเงินได้ง่ายจริง ๆ เมื่อมาทำงานที่นี้ เม็ดละ 200-300 บาทไทย ราคาเทียบไม่แตกต่างกันกับที่เมืองไทยเลย เงินผมมันเฟ้อด้วย ไต้หวันเต็มไปด้วยแสงสี ไม่ค่อยเหงาหรอก ทำงานแล้วก็เที่ยว ดื่ม กิน คนไทยมากมายราวกับไม่ใช่มาต่างประเทศ”

ด้านดีของยาบ้าในไต้หวันของอ้น ที่ได้เล่าทำให้เห็นภาพเสมือนจริง สนุกสนาน ตื่นเต้น จนยาบ้าเป็นส่วนหนึ่งการดำรงชีวิต การทำงานที่ไต้หวันของอ้น

“เมื่อเสพแล้ว มันเหมือนเราทำอะไรได้ทุกอย่าง เบาตัวเบาสบาย คิดอยากทำอะไรก็ได้นะ ตอนเสพไม่นาน ผมสามารถเอามือซ้าย-ขวา บีบลากภูเขาลูกใหญ่ ๆ สองลูกมาชนกันจนเสียงสนั่นหวั่นไหวกึกก้อง สามารถเอาพระจันทร์เหลืองนวล ๆ ตอนกลางคืน มาใส่กะเป๋ากางเกง ยังรู้สึกร้อน ๆ ต้องล้วงเอามาบ้าง สามารถนำอะไรมาใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง เหมือนกระเป๋าโดเรมอน เช่น รถบัส โรงงาน ตึกรามบ้านช่อง เคยอยู่หนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ในทีวีตอนเช้าบ้านเราไหม ผมสามารถถูมือ แล้วมีลูกไฟออกมา แล้วผลักเข้าใส่เพื่อน ๆ ที่เสพด้วยกัน หลบลูกไฟเหมือนในหนังเลย”

ถ้อยคำพูดของอ้นเหมือนการเล่าถึงอภิหารมหัศจรรย์ของการเสพยาบ้าในไต้หวัน ซึ่งชีวิตของอ้นก่อนเดินทางมาไต้หวัน เป็นชีวิตของเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง มีพ่อมีแม่ และน้องสาวที่ห่างกันประมาณ 10 ปี อ้นเรียนหนังสือจบชั้นมัธยม 6 นับเป็นการสร้างความภูมิใจให้กับครอบครัว เพราะตนเองเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ก็รับผิดชอบตนเองได้ดี เที่ยวกลางคืน และดื่มสุรากับเพื่อน ๆ บ้างตามประสาเด็กหนุ่มในหมู่บ้าน แต่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และไม่เคยสร้างปัญหาให้กับครอบครัวเลย ผ่านการเกณฑ์ทหาร และบวชทดแทนคุณให้พ่อกับแม่แล้ว นับว่า เริ่มเป็นผู้ใหญ่ พ่อกับแม่อยากให้ไปทำงานที่ไต้หวัน เหมือนคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน เพราะจะได้เงินเป็นก้อนเป็นกำ สามารถตั้งตัวต่อไปในอนาคตได้

อ้นได้สมัครไปไต้หวันอย่างถูกต้อง ผ่านกรมจัดหางานจังหวัด อ้นสมัครทำงานในโรงงานทอผ้า เพราะอ้นไม่มีทักษะอื่น ๆ เช่น ซ่อมรถยนต์ ช่างไม้ ช่างเชื่อม ช่างไฟฟ้า การทำงานทอผ้าก็เป็นอาชีพส่วนใหญ่ของแรงงานไต้หวันที่จะไป สำหรับรายจ่ายในการเดินทางไปไต้หวันของอ้น รวมทุกอย่างแล้ว ประมาณ 70,000 บาท โดยพ่อกับแม่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด และไม่ต้องกู้เงินจากใครเลย

การไปไต้หวันครั้งแรกของอ้น ทำให้มีความตื่นเต้นบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะมีเพื่อน ๆ และรู้จักกันในหมู่บ้าน เดินทางไปด้วย 3 คน อ้นได้ทำงานที่โรงงานทอผ้า ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่มาก และมีคนไทยมากมายกว่าแรงงานชาติอื่น ๆ

“ผมทำงานตอน 8 โมงเช้า เลิกงานประมาณ 5 โมงเย็น ถ้าล่วงเวลาหรืองานมาก ก็มีโอที ทำงานทุกวันหยุดวันอาทิตย์ แต่ถ้าไม่เหนื่อยไม่อยากพักก็ทำโอที นอนก็มีโรงนอนในโรงงาน ข้าวก็มีให้กินเหมือนบ้านเรา ความรู้สึกเหมือนบ้าน นาน ๆ ได้คุยภาษาจีนบ้าง ส่วนใหญ่มีแต่คนไทย ผมอยู่แผนกคุ้มเครื่อง ยกผ้าเข้าออกเครื่อง ไทจงเหมือนบ้านเรา มีหมดร้านอาหารไทย ร้านเหล้า แหล่งท่องเที่ยวกลางคืน อิสระมากมาย งานก็ไม่ค่อยหนัก ไม่ต้องปรับตัวมากเลย ยกเว้น อากาศหนาวบ้าง ฝนตกบ่อยบ้าง มีแผ่นดินไหวบ้าง”

อ้นได้เงินเดือนประมาณ 30,000 กว่าบาท นับเป็นรายได้ที่งดงาม เมื่อเทียบกับการที่ไม่เคยผ่านงานมาเลยอย่างอ้นเคยทำ และสัญญาจ้าง 3 ปี ทำให้อ้นคุยกับพ่อแม่ว่า จะส่งเงินให้เดือนละ 20,000 บาท และตนเองขอใช้เงินเดือนละประมาณ 10,000 กว่าบาท

ยามเลิกงานตอนเย็น ๆ จะเป็นเวลาพักผ่อนหย่อนใจของแรงงานทั่วไป รวมกระทั่งกับอ้น ใครใคร่ดื่มก็ดื่ม ใคร่เที่ยวผู้หญิงก็เที่ยว ใคร่อยากร้องเพลงไปเต้นก็ทำไป ใคร่อยากเล่นไพ่ไฮโลก็มี และเช่นเดียวกับอ้น ที่ลองอยากประสบการณ์ใหม่ในการเสพยาบ้า

“ผมรู้พิษภัยของยาบ้า แต่เพื่อน ๆ แนะนำ คิดว่า เสพครั้งสองครั้ง คงไม่ติด ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ราคาก็เม็ดสองร้อยกว่า หาได้ง่ายกว่าเมืองไทย เพื่อนบอกอย่างนั้น ก็สูบกันสองสามคน วันละเม็ดสองเม็ด คนละขา สองขาบ้าง พาหอมปากหอมคอสนุกสนาน ตื่นเช้าก็ทำงานปกติ ก็เสียการเสียงาน จนกระทั่งครบสัญญางาน 3 ปี ก็พากันกลับบ้าน”

แต่ความคิดของอ้น ก็มีอีกมุมหนึ่งที่เป็นที่เป็นผลเสียของยาบ้า

“พอยาบ้ายาม้า มันดีดขาลง ผมรู้สึกหนาว ๆ เย็น ๆ สั่น ๆ กลัว ๆ กับสิ่งรอบข้าง หวาดระแวง แต่นั้นแหละมันก็ผ่านไป ไม่คิดว่า ตนเองจะติดเลยจนกระทั่งกลับมาบ้าน”

อ้นกลับมาบ้าน ก็ได้แต่งงานเลย หลังจากชอบพอหญิงสาวไม่นาน เงินที่เก็บได้ พ่อแม่ก็นำมาเปิดร้านขายของชำให้ ซื้อรถยนต์มือสอง ปรับโครงเหล็กเป็นรถรับ-ส่งนักเรียน ในระหว่างนั้นเอง อ้นก็ต้องแสวงหายาบ้า เพราะที่ในชุมชนยาบ้าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและกวดขันของทางราชการ

แต่อย่างไร อ้นก็หายาบ้าได้ แอบสูบโดยไม่ให้ใครรู้ แต่สิ่งที่ไม่ให้ใครรู้คนในครอบครัวก็ล่วงรู้ และขอร้องให้ตนเองเลิก ซึ่งอ้นก็รับปาก แต่ก็ยังเสพอยู่เช่นเดิม พร้อมกับการเรียนรู้เทคนิคการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในตัวเอง เช่น รองเท้า ตะเข็บกางเกง ใช้หลอดหุ้มซ่อนใต้ลิ้น ตุ้มหู มือถือ ซ่อนไว้ภายในรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมถึง เทคนิคการตรวจปัสสาวะไม่ให้พบสารเสพติด เช่น พกเยียวปลอม กินนมเปรี้ยว การใช้สารส้ม โซดา สมุนไพรรางจืด

ถึงเทคนิคมากมายที่อ้นได้เรียนรู้เกี่ยวกับยาบ้า แต่อ้นก็ถูกตำรวจจับได้ในระหว่างเดินทางกลับจากไปรับส่งนักเรียน อ้นถูกจับครั้งแรกตอนภรรยาตั้งท้อง และถูกจับครั้งนี้ครั้งสองตอนลูกชายลืมตาดูโลกได้เพียง 3 เดือน และครั้งต่อไปอ้นจะไม่มีโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว

“จะว่าเข็ดก็ไม่น่าใช่ แต่สงสารพ่อแม่ ลูก เมีย ถ้าถูกจับครั้งที่สาม เขาไม่ให้แก้ตัวแล้ว รักษา บำบัดก็แล้ว ต้องเลิกจริง ๆ ไม่อย่างนั้นต้องเข้าคุก ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ห่างจากบ้าน ผมจะพยายามเลิกให้ได้ ไปไต้หวันครั้งนั้น ผมได้ประสบการณ์มากมาย ได้เพื่อน เห็นโลกกว้าง มีกินมีใช้ทุกวัน แต่นั้นแหละ ยาบ้า ก็เป็นมุมมืดในไต้หวันของผม ผมต้องพยายามเลิกให้ได้นะครับ

อ้นยืนยันกับการตัดสินใจ และเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของชีวิต ที่จะทำให้อ้นพบกับแสงสว่าง ซึ่งไม่ใช่ชีวิตของอ้นเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังมีความหมายรวมถึงกับแสงสว่างท่ามกลางผู้คนที่อยู่รายล้อมชีวิตของอ้น

*********************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (0)