ผมรับราชการมา 37 ปี มีเรื่องที่ทำสำเร็จและภาคภูมิใจอยู่หลายเรื่อง แต่ก็มีเรื่องที่ทำไม่สำเร็จอีกหลายเรื่องเช่นกัน บางเรื่องก็จำต้องทำตามใบสั่งในระบบราชการ แม้ไม่ค่อยถูกกับจริตของเรานักก็ตาม เลยมานึกทบทวนตนเองว่า เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปี (พ.ศ.2553)ก็จะเกษียณอายุราชการ สุขภาพตนเองก็ไม่ค่อยดีนักมีโรครุมเร้าหลายโรค ขืนรอจนเกษียณอาจไม่สามารถทำอะไรตามใจที่ปรารถนาได้เต็มที่นัก
พ.ศ. 2551 เลยตัดสินใจขอเกษียณราชการก่อนกำหนด(เออรี่รีไทม์)เสียที เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ ได้ย้อนยุคกลับไปสู่ชีวิตสามัญ เมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมา ยอมสละเงินประจำตำแหน่ง ระดับ 9 ที่รับมา 11 ปี และตั้งใจว่าเมื่อเกษียณแล้วจะหันกลับมาดูใจตนเอง และจะพยายามไม่ทำกิจกรรมอะไรที่จะก่อให้เกิดกิเลส เครื่องเศร้าหมอง หรือปรุงแต่งออกไปนอกตัว โดยจะทำในสิ่งที่อยากทำอย่างน้อย 4 เรื่องคือ ปลูกต้นไม้ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว และช่วยเหลือสังคมตามความถนัดและตามบริบทของตนเอง เช่น เขียนหนังสือ เป็นกรรมการ หรือเป็นวิทยากรตามที่เขายังเห็นคุณค่าและเชิญมา ถ้าไม่อยากทำก็หยุดทำ ไม่ต้องอยู่ในกรอบข้อบังคับที่คนอื่นกำหนด โดยไม่ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนทำงานหารายได้เพิ่มพูนเงินบำนาญรายเดือนที่ลดลงหลังเกษียณ
ขอเล่าเรื่องการปลูกต้นไม้เป็นเรื่องแรก ก่อนเกษียณหนึ่งปี ผมพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างก้อนหนึ่ง จึงไปซื้อที่ดินแถวอำเภอไทรน้อย นนทบุรี เนื้อที่เพียง 75 ตารางวา ในย่านที่ยังพอมีกลิ่นอายของเรือกสวนไร่นา ผมกับภรรยาได้ปลูกบ้านหลังเล็กๆ คล้ายรีสอร์ท ริมหน้าต่างด้านหน้าแต่ละช่อง เราทำที่วางกระถางปลูกไม้ดอกติดกับตัวบ้าน เพื่อให้ดูสดชื่นสวยงาม และปลูกห้องครัวเล็กๆอีกหนึ่งหลัง ปูหญ้าด้านหน้าเขียวขจีเต็มพื้นที่ ใครผ่านไปมาต่างชมเปาะ ว่าสวยงามน่ารัก น่าอยู่มาก และไม่เคยเห็นบ้านเช่นนี้มาก่อน
ปลูกบ้านเสร็จก็ยังเหลือพื้นที่สำหรับปลูกพืชผัก ผลไม้ที่ชอบได้อีกพอสมควรทีเดียว เหตุผลที่ซื้อที่ดินเพียง 75 ตารางวา นอกจากจะประหยัดงบประมาณแล้ว ยังคำนึงถึงกำลังเรี่ยวแรงของตนหลังวัยเกษียณที่จะใช้ในการดูแลพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับเงื่อนไขความพอประมาณและการมีเหตุผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย

หลังเกษียณผมใช้เวลาว่างขลุกอยู่กับต้นไม้ที่บ้านสวนหลังเล็กๆ ทั้งวัน การใช้เวลาอยู่กับต้นไม้ทำให้จิตใจสงบ เย็น สบาย ไม่ต้องคิดอะไรออกไปนอกตัว จะอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับต้นไม้ ดอกไม้ มีเรื่องให้ทำ ให้ปรับปรุงตกแต่งเพลินอยู่ตลอดทั้งวัน ผมจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพเป็นหลัก แต่ก็เจอปัญหาเรื่องแมลงรบกวนเหมือนกัน หากไล่ด้วยสารชีวภาพแล้วเขาไม่ไปก็พยายามทำใจไม่ไปรังแกเขา ถือว่าเราแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ก็แล้วกัน
หนึ่งปีผ่านไป ผลผลิตที่เราสร้างขึ้นก็ปรากฏดอกผลให้ภูมิใจ ผลไม้ก็มี มะม่วง ที่เริ่มทยอยให้ผลแล้ว ทั้งเขียวเสวย ยายกล่ำ แม่ลูกดก (เราซื้อต้นโตๆมาปลูก) นอกนั้นก็มี กระท้อน มะยงชิด มะเฟืองหวาน มะกอก มะขามหวาน มะนาว ชมพู่มะเหมี่ยว ลิ้นจี่ มังคุด ฝรั่ง แก้วมังกร กล้วยน้ำว้า กล้วยเล็บมือนาง เป็นต้น ซึ่งคนที่ปลูกเพื่อธุรกิจก็คงจะดูว่าแน่นไป และออกดอกผลยาก แต่เป้าหมายของเราคือได้ทั้งร่มเงาและได้ดอกผลพอประมาณ เพื่อได้เห็นความหลากหลายของพืชแต่ละชนิด และหมั่นตัดแต่งกิ่งเอา จะได้มีงานทำไม่เหงา
ที่ขาดไม่ได้ก็คือ ผักนานาชนิด ที่ผมทำแปลงเล็กๆหลายแปลงปลูกไว้หลังบ้าน เป็นสัดส่วนสลับกันไป แม้แต่บริเวณรอบต้นไม้ใหญ่ผมก็ปลูกผักเป็นไม้ประดับ ผักที่ปลูก เช่น ผักกาด ผักกวางตุ้ง คะน้า คื่นช่าย ผักโขม จิงจูฉ่าย ถั่วฝักยาว กระเจี๊ยบ ไชเท้า ถั่วพู แตงกวา แตงร้าน กะเพรา โหระพา ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่บนรั้วจะมีผักตำลึง ผักปังทอดยอดไสว ยิ่งเก็บยิ่งแตกยอด ริมรั้วจะปลูกชะอมเป็นแนวยาว สลับกับทำค้างปลูกบวบ มะระ ฟัก แฟง และที่น่าทึ่งมากคือน้ำเต้าแข้งควาย จะออกลูกยาวเกือบแขน กลายเป็นไม้ประดับของบ้านได้ดีทีเดียว
นอกรั้วหลังบ้านเป็นที่ของคนอื่นที่ขาดการดูแล ปล่อยให้ต้นธูปฤาษีขึ้นรกไปหมด ผมเลยไปเจรจากับเจ้าของที่ อาสาทำความสะอาดให้ พร้อมทั้งขุดลอกคลองเล็กๆเป็นแนวยาวไปตามริมรั้ว ปลูกคล้าน้ำ และบัวหลากสีจนเต็มคลอง พร้อมทั้งทำน้ำพุเปิดให้ดูสวยงามและเย็นชุ่มฉ่ำ
ผมชอบปลูกไม้ผล แต่ภรรยาผมเธอชอบไม้ดอก แรกๆผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เราก็เอื้ออาทรแบ่งปันพื้นที่กันและช่วยกันปลูก เธอปลูกไม้ดอกหลายชนิดแทรกระหว่างต้นไม้และพืชผักสวนครัว เมื่อไม้ดอกทั้งหลาย เช่น กุหลาบ กล้วยไม้ พวงคราม ทองอุไร มธุรดา บัวดิน ชบา โมก พยับหมอก ฟ้าประดิษฐ์ เยียบีร่า ฯลฯ ออกดอกสะพรั่ง จึงเป็นเหมือนสีสันที่ช่วยเติมแต่งให้บ้านงดงาม น่าอยู่มีชีวิตชีวามากขึ้น
ผมกับภรรยามีความสุขกับการเก็บพืชผักที่ปลูก ออกไปแจกเพื่อนบ้านในแต่ละวัน เราจะเก็บผักสดๆมาปรุงอาหารรับประทานกันเอง แต่ละวันแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย ทำให้นึกถึงพระราชดำรัสของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่ว่า “เกษตรทำไว้ไม่อดตาย”พื้นที่เพียง 75 ตารางวา ปลูกบ้านและ ห้องครัวไปแล้ว พื้นที่ที่เหลือเพียงน้อยนิด ยังสามารถทำการเกษตรเลี้ยงชีวิตเราและสามารถแบ่งปันให้แก่เพื่อนบ้านได้อีก ทำให้อดปรามาสคนที่งอมืองอเท้า จมปลักอยู่กับความอดอยากยากจนไม่ได้
ผมลองเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาวิเคราะห์การดำเนินชีวิตหลังเกษียณราชการของเราตามแนวทางสายกลาง จาก 3 ห่วง คือความพอประมาณ การมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกัน และ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้ และ เงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งก็น่าจะผ่านการประเมินได้กระมัง
เห็นเด็กๆทุกวันนี้ ยืนเข้าแถวตากแดดไม่นานก็เป็นลม ไม่สู้งานเหมือนเด็กๆรุ่นผม ชอบแต่งตัวหล่อๆสวยๆ เลือกทำงานสบายๆและให้ได้เงินเยอะๆ ขาดน้ำอดน้ำทนเหมือนบทอาขยานที่เราเคยท่องกันสมัยก่อน
“นกเอ๋ยนกเอี้ยง คนเข้าใจว่าเจ้าเลี้ยงซึ่งควายเฒ่า แต่นกเอี้ยงนั้นเลี่ยงทำงานเบา แม้อาหารก็ไปเอาบนหลังควาย...”
สาเหตุใหญ่ก็คงมาจากวิธีการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์ ที่ไม่ปลูกฝังนิสัยการทำงาน ให้เขาได้ลงมือปฏิบัติจริง จนได้ผลผลิตที่เป็นนกเอี้ยงกันเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นปัญหาสำคัญในการพัฒนาประเทศมาจนทุกวันนี้
ผมไม่แปลกใจเลยว่า แม้เกษียณราชการแล้วทำไมผมยังโหยหาผูกพันกับการปลูกต้นไม้ต้นไร่ ก็เพราะผมได้ถูกบ่มเพาะให้ได้ลงมือปฏิบัติจริงตั้งแต่วัยเด็ก สู้งาน สู้ชีวิต และเห็นคุณค่าจากดอกผลนั้นๆด้วยตนเองมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นข้อคิดในการปฏิรูปการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบันและอนาคต ได้ทบทวนกันว่าจะอบรมสั่งสอนเด็กให้เป็นนกเอี้ยงกันต่อไปอีกหรือไม่
พ.ศ.2554 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่แผ่เป็นวงกว้างทั่วทั้งจังหวัดและไม่มีวี่แววว่าจะลดระดับลงเมื่อใด เราไม่สามารถเข้าไปที่บ้านนี้ได้
หนึ่งเดือนผ่านไป ผมนั่งเรือเข้าไปดูสภาพภายในบ้านพร้อมกับภรรยา บ้านหลังน้อย ต้นไม้ที่เราปลูก ดูแลด้วยใจรัก ทั้งมะยงชิด มะม่วง กระท้อน มะเฟือง มะกอกฯลฯ ที่เพิ่งออกดอกผลอย่างเต็มที่ ยืนต้นเฉาตายไปทั่วทั้งบริเวณ ตลอดจนพืชผัก ไม้ดอก ไม้ประดับอื่นๆอีกหลายอย่างที่กำลังเจริญงอกงามก็ถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้น
ผมกับภรรยามองภาพที่เกิดขึ้นด้วยใจหดหู่ เคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก เรามองตากัน ให้กำลังใจกันทางสายตา เรานั่งนิ่ง ตั้งสติ มองภาพที่เกิดด้วยความเข้าใจในกฎธรรมชาติว่า จังหวะเวลาของธรรมชาติ เอกภพ จักรวาล ดวงดาว ตลอดจนพืช สัตว์ แร่ธาตุ มนุษย์ในโลก สรรพสิ่งเหล่านี้ย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ต่างอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน
มนุษย์เราคิดว่าตนเองวิเศษ สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมชาติได้ ที่สุดแล้วแม้จะเก่งแค่ไหนก็ไม่อาจเอาชนะกฎธรรมชาติไปได้ ยิ่งทำลายระบบธรรมชาติซึ่งเป็นระบบนิเวศจนขาดความสมดุลไปเท่าไร ธรรมชาติก็จะลงโทษเราเฉกเช่นนั้น เพราะสรรพสิ่งในธรรมชาติครอบคลุมไปทั่วจักรวาล เมื่อระบบนิเวศเปลี่ยนไป โลกก็ร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกก็ละลายสู่ทะเลทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ความร้อนทำให้น้ำระเหยเป็นเมฆมากขึ้น กลายเป็นฝนตกหนักและรุนแรงขึ้น นี่ยังไม่รวมปรากฏการณ์แผ่นดินไหว และเรื่องอื่นๆอีก
บทเรียนครั้งนี้คงสอนเราให้รู้ว่า ต่อไปนี้เราจะต้องดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างพึ่งพิงกันมากกว่าจะฝืนเอาชนะธรรมชาติ เราต้องช่วยกันดูแลอนุรักษ์ ฟื้นฟูธรรมชาติ จะปลูกสร้างบ้านเรือนก็ควรเป็นบ้านชั้นเดียวใต้ถุนโล่ง เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำจะได้ไหลผ่านสะดวก จะสร้างถนนหนทางก็ควรสร้างคู่ขนานกับทางน้ำไม่ให้ปิดกั้นทางน้ำ ถ้าจะสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้นอีกก็ต้องมีระบบผันน้ำ ระบายน้ำ อย่างมีจังหวะจะโคนและยืดหยุ่น
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งได้ชัดเจนมากขึ้น ว่าทุกสิ่งย่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นหลักความจริงที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ พอเราทำใจได้ไม่ยึดติดไปกับมัน ก็รู้สึกโล่ง มองภาพที่เห็นเป็นเรื่องธรรมดาๆ
...หลังน้ำลด เราก็ปลูก ดูแลขึ้นมาใหม่ มันก็เท่านั้นเอง จะได้มีกิจกรรมทำไงล่ะ...
หลังน้ำลดไม่นานเราก็สามารถเนรมิตต้นไม้รุ่นใหม่ขึ้นมาจนเต็มพื้นที่ แล้วผมก็คิดกิจกรรมที่ต่อเนื่องจากการปลูกต้นไม้ขึ้นมาอีก คือ โครงการแจกต้นไม้ไปปลูกเพื่อลดโลกร้อนและสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงโดยผมได้ทำซุ้มบริจาคต้นไม้ที่สร้างไว้ริมถนนหน้าบ้าน แล้วเพาะชำต้นไม้หลายชนิดมาวางแจกในซุ้ม มีป้ายเชิญชวนให้คนที่ผ่านไปมารับไปปลูก เมื่อดำเนินการไปได้ระยะหนึ่ง คิดว่าเริ่มปลุกจิตสำนึกให้คนรักต้นไม้ได้มากขึ้นแล้ว ผมก็พยายามจูงใจให้คนรู้จักการเป็นผู้ให้ รู้จักแบ่งปัน เสียสละ ให้แก่ผู้อื่นบ้าง ไม่ใช่เพียงแต่รอรับแจกอย่างเดียว เพื่อเป็นการลด ละ กิเลสต่างๆให้เบาบางลง โดยทำป้ายเชิญชวนให้ผู้ที่มีต้นไม้ กระถางต้นไม้ ดิน และต้องการแจกร่วมกับเรา ก็สามารถนำมาวางแจกในซุ้มนี้ได้ด้วย โดยให้ถือว่าซุ้มนี้เป็นของทุกคน

โครงการปลูกต้นไม้ แจกต้นไม้ ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างต่อเนื่อง ผมเลยคิดต่อยอดความรู้เรื่องการเกษตรด้วยการไปอบรมเรื่องการขยายพันธุ์พืช และการทำเกษตรอินทรีย์ แล้วมาทดลองทำจนได้ผลดี จึงคิดจะแบ่งปันความรู้ให้แก่คนอื่น โดยได้เขียนและจัดทำแผ่นพับแจก พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการปลูก การดูแลต้นไม้แก่ผู้ที่สนใจ จนมีแฟนคลับมากขึ้น
มีคนถามผมว่าทำไมผมปลูกต้นไม้งอกงามดีจัง คงเรียนมาทางนี้จึงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้เรียนทางนี้เลย แต่ด้วยใจรักและคลุกคลีกับต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก จึงพยายามศึกษา แล้วเอาใจเข้าไปปลูก ลองผิดลองถูกไป ต้นไม้เป็นสิ่งที่มีชีวิต เขาก็ต้องการความรักความเอาใจใส่เหมือนกับคน ถ้าปลูกแล้วปล่อยทิ้งๆขว้างๆเขาก็จะเหี่ยวเฉาไม่งอกงาม แต่ถ้าประคบประหงมเลี้ยงดูเขามากไปเขาก็จะเคยตัว ขาดภูมิต้านทานเหมือนเด็กที่เลี้ยงไม่โต เราต้องยึดหลักทางสายกลางดีที่สุด
ผมพยายามทดลองทำ ทดลองใช้ เป็นแบบอย่างเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชาวบ้าน เพื่อให้เขาตระหนักถึงการดูแลสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม โดยผมเน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมนชีวภาพ เชื้อราชีวภาพไล่แมลงศัตรูพืช เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง
เกษตรอินทรีย์ที่ผมทำและเผยแพร่แก่ชาวบ้านจนได้ผลดีเป็นที่ยอมรับ เช่น จุลินทรีย์หน่อกล้วย ปุ๋ยชีวภาพมูลค้างคาว ฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนจานด่วน เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราบิวเวอเรีย เป็นต้น นอกจากนี้ผมยังทำดินหมักสูตรพิเศษที่ผมคิดค้นขึ้นเองและใช้ได้ผลดี โดยมีส่วนผสมของวัสดุธรรมชาติหลายชนิด
ขอเล่าเรื่องที่สองคือ การปฏิบัติธรรมตอนเกษียณใหม่ๆ ผมไปอบรมปฏิบัติธรรมมาหลายสำนัก เช่น ฝึกสติตามแนวหลวงพ่อเทียน ที่วัดสนามใน นนทบุรี และหลวงพ่อคำเขียน ที่วัดป่าสุคะโต ที่ชัยภูมิ ฝึกมโนมยิทธิ ตามแนวหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง อุทัยธานี แล้วไปอบรมตามแนวของคุณแม่สิริ ก็รู้สึกว่าใจเริ่มสบายมากขึ้นระดับหนึ่ง แต่เมื่อมีอะไรมากระทบก็ยังฟุ้งอยู่ และยังไม่สามารถบริหารตนเองให้ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง หลังสุดได้ไปสมัครอบรมหลักสูตรวิปัสสนาในแนวทางท่านอาจารย์อูบาขิ่น สอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ในอุปถัมภ์ของมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานในพระสังฆราชูปถัมภ์หลักสูตรวิปัสสนา 10 วัน ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติเข้มยึดหลักอริยสัจ 4 เน้นปฏิบัติตามมรรค มีองค์ 8 นั่นคือหลักไตรสิกขา(ศีล สมาธิ ปัญญา) โดยรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์เป็นเบื้องต้น ฝึกอาณาปานสติ 3 วัน จนเกิดสติและมีพลังสมาธิ แล้วฝึกวิปัสสนา อีก 7 วัน ใช้จิตพิจารณากาย(ขันธ์ 5) เมื่อพบเวทนาก็พยายามวางอุเบกขา แต่ละวันฝึกไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ตอนแรกๆรู้สึกว่าหนักมากจนแทบทนไม่ไหว แต่พอ 3 วันผ่านไปจิตเริ่มสงบมากขึ้น สาเหตุที่ผมสามารถผ่านกับเวทนาต่างๆไปได้นั้น ผมคิดว่าน่าจะได้พื้นฐานที่เคยฝึกมาจากหลายๆสำนัก มาบูรณาการเข้ากับแนวทางนี้ได้ ทำให้เข้าใจว่า การสอนของสำนักต่างๆนั้นล้วนพยายามหาเทคนิคของตนเองให้เข้าถึงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่วิธีการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสำนักเท่านั้น และเผอิญผมอาจจะมีกิเลสค่อนข้างมากหน่อยที่จำเป็นต้องใช้ยาแรง จึงจะถูกกับจริตตนเอง หลังจากนั้นผมก็มาฝึกปฏิบัติด้วยตนเองและไปรับการอบรมอีกอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้รู้สึกแล้วว่าการปฏิบัติธรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว
เรื่องการออกกำลังกาย เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมสามารถปฏิบัติจนเป็น ส่วนหนึ่งของชีวิตของตนเอง โดยยึดหลักทางสายกลางเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการที่เหมาะกับร่างกายและอายุ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมากกว่า
การเพาะกายที่ทำประจำคือ การแกว่งแขน ปั่นจักรยานอยู่กับที่ พร้อมทั้งเกร็งและผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนอย่างยืดหยุ่นสัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออกอย่างมีสติ ทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอทุกวันวันละ 30 นาที ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ ถั่ว ไข่ ปลา ลดเนื้อสัตว์ แป้งและน้ำตาลให้น้อยลง โดยพยายามรับประทานอาหารให้หลากหลายชนิด แต่ก็ยึดหลักความพอดีและยืดหยุ่น ไม่ถึงกับเคร่งครัดจนทำให้ชีวิตขาดความสุนทรีย์
เรื่องการไปท่องเที่ยว ผมถือว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นประเด็นสำคัญ ตอนรับราชการ หน้าที่การงานทำให้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปราชการมาทุกจังหวัดแล้ว และในต่างประเทศก็ได้ไปมาพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไปทำงาน ไม่ได้มีโอกาสได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง แต่การไปท่องเที่ยวหลังเกษียณเราไปกันพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว ถ้าไปภายในประเทศไม่ไกลนักก็จะขับรถไปกัน แล้วนอนพักค้างคืน ถ้าไปไกลๆก็จะใช้พาหนะอื่น อาหารที่ไหนอร่อย ที่เที่ยวที่ไหนสนุกๆเราจะไม่พลาดกัน การไปเที่ยวในต่างประเทศนั้นผมตั้งเป้าหมายว่าจะไปปีละ ครั้งเป็นอย่างน้อย และก็สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง และที่ผมภูมิใจมากคือ ผมได้พาพี่ๆน้องๆ และคนในครอบครัวรวม 10 คน ที่ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน พาไปเที่ยวฮ่องกง มาเก๊า จูไห่ โดยผมดูแลเองทั้งหมด การไปครั้งนี้คุ้มค่าจริงๆเสียค่าใช้จ่ายเพียงคนละประมาณ 12,000 บาท รวมเบ็ดเสร็จก็แสนกว่าบาทเท่านั้น แต่ทำให้ทุกคนมีความสุขและตื่นเต้นมาก เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตของเขาเลยทีเดียว ทำให้นึกถึงพ่อกับแม่ที่ท่านจากไปโดยไม่เคยได้นั่งเครื่องบินเลย
เรื่องสุดท้ายคือการช่วยเหลือสังคม ถือว่าเป็นหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องเป็นผู้ให้แก่สังคมและผู้อื่น แม้จะเกษียณแล้วก็ยังมีคนเห็นคุณค่า เชิญให้ไปช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆมิได้ขาด ผมเองก็ตั้งเป้าหมายเรื่องนี้ไว้เช่นกันว่า งานที่ไปร่วมต้องไม่ผูกพัน ไม่เครียด และไม่หวังหารายได้จากการร่วมกิจกรรม ถ้ารับทุกงานคงต้องทำงานหนักกว่าตอนยังไม่เกษียณ ที่รับไว้ เช่น เป็นกรรมการสถานศึกษาครั้งละ 3 โรงเรียน เป็นกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา เป็นอาจารย์พิเศษสอนนักศึกษาปริญญาโท เป็นที่ปรึกษาสถาบันการศึกษา เป็นวิทยากรบรรยาย เขียนบทความลงวารสารต่างๆ เป็นครูทางอินเทอร์เน็ต เป็นกรรมการ/ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ หน่วยงานทางการศึกษาต่างๆ เป็นต้น
หลังเกษียณได้ 5 ปี ผมลองทบทวนการดำรงชีวิตหลังเกษียณของตนเล่นๆทั้งเรื่องการปลูกต้นไม้ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ไปท่องเที่ยว และช่วยเหลือสังคม ก็พบความจริงว่าระหว่างที่เราปลูกต้นไม้ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย และทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ อย่างสบายๆและมีสติ ก็พบว่าทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น เพราะธรรมะก็คือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกตินั่นเอง
หลังเกษียณใหม่ๆผมพกพาโรคหนักๆที่เสี่ยงต่อความตายติดตัวมาด้วย 4 โรคใหญ่ๆ ต้องพบแพทย์และรับประทานยาพอๆกับอาหาร หน้าตาก็ซีดเซียว อมโรค หลังเกษียณไม่นานผมรู้สึกตัวว่าโรคร้ายทั้งหลายไม่มีความหมายแล้ว ใครเห็นก็ชมว่าหน้าตาสดชื่น(หนุ่ม)กว่าตอนทำงานราชการ(ไม่รู้ว่าเขาแกล้งเอาใจรึเปล่า) แต่ก็ยังคงพบแพทย์ตามนัดและรับประทานยาควบคุมโรคไว้เพื่อความไม่ประมาท แพทย์ก็ยังแปลกใจว่าไปทำอะไรมา ผมก็ตอบท่านว่า ผมทำตาม 5 ข้อข้างต้น และก็คงต้องทำต่อไปและประเมินปรับปรุงวิถีชีวิตตนเองไปจนตลอดชีวิต และเตือนตัวเองเสมอว่า สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง มีเกิดมีดับ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ทุกวันนี้จากที่เคยเป็นนักวิชาการมาหลายสิบปี บั้นปลายชีวิตก็ผันตนเองมาเป็นครูด้านเกษตร ส่วนภรรยาผมหลังเกษียณราชการ เธอก็ยังมีลูกของลูกศิษย์ หลานของลูกศิษย์ และลูกหลานของชาวบ้านแถบนั้นมาขอให้ช่วยสอนคณิตศาสตร์กันอีกไม่เว้นแต่ละวัน เธอก็ใช้บ้านสวนหลังน้อยเป็นที่อบรมสั่งสอนเด็กๆ พอสอนเสร็จก็หาขนมเลี้ยงเด็กๆ ตามนิสัยที่เคยชิน ไม่ใช่สอนเพียงให้เด็กๆมีความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่จะชักชวนให้เด็กๆที่มาเรียนมาช่วยกันทำปุ๋ยหมัก ทำปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกต้นไม้ ถอนหญ้า พรวนดิน ก่อนกลับบ้าน เพื่อฝึกให้พวกเขามีทักษะในการดำรงชีวิตได้อย่างเข้มแข็งต่อไปในอนาคตด้วย
สรุปแล้วการดำรงชีวิตหลังเกษียณของเรา ก็คงหนีไม่พ้นการเป็นครูไปตลอดชีวิตนั่นแหละ

... เช้าวันนี้เราสองคนมานั่งชมต้นไม้ ดอกไม้ที่เชิงบันไดบ้านกันเหมือนเช่นเคย นกปรอดสองตัวที่เกาะบนกิ่งมะม่วงเบื้องหน้า กำลังไซ้ขนให้กัน ส่งเสียงหยอกเย้ากัน พร้อมกระพือปีกไปมาเหมือนอยากจะอวดพวกเรา แล้วทั้งคู่ก็โผบินไปจิกกินมะละกอ ที่เราจงใจปล่อยให้สุกคาต้น เพื่อแบ่งปันให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ถือเป็นการทดแทนเมื่อตอนเป็นเด็กที่เราเคยรังแกบรรพบุรุษของเขาด้วยความสนุกและไร้เดียงสา
กระรอกตัวหนึ่งวิ่งไต่ขึ้นไปบนเครือกล้วย แล้วแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย และส่งเสียงเรียกพรรคพวกให้ขึ้นมากินด้วยกัน เขาหันมามองเราอย่างคุ้นเคย ด้วยความรู้สึกที่ปลอดภัย เราต่างยิ้มให้กับเขาด้วยใจที่เป็นสุข
...พลันเสียงเพลงจากเรื่องสี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัลที่เราเปิดทิ้งไว้ ก็ดังแทรกเข้ามา
“...ภาพต่างวันย่อมมองต่างไป ผุพังและมีสร้างใหม่ หมุนเวียนไม่มีว่างเว้น ดีพร้อมย่อมไม่มีวันจะเห็น วันคืนผันแปรเช่นไร
ภาพเปลี่ยนวันย่อมแปรเปลี่ยนผัน แต่ภาพเราสองคู่กัน ผันแปรตามไปบ้างไหม ภาพเราต่อไปจะเป็นเช่นไร ภาพเราย่อมแปรเปลี่ยนไป สักวันย่อมต้องจากกัน
เพียงหัวใจจากกัน จะอยู่นานค้ำฟ้าไม่ได้ เมื่อไรตัวฉันตายเมื่อนั้นหัวใจหยุดพลัน ไม่มีใครยั่งยืนคู่ฟ้า ไม่มีคำว่าชั่วนิรันดร์
...แต่วันนี้เธอจะมีฉัน จะรักมั่นคงเสมอ จะขอมีเธอผู้เดียวข้างกาย จากนี้จนวันสุดท้าย รักจนเราสองตายจากกัน...”

***************************