แรงงานสิง-สิงคโปร์

เรื่องเล่าระหว่างทำงานของผม เมื่อปลายปี 2558 ผมเห็นเรื่องราวอื่นๆ นอกเหนือมิติสุขภาพ....

“โย” (นามสมมติ)

อายุ 30 ปี

แรงงานหญิง


คนในพื้นที่ที่ไปทำงานต่างแดน ส่วนใหญ่จะไปเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือไม่ก็ไปเก็บหมากไม้ “บักแบร์” ที่สวีเดน หรือฟินแลนด์ จนกระทั่งมาถึงคนนี้ ทำให้แปลกประหลาดใจมาก ที่คนในพื้นที่ไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา โดยอาศัยช่องว่างจากการเป็นนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถลักลอบทำงานได้ในสิงคโปร์นานเกือบเดือน หรือถึง 30 วัน ถือเพียงพาสปอร์ต ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องวีซ่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ที่ชาวต่างชาติที่ไม่ต้องการวีซ่าสำหรับเข้าเมือง และมาเที่ยวสิงคโปร์ในฐานะนักท่องเที่ยว มีสิทธิได้รับบัตรผ่าน (Social visit pass) สำหรับใช้ได้สูงสุดถึง 30 วันเมื่อมาถึงสิงคโปร์

“โย” หญิงสาว อายุ 30 ปี มีสามี และบุตรชายอายุสามขวบ ได้มีโอกาสไปทำงานที่สิงคโปร์แล้วถึง 4 ครั้ง ๆ ละ 1 เดือน ใช้ระยะห่างในการไปทำงาน สามเดือนบ้าง ห้าหรือหกเดือนบ้าง โดยได้เงินกลับบ้านแต่ละครั้งถึง 30,000 กว่าบาท ซึ่งโยลงทุนเพียงค่าเครื่องบินไป-กลับ ไม่เกิน 5,000 บาท ในแต่ละครั้ง

โยตัดสินใจไปทำงานครั้งแรก เพื่อพิสูจน์ตนเองว่า ตนเองสามารถหาเงินได้เอง โดยไม่พึ่งพาสามีที่หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว จากการขับรถตักดิน และจากสาเหตุที่สำคัญคือ สามีปันใจให้กับหญิงคนอื่น แม้สามีจะไม่ยอมหย่าให้ตนเอง แต่ก็ทำให้โยตัดสินใจไม่นานที่จะไปสิงคโปร์ และได้ฝากลูกน้อยไว้กับแม่ตนเองดูแลแทนในระหว่างไม่อยู่

การเดินทางไปสิงคโปร์ครั้งแรกของโย เป็นไปด้วยความราบรื่นและสะดวก ไม่มีใครสงสัยในการเดินทางไปสิงคโปร์ ที่สนามบินจะมีป้า ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ มารับ และแนะนำในการดูป้ายจราจรต่าง ๆ แนะนำการดูแผนที่ และแนะนำช่องทางสื่อสารถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นถ้าเดินทางลำพังคนเดียว

โยรู้สึกทึ่งและประทับใจบ้านเมืองของสิงคโปร์ ที่สะอาด เรียบร้อย และพาหนะในการสัญจรที่แสนสะดวกและสบาย รถราไม่ติดเหมือนบ้านเราเลย

ป้าและลุง ได้มาเปิดร้านอาหารไทย เพราะมาอยู่สิงคโปร์นานแล้ว บ้านของป้าที่ทำเป็นร้านอาหารด้วยไม่ไกลจากสนามบินเลย ใช้เวลานั่งรถโดยสารปรับอากาศ ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ก็มีผู้คนมากพอสมควร และมีคนไทยอาศัยแถวนี้จำนวนหนึ่ง

ที่ร้านอาหารจะมีแรงงานคนสิงคโปร์ และคนไทย รวมแล้ว 4 คน ซึ่งไม่รวมป้ากับลุง ขายอาหารไทย และอาหารอีสาน เช่น ต้มยำ ก๋วยเตี๋ยว ผัดกระเพรา รวมถึงอาหารตามสั่ง ราคาแต่ละจานไม่ต่ำกว่า 250 บาทเงินไทย

โยทำงานทั่วไป ตื่นนอนตีห้า โดยร้านอาหารชั้นบนเป็นที่พักของแรงงานไทย ส่วนแรงงานสิงคโปร์ไป-กลับ ตื่นนอนมาช่วยเตรียมของ เครื่องปรุงอาหาร และจะเปิดร้านตั้งแต่สามโมงเช้า ถึงประมาณสามทุ่ม จะบริการลูกค้า ตั้งแต่เสิร์ฟน้ำและอาหาร ส่วนการรับรายการอาหาร และเก็บเงินจะเป็นหน้าที่ของแรงงานคนสิงคโปร์

ค่าใช้จ่ายของโยไม่มีได้จ่ายอะไรเลย เพราะที่อยู่ และอาหารการกิน ก็กินในร้านเลย บรรยากาศเหมือนอยู่บ้านตนเอง เวลาไม่นานที่อยู่ที่นี้ทำให้ไม่รู้สึกเหงา เพราะสามารถติดต่อมาหาแม่และลูกชายทางโทรศัพท์ได้สะดวก และที่ร้านจะหยุดวันอาทิตย์ ซึ่งโยสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้อย่างสบายและลำพัง

ป้าให้เหตุผลเกี่ยวกับแรงงานว่า ต้องจ้างคนสิงคโปร์ในพื้นที่ที่มีค่าแรงสูงกว่าแรงงานไทย แต่บอกแรงงานสิงคโปร์ว่า แรงงานไทยเป็นลูกหลานมาท่องเที่ยว เพราะป้องกันการร้องเรียนในการจ้างงานเถื่อน เพราะสิงคโปร์ให้ความสำคัญในการจ้างงานและการเสียภาษีเข้าภาครัฐ

ป้าให้เงินเดือนโย ในการเดินทางแต่ละครั้งประมาณ 30,000 บาทไทย และป้าจะติดต่อกลับว่า จะให้โย เดินทางมาทำงานอีกตอนไหน

โยกลับจากสิงคโปร์ครั้งแรก และมีเงินมาเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน สามีก็ตามมาง้องอนคืนดี ซึ่งตนเองอดใจอ่อน เพราะลูกไม่ได้ จึงตกลงใช้ชีวิตด้วยกันอีกครั้ง ซึ่งสามีมีความรู้สึกเกรงใจตนเองเหมือนไม่เคยเป็นมา

โยได้เดินทางมาสิงคโปร์อีกครั้งห่างจากครั้งแรกสามเดือน แต่ครั้งนี้ทำให้โยตกใจไม่น้อย “เจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ถามคำถามหลายคำถาม หนูกลัวว่าจะเข้าประเทศไม่ได้ แต่คิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย มา เที่ยว มีเงินโชว์ มาเที่ยวสิงคโปร์ไม่นานก็จะกลับแล้ว หนูถูกสอบอยู่ที่ด่านประมาณ 3 ชั่วโมง เพราะวันนั้นมีผู้หญิงเดินทางมาพร้อมกันเยอะมาก เขาคงกลัวว่าหนูจะมาขายตัว เหมือนข่าวที่มีผู้หญิงไทยทำกันบ้าง แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้”

ครั้งที่สาม และครั้งที่สี่ โยก็เดินทางมาทำงานสิงคโปร์ได้อย่างสะดวกและราบรื่น และสามารถได้เงินในการเดินทางมาแต่ละครั้ง ถึงสามหมื่นบาท และทำให้เปิดโอกาสตนเองในการเห็นโลกที่กว้างขึ้น ทำให้ตนเองเข้มแข็งขึ้น และรับรู้ถึงพลังและศักยภาพของตนเอง และสามารถนำสิ่งดี ๆ ของบ้านเมือง และผู้ที่นี้ ในเรื่องความมีระเบียบวินัย ความสะอาดเรียบร้อยนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง และครอบครัว

แต่อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งที่ห้าของโย หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะครั้งนี้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ถามว่า “คุณมาสิงคโปร์ 4 ครั้ง และแต่ละครั้งอยู่นานถึงเดือนมาทำอะไร พวกเราให้โอกาสคุณครั้งนี้อยู่แค่สัปดาห์เดียว ถ้าอย่างนั้น คุณจะได้ที่นี้ นานหลายเดือนเลยนะ” ทำให้โยกลัวโดนเรื่องปรับเงิน และเข้าคุก กับการลักลอบมาทำงานอย่างผิดกฎหมาย

เมื่อถามถึงว่า ทำไมไม่คิดมาทำงานที่สิงคโปร์แบบถูกต้องตามกฎหมาย โยบอกว่า “ก็เป็นเรื่องที่คิดอยู่ แต่ตอนนี้ครอบครัวเริ่มดีมีความสุข ตนเองก็ไม่อยากทำงานแบบประจำ และต่างแดน เพราะคงคิดถึงลูก แม่ และสามี คงพอแล้ว แค่นี้ก็ได้ประสบการณ์มากมายให้กับชีวิตแล้ว....”

*********************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (0)