สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ดิฉันได้นำกรณีศึกษาและการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดมานำเสนอ ซึ่งถ้ากรณีศึกษานี้ตรงกับผู้อ่านหรือคนรู้จักก็สามารถนำวิธีการรักษาเหล่านี้ไปปรับประยุกต์ใช้ได้นะคะ

กรณีศึกษา "เคสวัย 40 ปี ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบมา 3 ปี เบื่อและอยากลาออกจากการทำงานอาจารย์ที่หนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนและเสี่ยงเป็นหลอดเลือดสมองตีบ ไม่ชอบออกกำลังกาย มีความสามารถเป็นพิธีกร ดีเจ และนักเขียน และกำลังเครียดเพราะเป็นเสาหลักเลี้ยงดูครอบครัวกว่า 3 คน และมีหนี้บ้านจากการผ่อนชำระ เงินเดือนจากการอาจารย์ประจำ"

วิเคราะห์ตาม PEOP


วิเคราะห์กิจกรรมการแต่งหนังสือ


Clinical reasoning

Diagnostic scientific clinical reasoning : ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack, TIA)

ผู้ป่วยที่เกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ หรืออัมพฤกษ์ จะมีอาการและแสดงอาการเหมือนกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน แต่จะหายกลับเป็นปกติได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยจะหายเป็นปกติ ภายใน 30 นาที ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ ถึงแม้ว่าอาการจะเกิดเพียงระยะเวลาไม่นาน แต่มีความสำคัญมากเพราะเป็นสัญญาณเตือนถึงอันตราย จากการศึกษาพบว่า อัตราการเกิดภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตซ้ำสูงถึง 5% ภายใน 48 ชั่วโมง และ 10% ที่ระยะเวลา 3 เดือนหลังเกิดอาการ ดังนั้น แม้ว่าอาการต่างๆ จะหายไปแล้วก็ตามยังต้องไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและป้องกันการเกิดซ้ำ (4)

Narrative clinical reasoning : “เบื่อและอยากลาออกจากการทำงานอาจารย์ที่หนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน”

Pragmatic clinical reasoning : เทคนิค Guided imagery สามารถช่วยลดภาวะความเครียดได้ และการใช้เทคนิค Life reviewลดภาวะความเครียดและซึมเศร้าได้

Problem

- ผู้รับบริการมีภาวะความเครียด เนื่องจากต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว และมีหนี้บ้านจากการผ่อนชำระ

- ผู้รับบริการเบื่อและอยากลาออกจากงานอาจารย์ (มีแรงจูงใจลดลง)

Short term goal

  1. ผู้รับบริการสามารถจัดการความเครียดได้ด้วยตนเอง โดยผ่านกิจกรรมยามว่าง(การเขียนหรือแต่งหนังสือ) ภายในเวลา 4 สัปดาห์
  2. ผู้รับบริการมีแรงจูงใจมากขึ้นจากเดิมในการทำงาน ภายในเวลา 4 สัปดาห์

Intervention

  1. ผู้รับบริการสามารถจัดการความเครียดได้ด้วยตนเอง โดยผ่านกิจกรรมยามว่าง(การเขียนหรือแต่งหนังสือ) ภายในเวลา 4 สัปดาห์

Frame of reference : Physical rehabilitation , Psychosocial rehabilitation , MOHO

Technique : Leisure management , Relaxation technique , Stress management

Intervention

  • บทความ(1)กล่าวว่า ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือ Transient Ischemic Attack (TIA) นั้นส่งผลทำให้เกิดความล้า มีอาการทางจิตวิทยาและบกพร่องทางความรู้ความเข้าใจได้ และส่งผลให้เกิดการลาออกจากงานมากขึ้น
  • การแต่งหนังสือหรือเขียนหนังสือเป็นการเล่าเรื่องราวหรือแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่งของตนเองซึ่งจากบทความ(2) การเขียนประวัติชีวิตของตนเองจะช่วยลดภาวะเครียดและซึมเศร้าได้
  • เนื่องจากผู้รับบริการมีอาชีพเป็นอาจารย์ ซึ่งก็มีความรู้และประสบการณ์มากมาย การได้แบ่งปันเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ออกสู่สังคมโดยการเขียนเป็นหนังสือนั้น ไม่เพียงแค่ได้เห็นคุณค่าในตนเองเท่านั้น แต่ยังนำมาเป็นรายได้ส่วนหนึ่งนำไปเลี้ยงดูครอบครัวได้
  • จากบทความ(3) การใช้เทคนิค Guided imagery โดยให้ผู้รับบริการหลับตาและจินตนาการถึงสิ่งต่างๆที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ช่วยในการลดภาวะความเครียดได้
  • ให้ผู้รับบริการตระหนักถึงตนเองในการหาสาเหตุว่าที่เครียดนั้นเกิดจากอะไร เครียดมากในระดับใด เมื่อใดถึงเกิดความรู้สึกเครียด เมื่อผู้รับบริการได้ประเมินตนเองเสร็จแล้วนั้น ก็ให้แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยมีผู้บำบัดเป็นผู้ชี้นำเล็กน้อย เมื่อผู้รับบริการสามารถทำได้และแก้ปัญหาได้แล้วนั้น ในระยะยาวเมื่อเกิดความเครียดขึ้นอีก ก็จะสามารถจัดการได้ด้วยตนเองได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องมีผู้บำบัดคอยชี้แนะ และทำให้เกิดภาวะความเครียดน้อยลง เนื่องจากมีการปรับตัวและเผชิญกับปัญหาความเครียดต่างๆเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง นอกจากนั้นแล้วสามารถนำวิธีการเหล่านี้ไปสอนให้ผู้อื่นได้ด้วย

Re-evaluation : สอบถามความพึงพอใจ (ใช้แบบประเมินCOPM) , สังเกตการทำกิจกรรมต่างๆ , ดูความถี่การเกิดความเครียดในระยะยาว

2. ผู้รับบริการมีแรงจูงใจมากขึ้นจากเดิมในการทำงาน ภายในเวลา 4 สัปดาห์

Frame of reference : Physical rehabilitation , Psychosocial rehabilitation , MOHO

Technique : Time management , Work modification , Motivation interviewing

Intervention

  • จากข้อมูลผู้รับบริการรู้สึกเบื่อและอยากลาออกจากงานเนื่องจากงานหนังและไม่มีเวลาพักผ่อน มาจากสาเหตุการบริหารเวลาในตนเอง ยังไม่สามารถบริการจัดการได้ดี จึงทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน ถ้าหากมีการวางแผนและบริหารจัดการดีๆ ก็จะทำให้มีแรงจูงใจในการทำงานที่เพิ่มขึ้นได้
  • เนื่องจากผู้รับบริการชอบเขียนและแต่งหนังสือ การได้แบ่งปันความรู้ไปให้คนอื่นๆในสังคมทำให้เกิดคุณค่าในตนเองมากยิ่งขึ้น
  • จากโมเดล MOHO จะสังเกตว่าแรงจูงใจนั้นเกิดจาก เหตุผลส่วนบุคคล ความสนใจ และ คุณค่าในตนเอง ในกรณีนี้ เหตุผลส่วนบุคคลคือเบื่อและอยากลาออกจากงาน ความสนใจคือ สนใจและชอบในการเขียนหนังสือ คุณค่าคือได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้ผู้อื่นในสังคมได้มาอ่าน เมื่อเกิดทั้งสามอย่างนี้และผู้รับบริการได้ปฏิบัติก็ทำให้เกิดเป็นแรงจูงใจในการทำงานและใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
  • การเลือกรับงานหรือปรับงานต่างๆที่รับมาให้ง่ายขึ้น ก็เป็นวิธีการหนึ่ง ซึ่งผู้รับบริการควรรับงานเท่าความสามารถของตนเองรับไหว ทำให้ตัวเองมีเวลาว่างในการพักผ่อนมากขึ้น
  • ผู้บำบัดสัมภาษณ์ผู้รับบริการตามโมเดล MOHO เพื่อหาแรงจูงใจของผู้รับบริการ

Re-evaluation : สอบถามความพึงพอใจ (ใช้แบบประเมินCOPM) , สังเกตการไปทำงานว่ายังมีการเบื่อและความคิดที่อยากจะลาออกอีกหรือไม่


    Reference
  1. Moran GM, Fletcher B, Feltham MG, Calvert M, Sackley C, Marshall T. Fatigue, psychological and cognitive impairment following transient ischaemic attack and minor stroke: a systematic review. European Journal of Neurology. 2014;21(10):1258-67.
  2. Chippendale T, Boltz M. Living Legends: Effectiveness of a Program to Enhance Sense of Purpose and Meaning in Life Among Community-Dwelling Older Adults. American Journal of Occupational Therapy. 2015;69(4):6904270010p1-p11.
  3. Bigham E, McDannel L, Luciano I, Salgado-Lopez G. Effect of a Brief Guided Imagery on Stress. Biofeedback. 2014;42(1):28-35.
  4. ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช.ความรู้เกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง.[อินเตอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ2 ตุลาคม 2559].เข้าถึงได้จาก: http://www.si.mahidol.ac.th/center/sirirajstrokece...