คุกขี้ไก่...ที่เกาหลีใต้

“มล” (นามสมมติ)

อายุ 41 ปี

แรงงานหญิง


การเดินทางไปทำงานต่างแดนของทุก ๆ คน ที่ไป เป้าหมายสำคัญ คือ ต้องการมีคุณภาพชีวิตทั้งของตนเองและครอบครัวดีขึ้น ๆ แน่นอน ซึ่งไม่พ้นกับชีวิตของ “มล” เช่นกัน

มลเล่าถึงชีวิตของว่า “เรียนจบปอหก เป็นสาวอายุสิบแปดก็แต่งงานกับคนหมู่บ้านข้างเคียง มีลูกชายและลูกหญิง โตไล่เลี่ยกัน ก็ทำนาทำไร่อ้อยช่วยกัน และว่าง ๆ ก็รับจ้างเย็บผ้า มาช่วยจุนเจือรายได้ให้รอบครัวอีกทางหนึ่ง”

เมื่ออายุ 25 ปี เพื่อนบ้าน ได้เดินทางไปประเทศไต้หวันมากมาย มลรู้สึกสนใจ เพราะคนส่วนใหญ่ไปแล้ว ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถมีเงินสร้างบ้าน ซื้อที่นาที่ไร่ และลูก ๆ ได้เรียนสูง ๆ ตนเองสนใจ จึงขอสามีไปคนเดียว เพื่อให้สามีดูแลลูก ๆ อยู่ที่บ้าน

มลไปทำงานไต้หวัน ในโรงงานทำอาหารส่งเครื่องบิน ได้เงินเดือนและเงินโอที รวมแล้วเดือนละ 30,000 บาท ทำงาน 3 ปี ทำให้มีเงินเก็บ และฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ด้วยความเป็นห่วงบ้าน ลูก ๆ และสามี จึงตัดสินใจไม่ไปไต้หวัน เลือกที่จะทำงานที่บ้านเช่นเดิม

ในช่วงเวลาไม่นาน ช่วงบอลโลก ที่จัดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในประเทศได้ง่าย ๆ และมีคนในหมู่บ้าน เริ่มไปทำงานที่นั้น โดยลักลอบเข้าเมืองไปทำงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเกษตรกรรม และโรงงาน ทำให้มีเงินส่งเสียกลับบ้านมากมาย ทำให้ตนเองและสามีสนใจ และลูก ๆ ก็โตกันแล้ว สามารถฝากตายายเลี้ยงได้ จึงตัดสินใจจะไปที่นั้น

โดยมีหน้าหน้า มาหาตนเองและสามีถึงบ้าน และในครั้งนั้น ได้แรงงานที่จะไปด้วยกัน 4 คน เป็นคู่สามีภรรยา โดยเสียค่าเครื่องบิน 16,000 บาท จ่ายให้นายหน้าเมืองไทย 15,000 บาท และจ่ายในนายหน้าที่เกาหลีอีก 20,000 บาท รวมคนละ 51,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้ มลได้กู้เงินดอกจากคนในหมู่บ้าน ร้อยละ 3

เมื่อถึงสนามบินอินชอน จะมีคนไทยแต่พูดภาษาเกาหลีเก่งมากนำรถตู้มารับไปอยู่ที่พัก ซึ่งเดินทางจากสนามบินประมาณเกือบสามชั่วโมง ที่นั้นจะมีแรงงานไทยมากมายหลายคน เขาจะทำอาหารให้กิน แต่ห้ามพวกเราเดินไปไหนไกล ๆ และไม่จำเป็นให้อยู่แต่ในห้อง

หลังจากมลและสามี อยู่ที่นี้ได้สองคืน ก็เจอนายจ้างคนเกาหลีมารับ งานที่ได้ไปทำ คือ ฟาร์มไก่ และที่รู้ว่า ภายหลัง คือ งานแต่ละคนที่ได้อยู่ที่ช่วงจังหวะเวลาของนายจ้าง และการมาแบบคู่สามีและภรรยา จะได้งานเป็นแบบหนึ่ง

มลและสามี พักที่ในฟาร์มเลย อาหารเถ้าแก่จะทำให้กิน มีแรงงานทั้งหมดเป็นคนไทย รวม 8 คน และเช่นเดิม คือ ห้ามเดินเพ่นพ่านนอกฟาร์ม

นับเป็นสิ่งใหม่ของมลและสามี ที่ไม่เคยเลี้ยงไก่ และจับไก่เลย จึงต้องเรียนรู้งานกับคนที่มาอยู่ก่อน เวลาการทำงานไม่ค่อยเป็นเวลา แต่ตอนใหญ่ทำงานกลางคืน คือ ตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงสว่างคาตาย ตอนกลางวันเป็นเวลานอน

มลได้เรียนรู้ถึงการจับไก่ “เขาจะเปิดไฟก่อน ไล่ไก่สองข้าง เข้ามาอยู่ตรงกลาง แล้วเขาจะถอยรถมาตรงกลาง แล้วจะดับไฟ แล้วพวกเราจะจับไก่ โดยใช้มือจับไก่ เอานิ้วเราหนีบขาไก่ไว้ แต่ละครั้งหนีบไก่ได้ถึงห้าหกตัว แต่จะเจ็บนิ้วมาก เหนื่อยมาก เพราะต้องต้อนไก่ บางครั้งมันมืดหัวก็ชนกัน จนหัวโน อากาศในฟาร์มแทนที่จะหนาว แต่กลับร้อนอบอ้าวมาก และเหม็นขี้ไก่มาก ๆ ”

มลและสามี ได้เงินเดือนคนละ 40,000 บาท มลภาวนาว่า ขอให้ได้เงินอย่างนี้ไปนาน ๆ แต่เนื่องจากว่า อยู่แต่ในฟาร์มจึงไม่รู้ว่า มีการกวดขันของทางการในการจับแรงงานเถื่อนเลย จนกระทั่งทำงานผ่านเดือนที่สองไม่นาน

ในช่วงบ่าย ๆ มลกำลังนอนพัก มีตำรวจได้มีบุกจับในห้อง ซึ่งสามีถ้าหลบหนีก็สามารถหนีได้ แต่สามีห่วงจึงถูกจับด้วยกัน ตำรวจมีรถบัสคันใหญ่ ซึ่งในนั้นมีแรงงานไทยถูกจับคุมมากมายในรถ

ตอนแรกเข้าคุกน้อยก่อน เมื่อทำเรื่องและสอบประวัติแล้ว ตำรวจจะพาไปคุกใหญ่ และที่นั้นก็มีแรงงานไทยมากมายเช่นเดียวกับมล โดยมลกับสามีอยู่คนละฝั่ง แต่ก็สามารถเห็นหน้าตากันอยู่ ทำให้อุ่นใจว่า ยังปลอดภัยดี

ในคุกถ้าว่าน่ากลัวก็น่ากลัว ไม่น่ากลัวก็ไม่น่ากลัว เขาจะสวมกุญแจมือทุกคน และใส่เสื้อกางเกงสีฟ้า มีอาหารให้กินสามมื้อ มลและสามีอยู่ในคุก 3 สัปดาห์ก็ได้ออกมา และถูกส่งกลับประเทศไทย

มลกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ยังไม่ได้เงินเลย ตีไปตีมาหลุ่ย (หมด) หนี้พอดี แต่ที่จำได้ติดตัว คือ ยังได้กลิ่นขี้ไก่เสมอ ๆ กลับมาถึงบ้าน ไม่มีใครกินไก่เลย เขาบอกว่า ตอนนี้ไม่สามารถเข้าประเทศเกาหลีใต้ได้ ต้องรออีก 5 ปี แต่คงไม่ไปแล้ว เข็ดจริง ๆ ทำให้คนที่บ้าน ลูก ๆ พ่อแม่ทุกข์ใจเรื่องพวกเราเข้าคุก เพราะไม่ใช่สิ่งดีเลยนะต้องที่เข้าคุก บอกคนที่จะไปแถวบ้าน ให้จำเรื่องตนเองไว้ว่า ไปแบบถูกกฎหมายดีกว่า สบาย ๆ ไม่ต้องหลบต้องซ่อน และเข้าคุกแบบนี้”

*********************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (0)