ชีวิตเต็มไปด้วยการเรียนรู้ที่ไต้หวัน

เรื่องเล่าระหว่างทำงานของผม เมื่อปลายปี 2558 ผมเห็นเรื่องราวอื่นๆ นอกเหนือมิติสุขภาพ....

“เขียว” (นามสมมติ)

อายุ 28 ปี

แรงงานชาย


“เขียว” ชายหนุ่มฉกรรจ์วัย 28 ปี ผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลายรูปแบบ ล่าสุดทำงานขับรถตู้รับจ้างทั่วราชอาณาจักร ซึ่งตัวเองรับจ้างจากพ่อบุญธรรม การทำงานต่างแดนที่ตนเองไปไต้หวันมา 3 ปี ทำให้เห็นคุณค่าของตนเอง การทำงานตรงเวลา และรับผิดชอบหน้าที่ได้ดี และสามารถนำมาใช้ในปัจจุบันและอนาคต

เขียวเป็นเด็กหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันและต้องการความมหัศจรรย์เช่นเดียวหนุ่ม ๆ วัยนี้ ที่ต้องการความท้าทาย การเรียนรู้ และการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงต้องการไปทำงานต่างประเทศเช่นเดียวกับรุ่นพี่ ๆ ในหมู่บ้าน

ด้วยวัยอายุเพียง 22 ปี บวชเรียนสึกออกมา ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร เพราะผ่านหลักสูตร รด. จึงเลือกไปสมัครงานไปไตหวัน ที่สำนักงานจัดหางานในตัวจังหวัด ผ่านไป 3 เดือน จึงเลือกให้ไปสอบ และคัดเลือก ความต้องการตอนแรกเลย ต้องการไปทำงานโรงงานพลาสติกพร้อม ๆ กับคนบ้านเดียวกัน แต่ตนเองไม่ผ่าน เพราะส่วนสูงน้อยกว่า 160 เซนติเมตร “ผมถามพี่ ๆ เขา บอกว่า โรงงานพลาสติก ต้องใช้คนตัวสูง เพราะชั้นวางของสูง”

เปิดฉากการทำงานที่ไต้หวันแถบภาคกลาง “ไทจง” เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแรงงานไทย เสมือนอยู่ประเทศไทยก็ว่าได้ งานเป็นไปทำ คือ งานก่อสร้างบ้าน เป็นธุรกิจครอบครัว เถ้าแก่เป็นผู้ชาย มีแรงงาน 10 กว่าคนเท่านั้น เงินเดือน 15,000 บาท รวมค่าล่วงเวลาแล้วประมาณสองหมื่นเศษ ๆ

เกิดเหตุการณ์วันแรกของการทำงานอย่างตกอกตกใจ แต่สุดท้ายก็เป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ “ผมไปทำงานวันแรก แผ่นดินไหวแล้ว ตอนไปอบรมที่สำนักงานเขาบอกอยู่ แต่ตกใจทำอะไรไม่ถูก เพื่อน ๆ บอกทำอะไรทำตาม เขาให้หลบใต้โต๊ะ สงบแล้ว ออกมาจากตัวตึกก่อน อยู่ไปอยู่มาเริ่มชิน เพราะแผ่นดินไหวบ่อยมาก โดยเฉพาะหน้าหนาว”

ความเป็นหนุ่ม ทำงานแล้ว ก็จะเที่ยว ช่วงเดือนแรก ๆ ส่งเงินกลับมาให้แม่ใช้หนี้ให้หมด ตอนที่เขียวไปทำงาน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมทั้งค่าเครื่องบินอยู่ที่ 75,000 บาท เมื่อใช้หนี้หมดแล้ว จึงขอเก็บไว้ครึ่งต่อครึ่งกับแม่และตนเอง

คนไทยส่วนหนึ่งที่ทำงานไต้หวัน จะชอบเล่นการพนัน ไฮโล และเล่นไพ่ ซึ่งตอนแรก ๆ จะได้เงินพนัน แต่ต่อมา ก็จะถูกคนจีนไต้หวัน หรือคนไทยด้วยกันเอง หลอกต้มตุ๋นหรือดวงไม่ดี เหลือเพียงตัวกลับบ้าน และส่วนหนึ่งยังเป็นหนี้พนันชดใช้อีกหลายปี สิ่งที่เขียวจดจำได้ดี และเป็นเครื่องเตือนใจและควบคุมใจตนเองเสมอมาจากไตหวันถึงเมืองไทย คือ “เหล้า บุหรี่ ผู้หญิง และซองผ้าป่า”

ด้านสุขภาพ เขียวมีอาการปวดหลังเป็นประจำ เพราะต้องแบกอุปกรณ์ก่อสร้างที่หนัก ๆ จนตอนนี้ ถึงแม้ขับรถตู้ ยังมีอาการปวดหลังอยู่ อาจเป็นสาเหตุตั้งแต่ไปไต้หวันมา

การต่ออายุงาน เขียวเล่าว่า “ไปทำงาน 2 ปี ต่ออายุอีก 1 ปี เป็น 3 ปี ซึ่งแรงงานบ้านเราสามารถไปได้ 3 ครั้ง รวมอายุงานจริง ๆ คือ 9 ปี ที่เราสามารถทำได้ แต่ผมไปครั้งเดียว อยู่แค่ 3 ปี”

นอกจากสร้างบ้านแล้ว งานอย่างหนึ่งที่เขียวทำคือ ขับรถในการส่งของรับของ และส่งแรงงานด้วยกัน รวมถึงขับรถให้เถ้าแก่ไปธุระต่าง ๆ ทำให้ช่วงหลัง ๆ ตนเองสบายขึ้น และได้เงินพิเศษจากเถ้าแก่ แต่ต้องทำงานไม่ตรงเวลาเลิกงานอาจดึกดื่นบางวัน ทั้งที่เวลาทำงาน คือ ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

ต่อมาเถ้าแก่ได้เลิกงานแรงงานทั้งหมดที่นี้ เพราะอยากพักแล้ว ด้วยความใจดีที่ไม่อยากลอยแพแรงงาน หรืออาจมีเรื่องกฎหมาย เถ้าแก่จึงไปฝากงานที่โรงงานทอผ้าของเพื่อนเถ้าแก่ให้

งานใหม่ในปีที่ 2 ของเขียว เป็นโรงงานทอผ้าที่ใหญ่มาก แรงงานมีถึง 200 คน มีแรงงานไทยประมาณ 30 คน ที่พักหลับนอนเป็นส่วนหนึ่งในโรงงานแยกชาย-หญิง ห้องละ 10-20 คน เช่นเดียวกับงานก่อสร้างเป็นที่พักที่เถ้าแก่จัดให้ งานที่ทำคือ เขียวตัดผ้า และแพ็คผ้า โดยมีเครื่องทุ่นเรื่อง ไม่น่าห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะระบบดีมาก แต่สิ่งที่น่าห่วงและยังตัวมาถึงเมืองไทย นอกจากปวดหลัง คือ ภูมิแพ้ ที่มีมาจากฝุ่นฟุ้งกระจายมาก ๆ ถึงแม้เขียวจะใช้ผ้าปิดปากและจมูกป้องกันตนเอง

โรงงานทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น การกินอยู่ซื้อกินเอง เขียวบอกว่า “ก๋วยเตี๋ยวบ้านเขา ธรรมดา 80 บาท พิเศษ 1000 บาทเงินไทย” เดือนเงินตอนนี้ 20,000 บาท ถ้ามีโอที จะได้เงินเพิ่มอีกเดือนละเกือบ 10,000 บาท ทำงานครบปี จะมีการประเมินให้ทำงานปีต่อไป ถ้าใครไม่ผ่านเขาส่งกลับบ้าน

เขียวเล่าถึงแรงงานที่เป็นสายเลือดไทยอย่างภาคภูมิว่า “ส่วนใหญ่แรงงานไทย จะผ่านการประเมินงานทั้งหมด ส่วนเวียดนาม ไม่ค่อยผ่าน แต่เขาทำงานแบบผักชีโรยหน้า เถ้าแก่พูดเสมอว่า คนไทย มีความขยัน อดทน และรับผิดชอบงานดี”

เขียวเล่าถึงชีวิตหนุ่มในไต้หวันว่า “ที่นั้นมีมากมาย แม้กระทั่งสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาบ้า ผมไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะผมรู้ว่า เป้าหมายของผมมาเพื่อหาเงิน เช่นเดียวกับร้านเหล้า ผับ และซ่องไทย มีมากมายรองรับแรงงานทุกหัวมุม ตอนนั้น ยังไม่คิดอยากมีเมีย เลยไม่ได้เมีย ซึ่งส่วนใหญ่ตามที่รู้ จะได้ผัวได้เมียที่ไต้หวัน บางคนมีลูกมีเมียมีผัว ก็ทิ้งกันมาเอาที่นี้ ส่วนน้อยที่คนไทยจะแต่งงานกับคนจีน คนเวียดนามจะชอบเอากันกับคนจีน”

หลังจากครบกำหนดงาน 3 ปี เขียวไม่ต่อสัญญาทำงานต่อ ทั้งที่เถ้าแก่ต้องการให้เขียวทำงานในโรงงานต่อ จะเดินเรื่องเอกสาร และทุก ๆ อย่างให้ แต่เขียวทนคิดถึงบ้าน และแม่ไม่ได้ เพราะแม่ก็แก่มากแล้ว พ่อตายไปนานแล้วเช่นกัน และอยู่ลำพังกับน้องสาวที่ตอนนั้นเรียน ม.6 ต่อไปก็ไม่อยู่บ้าน เพราะต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัย ตนเองมีเงินเก็บบ้าง และทำความฝันให้แม่ คือ ซื้อนาแปลงหนึ่งให้แม่และตนเองปลูกข้าว

ชีวิตคือการเรียนรู้และประสบการณ์ เขียวเล่าเสมอ ๆ ว่า ไปอยู่ประเทศไหน ๆ ไม่สุขใจเหมือนอยู่บ้านเรา แต่การที่เขียวไปไตหวัน ทำให้เขียวมีประสบการณ์ และอื่น ๆ ที่ทำให้ตนเองภูมิใจและนำมาใช้กับชีวิต “นอกจากระบบการทำงานที่ต้องตรงเวลา เคร่งครัด และผ่านการตรวจสอบแล้ว ผมยังพูดภาษาจีนกลางได้ บางครั้งมีลูกค้ารถตู้ เป็นคนจีนผมยังสื่อสารได้ ผมได้เพื่อนและมิตรภาพจากการทำงาน คนไทยด้วยกันยังไปมาหาสู่ ไปงานบวชงานแต่งงานของเพื่อนตามจังหวัดต่าง ๆ ติดต่อปรึกษาให้กำลังใจกันผ่าน Facebook เพื่อนบางคนยังชวนไปเลี้ยงวัวที่ประเทศอิสราเอล ได้เงินเดือนละ 75,000 บาท”

*********************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (0)