ป้ายสุดท้ายปลายทางที่ญี่ปุ่น

เรื่องเล่าระหว่างทำงานของผม เมื่อปลายปี 2558 ผมเห็นเรื่องราวอื่นๆ นอกเหนือมิติสุขภาพ....

“ประไพ” (นามสมมติ)

อายุ 51 ปี

แรงงานหญิง


“อาชีพนวดของผู้หญิงไทย นวดอยู่เมืองไทยตอนนี้คนก็ยอมรับมากว่า เป็นอาชีพที่สุจริตและมีครู มีบามีความรู้ แต่พอไปทำงานที่ต่างประเทศเท่านั้นแหละ ทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ จะมองว่า นอกจากนวดแล้ว เราจะมานาบด้วย (ขายตัว) ด้วย”

“ประไพ” หญิงใหญ่วัยอายุ 51 ปี ผู้ผ่านประสบการณ์การทำงานต่างถิ่นตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประไพก็ออกเดินทางจากบ้านไปทำงานที่กรุงเทพ ฯ กับเพื่อน ๆ และญาติพี่น้องในหมู่บ้าน ไปเป็นสาวโรงงานบ้าง เป็นเด็กเสิร์ฟ และเป็นสาวก่อสร้างบ้าง ตึกน้อยใหญ่ในกรุงเพทฯ ล้วนเป็นฝีมือของประไพ ซึ่งสร้างความภูมิใจไม่น้อยสำหรับคนอีสานที่มาขายแรงงานในเมืองหลวง

“จะให้ทำงานที่บ้านของเราได้อย่างไรนะ ไร่นาของที่บ้าน หรือคนในหมู่บ้าน ก็เปลี่ยนมาทำไร่อ้อยกันหมด เพราะมีโรงงานน้ำตาลมาตั้งอยู่ไม่ไกล อ้อยราคาดีกว่าข้าว ปลูกข้าวตอนนี้ แค่ว่ามีข้าวกินตลอดปี ขายบ้างนิดหน่อย สมัยก่อนจะมาทำงานที่กรุงเทพฯ ถ้ามีข้าวในเล้า ถือว่า ไม่อดตายแล้ว อุ่นใจอุ่นท้อง เพราะหาปลาหาปู หาผักตามนาตามสวนกินได้ แต่ตอนนี้ อย่าว่า กินอยู่หากินไม่เป็นเหมือนเดิมแล้ว สารเคมีก็เยอะ แม้แต่หอยปูตอนนี้ชาวบ้านก็ไม่กล้ากิน หรือเด็ก ๆ ไปนานกับผู้ใหญ่ แค่เดินไปบนคันนาขาก็เปื่อยแล้ว”

ภาพสะท้อนของความอุดมสมบูรณ์ที่หายไปของหัวไร่ปลายนาของหมู่บ้าน พร้อมกับการหายไปของแรงงานในหมู่บ้าน และสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ทดแทนการหายไป คือ การทำไร่อ้อย ที่เต็มไปด้วยขั้นตอนการทำงานที่มากมาย การใช้สารเคมีที่มากขึ้น และความสัมพันธ์ของการทำงานเปลี่ยนแปลงไป

“ คนส่วนใหญ่ตอนช่วงที่จะตัดสินมาทำงานที่กรุงเทพ ฯ ทุ่มเทกับการทำไร่อ้อย มันมีงานต่าง ๆ ต้องทำมากมายทั้งปี แต่บางงานเราก็ทำไม่ได้เนาะ เช่น ใส่ยา พ่นยาฆ่าหญ้า ซึ่งตอนนั้น พ่อยังไม่ตาย พ่อไม่อยากให้ทำ เพราะสารเคมีทั้งนั้น แค่ได้กลิ่นก็หายใจไม่ออก ขึ้นอ้อยเหมือนกัน เป็นผู้หญิงขึ้นอ้อยไม่ได้แน่ เพราะต้องใช้แรงอย่างหนัก และทำตอนดึก ๆ ถึงเช้า ทำให้การทำอ้อย ต้องจ้างคนต้องใช้เงินจ้างอย่างเดียว จะมาช่วยกัน เอาแรงกันไม่มีแล้ว”

ประไพ เมื่ออายุเกือบ 20 ปี จึงโบยบินจากอ้อมอกของพ่อแม่มาทำงานที่กรุงเทพ ฯ เหมือนคนในหมู่บ้านทั้งผู้หญิงผู้ชาย อายุมากและอายุน้อย ด้วยเพราะต้องทำงานแลกเงิน นอกจากเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดในเมืองใหญ่แล้ว ยังต้องส่งเงินให้พ่อแม่ เพื่อเป็นค่าจ้างในการทำงานซึ่งเป็นอาชีพหลักของครอบครัวไปแล้ว ซึ่งประไพเล่าอย่างภูมิใจที่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่

“คนแถวบ้าน และคนอีสาน มันอวดกันว่า ลูกหลานคนไหนส่งเงินให้พ่อแม่กันบ้าง คิดว่าเป็นสิ่งดีที่ลูกทุกคนควรทำ เพราะเป็นการตอบแทนคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามา มันไม่ใช่หน้าที่ ไม่เป็นการกดดัน แต่คิดว่า ลูกทุกคนต่างอยากทำมัน เพื่อพ่อแม่มีความสุขด้วย ให้มากให้น้อยไม่เป็นเรื่องสำคัญเลย”

การทำงานในกรุงเทพ ฯ ของประไพ ทำให้ได้ใช้ชีวิตในวัยสาวอย่างเต็มที่ ได้เห็นโลกกว้าง และต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันมากกว่าบ้านเกิด ต้องย้ายงานบ่อย ๆ ตามญาติหรือเพื่อนพี่น้อง แนะนำว่า งานไหนดี งานไหนได้เงินเยอะ และงานไม่หนักมาก

แม้จะมีคนหนุ่ม ๆ ตามที่ทำงานมาจีบสม่ำเสมอ เพราะประไพทำงานท่ามกลางผู้ชาย เช่น ตามไซต์งานก่อสร้างก็มีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และหน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ประไพยังคงถนอมความเป็นโสดไว้ เพราะตนเองเป็นพี่สาวคนโต และมีน้องสาวอีก 2 คน จึงต้องมีภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่ คือ ต้องส่งเงินให้พ่อแม่ และส่งเสียน้อง ๆ ให้เรียนหนังสืออย่างน้อยควรจะจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไม่ต้องการให้เรียนน้อยแบบตนเอง เพราะสมัยนี้ไปสมัครงานที่ไหนต้องจบ ม. 6 เป็นอย่างน้อย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อประไพอายุ 30 ปีต้น ๆ ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการมีคู่ครองและอยากมีครอบมีครัวไม่ได้ ด้วยภาระหน้าที่ที่ส่งให้น้อง ๆ จะเรียนหนังสือถึงจุดหมายแล้วทั้งสองคน และอายุก็สามารถมีครอบครัวแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนอายุเท่านี้ คนในหมู่บ้านต้องเรียกว่า “สาวแก่”

ประไพได้แต่งงานกับชายหนุ่ม ซึ่งเป็นคนอีกต่างจังหวัดในภาคอีสาน เพราะชายหนุ่มคนนี้ ตนเองทำงานร่วมกันมาหลายปี เห็นว่า เป็นคนดี รักครอบครัวเหมือนตนเอง และสามารถรอตนเองได้ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ตนเองต้องการมีชีวิตคู่ด้วย อยู่ด้วยกันไม่ถึงปีก็มีลูกชาย ซึ่งตนเองก็ไม่ลำบาก เพราะได้งานเป็นแม่บ้านในสำนักงาน ซึ่งสามารถทำงานและลาคลอดได้ และสามีก็เป็น รปภ. (งานรักษาความปลอดภัย) ไม่ไกลจากบ้านที่เช่าไว้

จนกระทั่ง ลูกชาย อายุ 3 ปีกว่า ๆ สามีเริ่มเปลี่ยนไป “บ่เป็นท่า” จากหน้ามือเปลี่ยนมาเป็นหลังมือ แบบกะทันหัน ซึ่งตนเองรับไม่ได้ สามีเริ่มกินเหล้า ติดเพื่อน มีผู้หญิงมาพัวพัน ซึ่งตอนแรกตนเองทำใจ และนึกว่า คงไม่นานคงจะกลับมาเป็นอย่างเดิม แต่มันไม่ใช่เลย ปัญหามันยิ่งหนักขึ้นหนักขึ้น เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้น ลงไม้ลงมือกันท่ามกลางสายตาที่ไร้เดียงสาของลูก และเวลานั้นเอง พ่อก็เริ่มป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ ทำให้ตนเองต้องหอบหิ้วลูกชายมาอยู่บ้านเกิดตนเอง พร้อม ๆ กับเที่ยวไปเที่ยวมาทำงาน

ตอนนั้น ชีวิตของประไพเครียดมาก นอนไม่ค่อยหลับ สามีก็ยังชวนทะเลาะกันตลอดด้วยปัญหาเดิม เพื่อนจึงพาไปหาหมอ หมอบอกว่า ตนเองเริ่มเครียดนะ พยายามควบคุมและจัดการอารมณ์ตนเองให้ได้ ไม่อย่างนั้น ต้องได้กินยาแก้เครียดไปตลอด และในที่สุด พ่อของประไพ ก็เสียชีวิตลง พร้อม ๆ กับการตัดสินใจปิดฉากชีวิตคู่แยกต่างกัน และประไพก็กลับมาอยู่บ้าน และเลี้ยงดูลูก

ประไพพอมีเงินที่สะสมจากทำงานที่กรุงเทพฯ จึงมาเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน การอยู่ที่บ้านทำให้มีความสุข เพราะได้อยู่กับลูก แม่ น้องสาว และญาติ ๆ แต่ในขนาดเดียวกัน ก็มีความเครียดจากการคิดถึงความล้มเหลวของชีวิต และมีผู้คนนินทาบ้างกับการเป็น ”แม่ฮ้าง” หรือผู้หญิงที่แยกทางกับสามี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินักกับคนในหมู่บ้าน ณ เวลานั้น แต่ตนเองก็ได้ความรักจากครอบครัว และการขายของ ทำให้เป็นการเยียวยา นอกจากการกินยาแก้เครียด ซึ่งตนเองยอมรับว่า ทุกวันนี้ ถ้าควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็ต้องพึ่งยาแก้เครียด

ด้วยความที่ไม่ชินกับการอยู่บ้าน เพื่อนที่รู้จักที่กรุงเทพ ฯ ชวนไปเรียนหลักสูตรแพทย์ไทย 360 ชั่วโมง จนผ่านหลักสูตร และชวนกันไปนวดที่พัทยา รายได้ก็ดีมาก เพราะคนที่ใช้บริการเป็นฝรั่ง ตนเองจะได้ทิปมากกว่าเงินเดือนเท่านั้น แต่เมื่อกลับบ้าน คนในหมู่บ้าน ต่างนินทาว่า ตนเองไปขายตัว แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้เข้าใจชีวิตของตนเองและผู้อื่นมากขึ้น คิดว่า ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า และไม่ต้องการคิดมากให้เครียดด้วย

ความคิดในสมองผุดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ตนเองจะแต่งงานกับฝรั่งดีไหม? เพราะมีฝรั่งมาสนใจตนเองเป็นระยะ ๆ แต่อดห่วงความรู้สึกของลูกที่ยังเด็กไม่ได้ และตนเองก็ยังเข็ดกับชีวิตคู่ ด้วยงานนวดสำหรับตนเองแล้วตอนนี้น่าเบื่อหน่าย และมีโอกาสได้สามีฝรั่งแน่นอน จึงกลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง และคนในหมู่บ้าน มีคนไปทำงานที่ประเทศเกาหลีไต้มากมาย ตนเองต้องการไปหาประสบการณ์ด้วย จึงไปทำงานโรงงานทอผ้าที่นั้น ถึงเกือบ 7 ปี ได้เงินเดือนและโอที เกือบเดือนละ 40,000 บาท ซึ่งตนเองก็ส่งเงินส่วนหนึ่งกลับบ้านให้ลูก ให้แม่เป็นทุนขายของชำต่อ และให้แม่เลี้ยงหมูหลายสิบตัว

เมื่อกลับมาจากเกาหลีใต้แล้ว ด้วยตนเองไม่คุ้นชินกับการอยู่บ้าน จึงไปทำงานนวดที่พัทยาอีกครั้ง ครั้งนี้ทำงานนานกว่าเดิมเพราะปรับตัวได้บ้าง จึงทำงานนานถึงสองปี แต่เพื่อนก็ชวนไปทำงานที่ญี่ปุ่นด้วยวัย 51 ปี โดยการเดินทางแบบนักท่องเที่ยว ซื้อตั๋วไป-กลับ เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกือบ 50,000 บาท แต่อยู่ญี่ปุ่นได้เพียง 15 วัน

ประไพมาถึงประเทศญี่ปุ่นวันแรก ก็แอบมาทำงานนวดที่ร้านของเพื่อนนวดที่ได้สามีเป็นคนญี่ปุ่นในโตเกียว ทำให้ประไพรู้ว่า มีคนไทยมาทำงานที่นี้ และใกล้เคียงมากมาย เช่น ทำงานโรงงานทำเส้นราเม้ง ทำถุงพลาสติก ตัดหญ้าและเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม หรือถูพื้นตามบริษัท ด้วยค่าเงินที่มากมายของประเทศ เมื่อหักค่าอาหาร ซึ่งอย่างอื่นเพื่อนอำนวยความสะดวกให้ทั้งหมด ประไพสามารถได้เงินกลับบ้านถึง 350,000 บาท ซึ่งไม่ประไพรู้สึกตกใจและดีใจอย่างมากกับเงินก้อนนี้

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทำให้ประไพตัดสินใจจะกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ด้วยวิธีที่เพื่อนแนะนำ คือ จ้างชายชาวญี่ปุ่นให้เป็นสามีตนเอง เพื่อที่จะได้อยู่และทำงานในประเทศญี่ปุ่นอย่างถาวร โดยจ้างจดทะเบียนสมรสเป็นเงินถึงล้านบาทไทย และรวมค่าเดินทาง ค่าเอกสารแล้ว ประมาณ 1,300,000 บาท ซึ่งประไพได้กู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาทต่อเดือน เอาหลักทรัพย์ของตนเองและแม่ค้ำประกัน ซึ่งตนเองเชื่อว่า ไม่นานจะสามารถใช้หนี้ได้หมด จากการเก็บข้อมูลและการไตร่ตรองอย่างดีแล้วของตนเอง

การตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้ประไพเครียดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

คนในหมู่บ้าน มองตนเองไปขายบริการไกลถึงประเทศญี่ปุ่นไปแล้ว

ตนเองจะต้องเสียตัวให้กับชายชาวญี่ปุ่นที่ตนเองจ้างให้เป็นสามีตนเองหรือไม่ ? เหมือนคนอื่นที่บอกว่า มีทั้งต้องเจอและไม่เจอ

ตนเองจะอยู่ในประเทศญี่ปุ่นได้นานเพียงไร?

เป็นคำถามที่ประไพถามตนเองก่อนไป แต่ ณ วันนี้ ประไพได้อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ด้วยการตัดสินใจเลือกให้ชีวิตของตนเองเดินทางไปป้ายสุดท้ายปลายทางที่ญี่ปุ่น

*********************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (0)