GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

วิทยาศาสตร์กับอิสลาม..1 : และดวงอาทิตย์โคจรบนแนวทางของมัน

โลกโคจร หรือ ดวงอาทิตย์โคจร หรือ ทั้งสองโคจร ? อ่านแล้วจะมีคำตอบให้

ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นประถม ผมก็สนใจเรียนวิทยาศาสตร์แล้ว แต่มีพี่ๆเขามาบอกว่า เรียนวิทยาศาสตร์ไม่ได้ทำให้เสียศาสนา ผมก็ถามว่าทำไม เขาก็ตอบว่า วิทยาสอนให้ไม่เชื่อธรรมชาติ ไม่เชื่อพระเจ้า แต่ผมก็ยังเลือกเรียนวิทยาศาสตร์เพราะตอนที่ผมเลือกเรียนคุณพ่อซึ่งท่านก็เป็นโต๊ะครูที่เก่งคนหนึ่งเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร และไม่ได้สอนอะไรในเรื่องนี้เพิ่มเติม

เมื่อผมได้เรียนวิทยาศาสตร์ ในชั้นที่สูงขึ้นทำให้พบคำตอบที่ฝั่งใจมาแต่เด็ก...

ทุกอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้จะสิ้นสุดที่ธรรมชาติ เช่น โลกหมุนรอบตัวเองตามธรรมชาติ หมายถึงธรรมชาติสร้างให้เป็นเช่นนั้น ผมก็ถามต่อแล้วธรรมชาติใครสร้าง ก็ธรรมชาติอีกนั้นแหละ ถ้าเป็นอย่างนี้มันง่ายนิดเดียว ผมก็เลยตอบต่อไปว่า ธรรมชาตินั้นแหละที่พระผู้เป็นเจ้าอัลลอฮฺทรงสร้าง

เมื่อผมเป็นครูได้สอนในระดับมัธยม เจออะไรหลายอย่างในหลักสูตรมีทั้งดี และเป็นอันตรายสำหรับมุสลิม ผมก็ให้ข้อสรุปว่า ...

ผู้ใดที่มีอิมาน(ศรัทธาในอัลลอฮฺ)ดีแล้ว ถ้าได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ยิ่งเพิ่มความศรัทธามากยิ่งขึ้น และผู้ใดที่ไม่มีอิมานหรืออิมานอ่อนแอ เมื่อได้ศึกษาวิทยาศาสตร์แล้วอาจทำให้เขาตกศาสนาได้

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่อาจมีปัญหา... แต่เมื่อได้ศึกษาจริงๆแล้วพบว่ามันไม่ใช่ปัญหาแต่มันเป็นความจริงที่มนุษย์เพิ่งคนพบ

ในตอนเด็กๆ เราจะเรียนเกี่ยวกับระบบสุริยะ และท่องจนขึ้นใจว่า ดวงอาทิตย์จะอยู่กับที่และโลกจะหมุนรอบตัวเองวันละหนึ่งรอบและจะรอบดวงทิตย์ปีละรอบ

แต่เมื่อไปศึกษาในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ในสูเราะห์ยาซีน อายัตที่ 28 กลับพบว่า

وَالشَّمْسُ تَجْرِي لِمُسْتَقَرٍّ لَّهَا ذَلِكَ تَقْدِيرُ الْعَزِيزِ الْعَلِيمِ  

ความว่า : และดวงอาทิตย์โคจรตามวิถีของมัน นั่นคือ การกำหนดของพระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้ (อัลกุรอาน 36/38) ดวงอาทิตย์โคจร หรือ เดินทาง ไม่ได้อยู่กับที่อย่างที่วิทยาศาสตร์บอก จะเชื่อวิทยาศาสตร์โดยปฏิเสธอัลกุรอานไม่ได้ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นการคิดค้นจากมนุษย์ส่วนอัลกุรอานเป็นคำพูดพระเจ้าผู้สร้างเอง แต่จริงๆแล้วทั้งสองก็คืออันเดียวกันไม่ได้ขัดแย้งกันเลย การโคจรของดวงอาทิตย์ในที่นี้อาจมองได้ 2 กรณี

กรณีที่ 1 ดวงทาทิตย์โคจรมองในฐานะเราอยู่บนโลกมองดวงทิตย์ออกไป การหมุ่นตัวเองของโลกทำให้มองเห็นว่าดวงทิตย์โคจร โดยขึ้นจากทิตย์ตะวันออกและไปตกลงทางทิศตะวันตกดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทิศตะวันออกไม่ใช่อยู่บนตำแหน่งเดียวกันเสมอแต่จะอยู่บนแนวที่คงที่ตลอด مستقرلها

ดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปทุก ๆ วัน

สาเหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าแกนโลกที่เอียง 23 องศาครึ่ง แล้วก็โคจรไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์
แล้วก็เป็นผลให้โลกมีฤดูกาล

ลองดูตอนเที่ยงวันก็ได้ ดวงอาทิตย์จะไม่อยู่ตรงหัวเราพอดี แต่จะค่อนไปทางทิศเหนือแล้วจะค่อนไปทางทิศใต้ คนไทยเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ตะวันอ้อมข้าว

ในหนึ่งปีจะมีอยู่สองวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นที่ทิศตะวันออกพอดีคือวันที่ 21 มีนาคม กับวันที่ 22 กันยายน

หลังจากวันที่ 21 มีนาคม ดวงอาทิตย์จะค่อย ๆ เลื่อนขึ้นเหนือไปเรื่อย จนไปสูงสุดที่ 23.5 องศาเหนือ ในวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นวันที่ช่วงกลางวันของซีกโลกเหนือนานที่สุด

หลังจากนั้นดวงอาทิตย์จะค่อย ๆ เคลื่อนต่ำลงมา จนมาตรงกับทิศตะวันออกพอดีอีกทีคือ 22 กันยายน
แล้วค่อย ๆ เคลื่อนต่ำลงไปอยู่ที่ 23.5 องศาใต้ ในวันที่ 22 ธันวาคม ในวันนี้เวลากลางวันทางซีกโลกเหนือก็จะสั้นที่สุด ดูภาพประกอบ

กรณีที่ 2 ผู้สังเกตอยู่นอกจักรวาร จะเป็นว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้อยู่กับที่จะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับกาแลกซี่ที่เขาอยู่   


รูปการแลกซี่ทางช้างเผือกที่มีระบบสุริยะรวมอยู่ด้วย 

กาแล็กซี (Galaxy)คืออะไร และเคลื่อนที่อย่างไร

กาแลกซี่ คือ บริเวณที่เป็นที่รวมของ ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ กลุ่มดาว กลุ่มก๊าซ (เนบิวลา) หลุมดำ และสิ่งอื่นที่เราอาจยังไม่รู้จัก การเคลื่อนที่ของกาแลกซี่ น่าจะพอเปรียบเทียบได้กับการระเบิดของนิวเคลียร์ ลองนึกภาพดู สสารพุ่งกระจายออกจากศูนย์กลาง ฝุ่นควันฟุ้งกระจายเต็มไปหมด พลังงานถูกปลดปล่อยออกมามหาศาล เช่นเดียวกันกับการเคลื่อนที่ของกาแลกซี่ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การระเบิดบิกแบง ซึ่งหลังจากเกิดบิ๊กแบงขึ้นมา มวลสารของพลังงานก็เกิดขึ้น มันมีความร้อนสูงมากๆๆๆๆ และ ขยายตัวออกไปตลอดเวลา เหมือนระเบิดปรมาณูนั่นแหละ ต่อมามวลสารเหล่านั้นก็ค่อยๆเย็นตัวลง จนกลายเป็นก๊าซ ซึ่งส่วนใหญ่คือก๊าซ ฮีเลียม และไฮโดรเจน ก๊าซเหล่านี้ก็ยังเคลื่อนที่แบบขยายตัวออกจากศูนย์กลาง และ เกิดการรวมตัวกัน ชนกัน ทำให้กลายเป็นกลุ่มก้อนเมฆหมุนวน และเคลื่อนที่ออกจากศูนย์กลางไปเรื่อยๆ คงเป็นคล้ายๆ เนบิวลานั่นแหละ เมื่อมันเคลื่อนที่ไปมันก็ดึงดูดก๊าซเข้าไปเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นกลุ่มเมฆหมุนวนหลายกลุ่มมากมายลอยล่องอยู่ในจักรวาล ซึ่งกลุ่มเมฆหมุนวนเหล่านี้ก็คือกาแลกซีนั่นเอง ดังนั้น กาแลกซี่จึงหมุนวนรอบตัวเอง และลอยออกห่างจุดศูนย์กลางไปพร้อมๆกันด้วย เมื่อเกิดกลุ่มก๊าซหมุนวนขนาดใหญ่ หรือ กาแลกซี่ขึ้นมามากมายนับไม่ถ้วนในจักรวาลนั้น ในขณะเดียวกันภายในแต่ละกลุ่มเมฆหมุนวน หรือกาแลกซี่ นั้น มันก็เกิด การรวมตัวกันเอง อยู่ภายในด้วย คือในแต่ละกลุ่มกาแลกซี่ก็จะเป็นกลุ่มก๊าซกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย (เนบิวลา) ซึ่งก๊าซนั้นก็จะหมุนวนเคลื่อนที่ไปด้วย และเกิดการรวมตัวกัน จนเกิดเป็นดาวฤกษ์ขึ้นมา และเศษซากหลงเหลือจากการเกิดดาวฤกษ์ บางทีก็รวมตัวกันเกิดเป็นดาวเคราะห์เช่นโลกเราขึ้นมา

أَوَلَمْ يَرَ الَّذِينَ كَفَرُوا أَنَّ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ كَانَتَا رَتْقاً فَفَتَقْنَاهُمَا وَجَعَلْنَا مِنَ الْمَاء كُلَّ شَيْءٍ حَيٍّ أَفَلَا يُؤْمِنُونَ  

ความว่า : และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นแต่ก่อนนี้รวมติดเป็นอันเดียวกัน แล้วเราได้แยกมันทั้งสองออกจากกัน  และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตมาจากน้ำดังนั้นพวกเขาจะยังไม่ศรัทธาอีกหรือ  (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัล-อันบิยาอฺ 21/30)

โลกและดวงอาทิตย์อยู่ในกาแลกซี่อะไร

ระบบสุริยะ อยู่ใน กาแลกซี่ ทางช้างเผือก หรือ MilkyWay Galaxy ระบบสุริยะ หรือ Solar System คือ ระบบที่มี ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งดวงอาทิตย์ หรือ The Sun มีหนึ่งเดียวในจักรวาล (ยกเว้นใครไปอุตริตั้งชื่อดาวฤกษ์ดวงอื่นว่าดวงอาทิตย์ หรือ The Sun อีก) ดังนั้นระบบสุริยะจักรวาลมีแห่งเดียวในจักรวาล คือ ระบบสุริยะ ของเรา ส่วนระบบที่มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง และมีดาวเคราะห์โคจรรอบดาวฤกษ์ เหมือนโลกและดาวเคราะห์ ทั้ง 9หรือ ทั้ง 10 โคจรรอบดวงอาทิตย์ และ มีดาวบริวาร โคจรรอบดาวเคราะห์ เช่นดวงจันทร์โคจรรอบโลก และมีแถบดาวเคราะห์ ซึ่งคือเศษซากของดวงดาวโคจร เกาะกันเป็นกลุ่ม ลักษณะของระบบ เช่นนี้ สามารถ มีอยู่ได้มากมายทั่วไปในจักรวาล

แกแลกซี่ ทางช้างเผือก แปลแบบเปรียบเทียบ มาจาก ภาษาอังกฤษ ว่า Milky Way (Galaxy) ซึ่ง milky way คือ ทางน้ำนม เนื่องจากในตอนกลางคืน เมื่อเรามองดูบนท้องฟ้าเราจะเห็น แถบเป็นสีขาวพาดทาบอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่า นั่นคือ แขนข้างหนึ่งของ แกแลกซี่ของเรา เขาจึงตั้งชื่อตามสิ่งที่เห็นว่า แกแลกซี่ ทางน้ำนม หรือ MilkyWay Galaxy เนื่องจากสิ่งที่เห็นมันจะคล้ายกับนมหกเป็นทาง เมื่อฝรั่งตั้งชื่อเช่นนั้น ก็คิดว่าคนไทยจะมาตั้งว่า แกแลกซี่ทางน้ำนมคงไม่เข้าท่า เลยตั้งชื่อว่า แกแลกซี่ทางช้างเผือกแทน เพราะทางช้างเผือกคงสื่อไปถึงเส้นทางสีขาว

وَمَا أُوتِيتُم مِّن الْعِلْمِ إِلاَّ قَلِيلاً              

   ความว่า : และพวกท่านจะไม่ได้รับความรู้ใดๆ เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัล-อิสรออฺ 17/85)  

*รูปภาพและข้อมูลบางส่วนจากเว็บ วิชาการ.คอม http://www.vcharkarn.com/ และ http://www.thaimisc.com/  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 61152
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

ขอการสรรเสริญทั้งมวลจงมีแต่อัลเลาะฮฺ
  • แวะมาอ่านครับ
  • ขอบคุณมาก
  • ได้ความรู้มาก
  • ลองเขียนยาวีวันละคำดีไหมครับ
  • ผมจะมาเรียน

อัลฮัมดูลิลละฮฺได้รับความรู้เดิมที่มีอยู่ แต่ใหม่สำหรับผู้ที่พึ่งจะแสวงหา

ดีมากคร้า ที่ให้ความกระจางทางวิทยาศาสตร์เพราะบางคนก็สับสน อะไรคือความจริง

ขอบคุณคะ่(terimakasih)

ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ  ขอบคุณค่ะ