ลมพัดตึ้ง...ที่อิสราเอล

เรื่องเล่าระหว่างทำงานของผม เมื่อปลายปี 2558 ผมเห็นเรื่องราวอื่นๆ นอกเหนือมิติสุขภาพ

“เทพ” (นามสมมติ)

อายุ 23 ปี

แรงงานชาย

“ลมพัดตึ้ง ก้ำภูกระดึงเขตเมืองเลย ยังจำคำที่ไผเอ่ย
ว่าบ่เคยจะคิดลืมแฟน ยกมือขึ้นบ๊ายบาย
ตอนที่อ้ายจะกลับขอนแก่น ยังคิดเห็นแต่หน้าแฟน หนุ่มขอนแก่นพะว้าพะวัง..”

เสียงบทเพลงที่กำลังโด่งดังยามนี้ ดังกระหึ่มมาแต่ไกล เร้าใจให้สนุก แต่ทว่าขัดแย้งกับเบื้องหน้าที่มีผู้คนมากมาย สวมใส่ชุดสีดำ และสีขาว เพื่อมาร่วมงานศพ ทั้งที่ตอนนี้เวลาบ่ายสองโมง และยังเป็นฤดูกาลตัดอ้อย แต่ยังรอคอยถึงหกโมงเย็นเพื่อร่วมงานสวดอภิธรรม ระหว่างการรอคอย มีการนั่งกินดื่ม พูดคุยกัน และผู้หญิงส่วนใหญ่ จะวุ่นวายกับการจัดเตรียมสำรับอาหาร เพื่อเลี้ยงแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน

แม่ของ “เทพ” ออกมาต้อนรับ แม้สีหน้าจะยิ้มแย้ม แต่รับรู้ถึงความแห้งผากของรอยยิ้มและความรู้สึก “เสียดายนะ ที่ไม่ได้เจอเทพ ตอนมีชีวิตอยู่... แม่เหมือนให้เขาไปตายนะ เชิญเข้าบ้านก่อนจ้า” เป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเมื่อรู้ข่าวนับเดือนว่า เทพ ได้เดินทางกลับจากประเทศอิสราเอล ด้วยสภาพเจ็บป่วยอย่างหนัก แพทย์จากอิสราเอลมาส่งถึงที่สนามบินสุวรรณภูมิ และมาส่งที่สนามบินขอนแก่นอีกต่อหนึ่ง และเดินทางด้วยรถตู้จากโรงพยาบาลเอกชนของจังหวัดขอนแก่น มาถึงบ้านที่หมายสุดท้ายซบอ้อมอกอบอุ่นของครอบครัว

บ้านของเทพเป็นสองชั้น ชั้นล่างเป็นปูน ชั้นบนเป็นไม้ รอบๆ บริเวณบ้าน มีต้นไม้มากมาย และมีแปลงผักสวนครัวยาวๆ ถึงสามแปลง เทพ อายุตอนนี้ 23 ปี ย้อนเวลาเมื่อครบเกณฑ์ทหาร จับได้ใบแดง จึงเข้าเป็นทหารในค่าย ออกจากค่ายไม่นาน ไม่ทันได้บวช แต่รอเวลาไม่ไหวจึงแต่งงานกับหญิงสาวในหมู่บ้าน “นก” อายุ 20 ปี “เขารักกันมานาน แม่ก็ไม่ว่าอะไรนะ แต่งก็แต่ง มีลูกเล็กคน เขาบอกว่า ถ้ากลับมา มีเงิน จะบวชให้แม่กับพ่อ” ตอนนี้มีลูกชายกำลังน่ารัก “น้องตูน” อายุจะครบ 2 ขวบ ดังนั้น จึงมีสมาชิกใหม่มาเพิ่มเติมสมทบสมาชิกเดิม ที่มีพ่อของเทพ แม่ของเทพ ซึ่งทั้งสองอายุห้าสิบกว่าปี และน้องสาวของเทพที่กำลังเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6

ภายในบ้านชั้นล่าง มีคนแก่คนเฒ่านั่งในบ้านเกือบสิบคน กลิ่นควันธูปอบอวล มองเห็นโลงเย็น เด่นสง่าตั้งอยู่ มีรูปเทพสีขาวดำหน้าตาหล่อเหลาในใส่กรอบรูปตั้งอยู่บนโลง พวงหรีดงดงามประดับมากมาย และไฟกระพริบส่งแสงสว่างไสว แต่บรรยากาศกลับหมองหม่นเต็มไปด้วยการอำลาและการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิต

แม่ของเทพ เล่าถึงการเดินทางไปทำงานต่างประเทศครั้งแรก และครั้งสุดท้ายของลูกชาย ด้วยคำพูดที่มีมุ่งมั่น แต่เจือด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้งที่มีต่อลูกชาย พวกเราพูดคุยกันภายในบ้าน อยู่ข้างๆ โลง และกลิ่นของงานศพ

“คนในหมู่บ้าน มีคนไปทำงานต่างประเทศมากมายหลายประเทศ มีทั้งไปแบบไม่นานก็กลับ เช่น สวีเดนไปเก็บหมากแบร์สองสามเดือนก็กลับ แต่มีญาติๆ พี่น้องในบ้านเรา ไปอิสราเอลเกือบสามสิบคน ไปทำงานเกษตร สัญญาห้าปี สามปีได้กลับบ้านครั้งเลยอยากไป เพราะได้เงินดี และเป็นก้อน พ่อกับแม่เลยบอกลูกว่า น่าไป เพราะมีครอบครัวแล้ว มีลูกยังเล็กๆ อยู่ และตัวเทพยังเป็นหนุ่มเป็นแน่น อยู่บ้านก็ทำนา ไร่อ้อย ไปเมืองนอก ยังสามารถได้เงินเป็นก้อน และมีวิชาความรู้ด้านการเกษตรกลับนำมาใช้ต่อที่บ้าน”

สิ่งที่คิดและหวังเบื้องหน้า ที่จะได้เงินเป็นก้อน สั่งสะสมความรู้ด้านการเกษตรกรรม และเหตุผลหนึ่งที่ครอบครัวเลือกให้เทพไปอิสราเอล เพราะระบบงานและเวลางานที่นั่นชัดเจน มีความเป็นระเบียบในการดูแลตนเอง และมีญาติพี่น้องอยู่ที่นั้นหลายคน ทำให้ตัดสินใจไปที่นั้น แทนที่จะไปไต้หวัน เกาหลีใต้ เหมือนเพื่อนบ้านคนอื่นๆ “ไปไต้หวัน เกาหลีใต้ เป็นเมืองสะดวกสบาย อิสรเสรี บางคนไปลืมบ้าน ลืมลูกเมีย ติดเหล้า เป็นผีพนัน แม้กลับมาบ้านแล้ว ยังใช้หนี้ไม่หมด”

ครอบครัวได้ยืมเงินดอกจากเถ้าแก่อ้อยในหมู่บ้าน ซึ่งดอกเบี้ยมั่งคงและตรงเวลา ร้อยละ 3 ต่อเดือน และเงินเก็บของครอบครัว เพื่อส่งลูกชายไปทำงาน โดยได้รับคำแนะนำจากญาติๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานในประเทศนี้ว่า ให้ไปอย่างถูกวิธี จะมีความปลอดภัยไม่ถูกหลอก จึงเข้าวิธีที่ถูกต้องและผ่านขั้นตอนจากกรมแรงงานอย่างถูกระเบียบ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 70,000 บาท มีสัญญาการทำงาน 5 ปี ได้เงินเดือนๆ ละ 30,000 บาท และไม่รวมโอทีถ้าวันไหนที่มีงานพิเศษ เทพได้เดินทางไปอิสราเอล เมื่อเดือนปลายกุมภาพันธ์ 2557

แม่ของเทพรู้ข่าวของลูกชาย เป็นประจำ สองสามวันเทพก็โทรศัพท์มาหาแม่และเมีย และส่งเงินกลับบ้านตรงเวลา “เทพเขาเป็นคนดี ตั้งใจทำงาน ส่งเงินมาให้แม่ขัดดอกเบี้ย ตรงเวลา และตั้งใจอดทนทำงานสู้เพื่อครอบครัวของเราในวันข้างหน้า...” แม่รับรู้ถึงชีวิต การทำงาน การกิน อยู่ หลับ นอน และภาวนาให้ลูกทำงานให้ปลอดภัยในการทำงานและมีความสุขในระหว่างทำงานที่อิสราเอล

เทพบอกให้แม่ฟังถึงการทำงานของคนไทยที่นี้ว่า บ้านเมืองเขามีแต่ทรายสุดลูกหูลูกตา เป็นทะเลทรายเลย แดดร้อนมากๆ ไม่ใส่เสื้อแขนยาวออกนอกบ้านตอนกลางวันไม่ได้ ร้อนและแล้งกว่าบ้านเราหลายเท่า แต่ทำไมอิสราเอลปลูกผักได้ทั้งปี โตไวมากๆ มีโรงเรือนผักมากมาย มองสุดลูกหูลูกตา “แม่ มองเข้าไปในเรือนที่มุ้งไนล่อนแล้ว ผมตกใจมากๆ ข้างนอกแห้งแล้ง ร้อนมากๆ บ้านเราแล้ง ๆ แบบนี้ ปลูกอะไรไม่ได้ น้ำก็ไม่มี แต่ในนี้พริกหยวก พริกหวาน มะเขือเทศ ผักมากมาย ลูกโตๆ ใบใหญ่ๆ เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น เขาส่งออกทั่วโลกเลย...”

งานของแรงงานไทยเป็นงานภาคการเกษตรกรรม เช่น การปลูกพืชหรือผัก ใส่ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลง หรือฮอร์โมนเร่งพืชผัก ซึ่งเทพเล่าว่า “ภายในโรงเรือน จะมีกลิ่นเหม็นฉุนกึกของยามันอบอวนเหลือเกิน แต่พอผ่านไปนานๆ ก็คงจะชินชากับกลิ่นเหม็นนั้น จนเป็นกลิ่นตัวเราแล้วมั้ง” แต่สำหรับงานของเทพ คือ “การทำและมุ่งสแลน” ซึ่งกรมแรงงานได้จัดอบรมทักษะนี้ให้กับแรงงาน ตั้งแต่ดัดเหล็ก การวัดขนาดโรงเรือน ทำโครงโรงเรือนตามสภาพแวดล้อม การดูทิศทางอุณหภูมิ ทำหลังคามุ้งไนล่อน และปูสแลนทับเพื่อพลางแสงแดด

เทพทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น วันหนึ่งๆ จะทำงาน 8 ชั่วโมง ทำงานเสร็จก็กินข้าว อาบน้ำนอน บางวันก็สามารถแอบดื่มเหล้ากันได้อยู่ เทพมีชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ “งานที่ทำทั้งวัน ว่ามันหนักก็หนัก ว่าสบายก็สบายนะแม่ แต่งานมันเหมือนดูดพลังในตัวเราออกหมด เหนื่อยจึงต้องนอนพัก”

เวลายังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ และได้เดินทางผ่านมาถึง 4 เดือน เทพได้ส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน จนกระทั่งกรกฎาคม 2557 สายๆ ของวันหนึ่งของเทพ ขณะที่เทพกำลังดัดเหล็ก ในโรงเรือนที่มุ้งสแลนแล้ว จู่ๆ ก็มีเหมือนมีลมพัดก้อนใหญ่ๆ ปะทะมาตรงหน้า เป็นเหมือนกลิ่นยาฆ่าแมลง ไม่รู้ว่า มันมาในโรงเรือนได้อย่างไร? เพราะยังไม่ได้ปลูกอะไรเลย จากนั้นเทพก็ตัวล้มลงหมดสติไปถึง 4 วัน 4 คืน และฟื้นตัวรู้สึกตัวขึ้นที่ห้องพักในโรงพยาบาล แต่ต้องตกใจมาก เพราะซีกซ้ายทั้งแขนและขาไม่สามารถขยับและเคลื่อนไหวได้เลย ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มึนๆ งงๆ และจำเหตุการณ์อะไรไม่ได้ ผ่านมาถึงเกือบเดือน ถึงสามารถใช้มือแขนและขาขวาได้ แต่ซีกซ้ายยังใช้งานไม่ได้ จึงโทรศัพท์บอกทางบ้านตนเองเจ็บป่วย ทั้งที่นอนบนเตียง บอกแม่ว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะทางนี้เขาดูแลตนเองดี ผมตายฝ่าย (ภาษาอีสานแปลว่า อัมพฤกษ์ครึ่งซีก) หมอบอกว่าเดี๋ยวก็หาย”

ระยะเวลาของการเจ็บป่วย 2 เดือนแรก ยังคงเดินไม่ได้ และ 3 เดือนหลังเริ่มเดินได้ แขนทั้งสองข้างใช้การได้ แต่ยังคงมีเฝือกดามที่ขาซ้าย สำหรับ 5 เดือน ที่เทพต้องนอนในโรงพยาบาล เปลี่ยนโรงพยาบาลและสถานีอนามัย (แม่ของเทพเล่าว่า น่าจะเป็นสถานีอนามัย เพราะเทพบอกว่า มีขนาดเล็กๆ เหมือนสถานีอนามัยบ้านเรา) ถึง 4 แห่ง เดือนที่ห้าอาการเหมือนเริ่มดีขึ้น เพราะสามารถเดินเหินได้ด้วยตนเอง แม้จะมีความคิดความจำที่โต้ตอบช้ากว่าเดิม และการเคลื่อนไหวที่ช้าลง จากการดามเฝือกที่ขาซ้าย แต่สายต่างๆ ที่เคยอยู่กับรูต่างๆ ในตัว แพทย์ได้เอาออกหมดแล้ว

เทพได้ส่งเงินกลับมาบ้านเพียง 4 เดือนเท่านั้น แม่บอกว่า หนี้สินที่ใช้เพื่อเดินทางไปทำงานได้หมดแล้ว เพียงแต่ไม่ได้กำไรตามจุดหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ นายจ้าง และหน่วยงานในอิสราเอล ไม่ได้เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล แต่บอกกับเทพว่า จะส่งตัวกลับไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านในเมืองไทย แล้วจะติดต่อในเรื่องค่าชดเชยการทำงานกับกรมแรงงาน เหตุผลทั้งหมดทั้งมวล คือ ให้เทพกลับมาเมืองไทยก่อน

ต้นเดือน ธันวาคม 2557 เทพได้กลับสู่มาตุภูมิ และได้รับความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่น้อง และภรรยากับลูก แต่ละวันเทพทำได้เพียงพูดคุยกับทุกคน และใช้ชีวิตประวันจำแบบของผู้ป่วยพักฟื้น ไปพบแพทย์ตามนัด อาการเหมือนจะเริ่มดีขึ้นๆ บ่นเกือบทุกวันว่า ไม่น่าได้กลับบ้านก่อน เพราะกำลังจะได้เงินกลับมาให้ทุกคนในบ้าน เสียใจกับโชคชะตาที่ตนเองได้รับ และคิดว่า ถ้าหายจนเป็นปกติ จะกลับมาไปอิสราเอลอีกครั้ง

เริ่มต้นปีใหม่ของปี 2558 มันน่าจะเป็นฟ้าใหม่ ชีวิตใหม่และงดงามของครอบครัว แต่แม่ของเทพรับรู้ถึงลางร้ายของครอบครัวที่กำลังปะทุขึ้นอีกรอบ “ฟันของเทพเริ่มหลุดออกจากปาก เหมือนเราแกะข้าวโพดทีละเม็ด ลมหายใจเหมือนมีอาหารบูดเหม็นลอยออกมาจากในท้อง เปิดปากดูแผลในปากเต็มปากเลย ตุ่มเล็กๆ แดงๆ บนผดขึ้นตามตัวอย่างชัดเจน แม้แต่จู๋เป็นแผลเปื่อย เหมือนร่างกายจะเน่าทั้งตัว”

เทพจึงต้องไปรักษาโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพราะไข้สูง ปวดหัว กินและขับถ่ายไม่ได้ แผลพุพองตามตัว นอนโรงพยาบาล 4 วัน แต่แพทย์ให้ไปโรงพยาบาลจังหวัด เพราะบอกว่า ติดเชื้ออย่างหนัก เมื่อถึงโรงพยาบาลจังหวัด และนอนรักษาเกือบ 10 วัน แพทย์บอกว่า เส้นเลือดในสมองแตก เกล็ดเลือดต่ำ ต้องปรึกษากับครอบครัวว่า จะส่งตัวไปโรงพยาบาลศูนย์เพื่อรักษาต่อและผ่าสมอง ตอนนั้นเทพเริ่มอ่อนแรงมาก อาเจียนเป็นเลือด และเล่นโทรศัพท์ไม่ได้แล้ว เพราะชอบเล่นเกมส์ และใช้ติดต่อหาคนที่รักและรู้จักเสมอๆ

คนในบ้านทุกคน เห็นพ้องเพรียงร่วมกันว่า อยากให้เทพกลับมาบ้าน กลับมาตายที่บ้าน พร้อมกับความรักความอบอุ่นของทุกคนในบ้านและญาติสนิทมิตรสหาย เมื่อร่างของเทพที่อ่อนระโหยโรยแรงมาถึงบ้าน ภรรยาและลูกน้อย ได้จัดเตรียมดอกไม้ ธูป และเทียน เพื่อขอขมา (สมมา-ภาษาอีสาน) อโหสิกรรม ให้หมดห่วง และอำลากันครั้งสุดท้าย จึงเป็นสัญญาณว่า พันธนาการของเทพได้ถูกปล่อยวางและจากไปอย่างสุขคติ มีเพียงความดีงาม และความคิดถึงที่ยังเป็นเครื่องหมายแทนใจของการระลึกถึงของทุกคนโดยเฉพาะคนในบ้าน นับเป็นทุกข์สรรพสิ่งที่เข้ามา แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย ถ้าย้อนเวลากลับมาได้ แม่พร่ำบอกเสมอๆ จะไม่ให้ลูกไปทำงานที่อิสราเอล

“เทพบอกว่า ชีวิตตนเองถูกลมพัดตึ้งเหมือนชื่อเพลง แต่แม่ว่า ชีวิตแม่เหมือนลมพัดตึ้งใส่กลางใจแม่ ไม่เหมือนลูกที่ถูกลมพัดโดนเพียงร่างกายเท่านั้น แม่เห็นรอยยิ้มลูกตอนเกิด แต่แม่เห็นน้ำตาตนเองตอนลูกจะหมดลม เจ็บปวดทรมานเมื่อมองเห็นลูกเจ็บปวดเจียดตาย เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายของลูก เหมือนส่งลูกให้ไปตายนะ แม่ขอโทษ...เสียใจ ไม่นึกว่าจะเป็นเช่นนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงเมียกับลูก แม่จะดูแลให้อย่างดี หลับให้สบายนะลูก...”

***********


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (1)

-สวัสดีครับ

-เรื่องของเทพเศร้าจังนะครับ

-แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นและต้องยอมรับกับมันนะครับ

-ขอบคุณครับ