ผมพูดชัดเจนว่าหากองค์การนิสิต ไม่มีเวลาที่จะจัดกิจกรรมบริการสังคมก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมไม่ลองหยิบจับกิจกรรมทางสังคมเล็กๆ มาเป็นแผนดูบ้าง เช่น การผูกโยงกิจกรรมเข้ากับกระแสสังคม หรือบริบทอันเป็นวัฒนธรรม หรือ “ฮีต 12 คองกิจกรรม” เป็นต้นว่า การบริจาคโลหิตเนื่องในวันสำคัญๆ ของสังคมไทย (ฮีต 12 คองสังคม) หรือไม่ก็เข้าหนุนเสริมกับกิจกรรมนี้ที่ฝ่ายพัฒนานิสิต (ฮีต 12 คองมหาวิทยาลัย) ได้จัดประจำในทุกเดือน

เดิมตั้งใจจะไปสังเกตการณ์กิจกรรมการบริจาคโลหิตเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ก็ไม่ได้ไป เพราะติดภารกิจการประชุมพิจารณากลั่นกรองพื้นที่การจัดกิจกรรม “เทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ 20”

ผมตั้งใจจะไปสังเกตการณ์และให้กำลังใจกับผู้คนที่เกี่ยวข้องกิจกรรมนี้จริงๆ เพราะรู้จากคุณเยาวภา ปรีวาสนา ผู้ประสานงานหลักโครงการฯ ว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้ “องค์การนิสิต” ที่บริหารงานโดยพรรคพลังสังคม ขันอาสาเป็น “เจ้าภาพร่วม” จึงยิ่งอยากไปให้กำลังใจคนทำงานมากเป็นพิเศษ เพราะนานมากแล้วที่ไม่เคยได้เห็นองค์การนิสิตลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมนี้ด้วยตนเอง จะมีก็แต่สภานิสิต หรือไม่ก็สโมสรนิสิตคณะต่างๆ ที่ผันตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งในงานกับฝ่ายพัฒนานิสิตของคณะต้นสังกัด




ย้อนกลับไปสองถึงสามปีการศึกษา ต้องยอมรับว่ากิจกรรมการบริจาคโลหิตถูกบรรจุเป็นแผนพัฒนานิสิตในระบบกิจกรรมนอกหลักสูตร (กิจกรรมเสริมหลักสูตร) ไปโดยปริยาย อันหมายถึงเป็นความร่วมมือระหว่างกองกิจการนิสิตกับฝ่ายพัฒนานิสิตของแต่ละคณะ ขึ้นอยู่กับว่าทางคณะจะสร้างการมีส่วนร่วมของ “นิสิต” หรือ “ผู้นำองค์กรนิสิต” ในสังกัดคณะได้มากหรือน้อย แต่ที่แน่ๆ แต่ละเดือนจะมีกิจกรรมที่ว่านี้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างน้อยก็ 1 ครั้งเป็นอย่างต่ำ และตอบโจทย์เอกลักษณ์มหาวิทยาลัยฯ ที่ว่าด้วยการ "เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน" ได้ด้วยเช่นกัน

กรณีดังกล่าวนี้เป็นที่น่าชื่นชมว่าในหลายๆ คณะขับเคลื่อนได้อย่างน่ายกย่อง สามารถผนวกกำลังได้หลายภาคส่วน ทั้งนิสิต ผู้นำนิสิต อาจารย์ บุคลากรทั้งภายในคณะและต่างคณะ และยิ่งไปกว่านั้นคือ “สภานิสิต” เองก็ลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมและบรรจุเป็นแผนขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับกองประชาสัมพันธ์ฯ ก็ระดมเจ้าหน้าที่มาช่วยดำเนินการป้อนข่าวสารออกไปสู่สังคมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง





ปีนี้— ในวาระการประชุมก่อนการจัดสรรงบประมาณในวงรอบ 4 เดือน (มิถุนายน-กันยายน 2559) ผมสะท้อนในที่ประชุมร่วมของผู้นำนิสิตอันมีรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตเป็นประธานอย่างหนักแน่นและชัดเจนประมาณว่า "..ปีการศึกษาที่ผ่านมา ผมแทบไม่เห็นองค์การนิสิตจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ทางสังคมอย่างเด่นชัด ส่วนใหญ่จ่อมจมอยู่กับกิจกรรมเชิงประเพณีนิยมเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นประชุมเชียร์ ลอดซุ้ม ไหว้ครู ลอยกระทง กีฬาระหว่างคณะ..." ฯลฯ

ครั้งนั้น— ผมยืนยันว่าสะท้อนความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมมองผ่านแผนงานอย่างเป็นทางการและมองผ่านกระบวนการจริง รวมถึงการวิเคราะห์ผ่านผลงานเชิงประจักษ์ มิใช่การวิพากษ์บนฐานคิดเชิงอคติ หรือทำตัวเป็น "เกจิ" (กูรู้) ฟาดงวงฟาดหางไปเรื่อย





ครั้งนั้น—ผมพูดชัดเจนว่า "... หากองค์การนิสิต ไม่มีเวลาที่จะจัดกิจกรรมบริการสังคมก็ไม่เป็นไร แต่ทำไมไม่ลองหยิบจับกิจกรรมทางสังคมเล็กๆ มาเป็นแผนดูบ้าง เช่น การผูกโยงกิจกรรมเข้ากับกระแสสังคม หรือบริบทอันเป็นวัฒนธรรม หรือ “ฮีต 12 คองกิจกรรม” เป็นต้นว่า การบริจาคโลหิตเนื่องในวันสำคัญๆ ของสังคมไทย (ฮีต 12 คองสังคม) หรือไม่ก็เข้าหนุนเสริมกับกิจกรรมนี้ที่ฝ่ายพัฒนานิสิต (ฮีต 12 คองมหาวิทยาลัย) ได้จัดประจำในทุกเดือนอยู่แล้ว..."

และนั่นยังรวมถึงข้อเสนอแนะว่า"... กิจกรรมบริจาคโลหิตก็สามารถบรรจุเป็นวาระการ “รับน้องใหม่” ได้อย่างไม่ต้องเขินอาย โดยให้องค์การนิสิตส่งมอบกิจกรรมให้น้องใหม่ (รุ่นภุมริน 11) ได้แสดงพลังของตนเองอย่างสร้างสรรค์ด้วยการระดมคนมาเข้าร่วมการบริจาคโลหิต และทำหน้าที่เป็นกำกับดูแลกิจกรรมนี้ร่วมกันในทีมรุ่นฯ ส่วนพี่ๆ จากองค์การนิสิตและเจ้าหน้าที่ก็ถอยออกมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหนุนเสริมการทำงานของน้องใหม่..."






โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ากิจกรรมบริจาคโลหิตเป็นกิจกรรมที่จำเป็นและสำคัญมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่สื่อให้เห็นมิติของการ “ให้” อย่างเด่นชัด เป็นการ “ให้” ที่ “ง่ายงาม” อย่างไม่ต้องกังขา ก่อเกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้ให้และผู้รับอย่างมหาศาล อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่สมถะพอเพียง เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณอะไรให้สิ้นเปลือง หากแต่มีคุณค่าและมูลค่าอย่างที่สุด มิหนำซ้ำยังเป็นการทำงานร่วมกับภาคีหลายภาคส่วน ทั้งภายในมหาวิทยาลัยฯ และหน่วยงานภายนอก เช่น เหล่ากาชาด โรงพยาบาล เป็นต้น

เป็นที่น่ายินดีว่าปีการศึกษา 2559 องค์การนิสิต ตัดสินใจจัดกิจกรรมนี้ด้วยตนเองผ่านวาทกรรม “ลูกเหลือง-เทาร่วมใจต่อชีวิตบริจาคโลหิตเพื่อแม่” ซึ่งหมายถึงมารดาผู้ให้กำเนิดของนิสิตและการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ผู้ซึ่งเป็น “แม่หลวง” ของปวงชนชาวไทย




ในทางกระบวนการนั้นองค์การนิสิตได้ทำเพจประชาสัมพันธ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องมาอาศัย หรือฝากหวังไว้กับกองกิจการนิสิตเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งผมมองว่าก็เป็นสิ่งที่ดี เนื่องเพราะนิสิตจะได้ฝึกทักษะการ “คิดสร้างสรรค์” ฝึกการออกแบบ “สื่อ” หรือการประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ไปในตัว เพราะนี่คืออีกหนึ่งทักษะของการเป็นผู้นำในศตวรรษที่ 21 ที่นิสิตต้องมีและมีอย่างมีประสิทธิภาพ


รวมถึงการเรียนรู้และบ่มเพาะทักษะการทำงานอย่างเป็น “ทีม” ที่ต้องแบ่งหน้าที่ต่อกันและกันอีกหลายประเด็น เช่น

  • การสื่อสารไปยัง “น้องใหม่” เพื่อการเข้าร่วมกิจกรรม
  • การจัดเตรียมสถานที่
  • การแบ่งคนมาช่วยอำนวยความสะดวก หรือร่วมช่วยงานเจ้าหน้าที่ทั้งจากมหาวิทยาลัยและภาคส่วนภายนอก
  • การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยและจากโรงพยาบาล
  • ฯลฯ




อย่างไรก็ดีก็ต้องชื่นชมทุกๆ ส่วนที่ได้ช่วยให้มีงานอันง่ายงามและทรงพลังนี้ โดยเฉพาะองค์การนิสิตที่กล้าเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมตามประเพณีนิยมจนแทบจะพักผ่อนไม่เพียงพอ กระนั้นก็ไม่ละทิ้งที่จะจัดกิจกรรมนี้ขึ้น


ในส่วนประเด็นของปัญหานั้น ผมมองว่าเล็กน้อยมาก โดยเฉพาะในระยแรกเริ่มที่คนมาบริจาคกันน้อย ก็เพราะเป็นช่วงเปิดเรียนใหม่ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงของการเข้าร่วมกิจกรรมต่อเนื่องเป็นสัปดาห์จึงอาจเหนื่อยล้าทั้งพี่และน้อง รวมถึงสภาพดินฟ้าอากาศที่ฝนพรำสายไม่หยุดหย่อนก็เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาร่วมบริจาคโลหิตด้วยเช่นกัน

อย่างไรเสีย เมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้มาบริจาคโลหิต คือ 141 คน (56,400 ซีซี) ก็ถือว่าทะลุเป้า –




จากนี้ไปจึงได้แต่ส่งใจเชียร์ให้องค์การนิสิตได้ให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมในทำนองนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเกี่ยวเนื่องกับวาระใด (ฮีต 12 คองกิจกรรม,ฮีต 12 คองมหาวิทยาลัย,ฮีต 12 คองสังคม) หรือไม่ก็ตาม ผมก็ยังอยากเห็นองค์การนิสิต หรือกระทั่งนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามให้ความสำคัญกับกิจกรรมอันง่ายงามแต่ทรงพลังนี้อย่างไม่หยุดหย่อน เพราะนี่คือการเรียนรู้มิติแห่งให้อันแสนบริสุทธิ์ (ให้เลือด คือ การให้ชีวิต : ให้โลหิต คือการต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์) รวมถึงเป็นอีกทางเรื่องหนึ่งของการบ่มเพาะจิตสาธารณะที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกับอัตลักษณ์นิสิต ดังว่า “เป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน”





หมายเหตุ

ภาพ : บุณฑริกา ภูผาหลวง
ข้อมูล : องค์การนิสิต เยาวภา ปรีวาสนา จันเพ็ญ ศรีดาว