เที่ยวอีสานใต้ : วันที่สาม

ครูแอ๋ม
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เช้าวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 เช้านี้เป็นเช้าวันที่สามของการเที่ยวอีสานใต้ เมื่อคืนคณะฯนอนพักที่โรงแรมพลอยพาเลซ จังหวัดมุกดาหาร วรนนี้ตื่นหกโมงเช้าแล้ว แบบสบาย ๆ เพราะห้องอาหารของโรงแรมเปิดให้บริการ 07.00 น. เสร็จภารกิจแล้วลงมาที่ห้องอาหาร รออาหารเพราะคณะฯลงมาก่อนเวลา ระหว่างรอก็เก็บภาพเล่น ๆ แต่โรงแรมไม่มีบริเวณให้ภ่ายรูปสวย ๆ แต่ก็ยังเก็บภาพถ่ายบางมุมได้แม้เพียงเล็กน้อย ก็ไว้เป็นที่ระลึกได้


เมื่อทุกคนพร้อม 08.10 น. คณะฯของเราออกเดินทางเป้าหมาย ไปตลาดอินโดจีน เป็นตลาดที่รวมสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งที่ผลิตเองในบ้านเรา และนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ตลาดที่ว่านั้นก็คือ “ตลาดอินโดจีน” จ.มุกดาหาร นั่นเอง ตลาดนี้มีสองชั้นคือมีชั้นใต้ดินด้วย แต่คณะฯเรามาเช้าเกิน ตลาดเริ่มวางของ ชั้นใต้ดินยังไม่เปิด
มาทำความรู้จักตลาดอินโดจีน ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บริเวณถนนสำราญชายโขง ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร เริ่มมีการจำหน่ายสินค้าครั้งแรกเมื่อปี 2523 โดยมีแม่ค้ามาจำหน่ายบนรถเข็น สินค้าที่นำมาจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวที่มาชมทัศนียภาพสองฝั่งโขง ซึ่งจะเป็นมะขามหวาน และอาหารขบเคี้ยวทั่วไป ส่วนการตั้งร้านจำหน่ายสินค้าในตลาดอินโดจีนครั้งแรกเริ่มในปี 2528 โดยเทศบาลเมืองมุกดาหารและคณะกรรมการวัดศรีมงคลใต้ ได้อนุญาตให้แม่ค้าเข้ามาตั้งร้านจำหน่ายสินค้าบริเวณวัดศรีมงคลใต้ มีการนำหมูยอ แหนมหมู อาหารขึ้นชื่อของจังหวัดมุกดาหารมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ปัจจุบันเป็นตลาดรวมสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในภาคนี้


ริมแม่น้ำโขง มีวิวถ่ายรูปก็สวยงามมาก มองเห็นฝั่งลาว และมีเรือวิ่ง ลมพัดเย็นสบาย นับเป็นอีกจุดที่ประทับใจทุกคนต่างเก็บภาพสวย ๆ ไว้เป็นที่ระลึก "ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยมาที่นี่นะ สุดแดนสยาม"


สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 สะพานเชื่อมระหว่างแขวงสะหวันนะเขตของ สปป.ลาว กับ จังหวัดมุกดาหารของไทย ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 และเปิดให้ใช้สะพานในเดือนมกราคม 2550 สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางไป-มาของประชาชนและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับลาวมากยิ่งขึ้น ถือว่าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ช่วยสร้างความแข็งแกร่งในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายใต้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวตะวันออกและตะวันตก (East-West Economic Corridor) ระหว่างประเทศลาว ประเทศไทย และประเทศเวียดนาม ผ่านเส้นทางถนนหมายเลข 9 ซึ่งขณะนี้กำลังขยายเครือข่ายของเส้นทางถนนระหว่างประเทศสายนี้ไปถึงพม่าด้วย นับเป็นปัจจัยที่สนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโดจีน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของลาวให้เติบโตต่อเนื่อง รวมทั้งกระตุ้นการค้าชายแดนไทย-ลาว ทางจังหวัดมุกดาหาร-สะหวันนะเขตด้วย มีศาลาพญานาค จุดชมวิวส์ใต้สะพานมิตรภาพ ไทยลาวแห่งที่ 2


มาที่นี่ต้องถ่ายภาพที่ประตู "อินโดจีน" ไว้เป็นที่ระลึก แต่ก็อยากรู้ว่า ทำไมต้อง “อินโดจีน”?

อดินแดนแห่งนี้มีที่มา โดย พลาดิศัย สิทธิธัญกิจ “หมายเหตุอินโดจีน”

แม้คำตอบจะไม่ถูกถึงขนาดโดนใจนัก ก็พอประมาณว่า พื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทางการค้ามาช้านาน เป็นแหล่งเศรษฐกิจโบราณที่เคยมีบทบาทในภูมิภาคนี้มาก่อน ไม่เช่นนั้นเรือสำเภาคงไม่แล่นเข้ามาและไปมาหาสู่เมืองต่างๆ กันมากมาย จนทำให้มหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนนั้นมีความสำคัญต่อการเดินเรือของชาติต่างๆ ถึงขนาดพากันมาตั้งสถานีการค้าตามเมืองท่าที่อยู่ริมทะเล ดังนั้นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดีย กับทะเลจีนนั้นจึงถูกเรียกว่า “อินโดจีน” โดยมีรากคำ ที่มาจากคำว่า “อินเดีย” (INDIA) กับ “จีน” ( CHI-NA , CHI-NO) เช่นเดียวกับคำว่า “อินโดนีเซีย” ที่มาจากคำว่า “อินเดีย” กับ “เอเชีย” อันมีชาวอินเดียและชาวจีน นำเรือสินค้าเดินทางไปตามเมืองต่างๆ พร้อมกับศาสนา คือฮินดู พราหมณ์ พุทธ

ประเทศที่อยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ จึงหมายถึงพม่า ไทย (สยาม) ลาว เขมร เวียดนาม เป็นหลัก สำหรับมาเลเซีย และสิงคโปร์ นั้นดูเหมือนจะนับเข้าฝ่ายแหลมมลายูมากกว่าแหลมอินโดจีน

ในอดีตนั้นถือเอาประเทศที่อยู่ข้างฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขงเป็นเขตอินโดจีน เนื่องจากฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองประเทศนั้น แล้วมีทีท่าจะลุกลามมายังฝั่งซ้ายคือดินแดนอีสานของไทย จนต้องมีการสร้างสัมพันธ์ไมตรีกับรัสเซีย ประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้น เพื่อปรามฝรั่งเศสให้เกรงใจและยุติการยึดครองในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ ภาพของการเรียกร้องดินแดนอินโดจีนคืนจากฝรั่งเศสนั้น เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ไทยสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนเข้าใจว่า แหลมอินโดจีนนั้นคือ ลาว เขมร ญวน จึงมีการนับเอาไทย พม่า ว่าเป็นแหลมสุวรรณภูมิหรือแหลมทอง ส่วนมลายู สิงคโปร์ นั้นเป็นแหลมมลายู

แต่ความเป็น “อินโดจีน” ในปัจจุบัน ได้หมายเอาประเทศที่อยู่ระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ หรือส่วนที่เรียกกันว่า “อุษาคเณย์” เป็นประเทศในเขตแหลมอินโดจีน หากจะรวมไปถึงเกาะสุมาตรา บอร์เนียว อินโดนีเซีย บูรไนด้วยก็พอเข้าข้างจะอนุโลม เนื่องจากมีเชื้อชาติและวัฒนธรรมเดียวกันกับมาเลเซีย ที่มาจากรากคำว่า “มะละกา” กับ “อินเดีย” จึงไม่มีการว่ากันให้ชัดเจน ในอดีตนั้นการเดินทางมายังดินแดนต่างๆ ที่เรียกอินโดจีนนั้นต้องใช้เส้นทางมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้เป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้จึงมีเมืองท่าสำคัญเกิดขึ้นหลายแห่งตามฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระยะแรกหรือตลาดใหญ่ที่มีเรือสินค้าติดต่อและจอดรอลมมรสุมพัดกลับตามท่าต่างๆ นั้น บางแห่งก็ถูกชาวต่างชาติยึดครองตั้งสถานีการค้าในเมืองท่านั้น กว่าจะหลุดพ้นสิทธิอำนาจนอกอาณาเขตมาเป็นเมืองที่มีอิสรภาพทางการปกครอง ทางการค้าได้นั้นก็ใช้เวลายาวนานมาก บางแห่งก็ยังคงถูกยึดครองอยู่หรือไม่ก็ตกเป็นพื้นที่ของประเทศใหม่โดยมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ การเคลื่อนตัวทางวัฒนธรรมและศาสนานั้นได้ทำให้เมืองต่างในแถบอินโดจีน รับเอาศาสนา วิทยาการที่เป็นรูปแบบของอินเดีย รูปแบบของจีน เข้าไปจัดสรรในเมืองจนเกิดวัฒนธรรมของตนขึ้น

สรุปให้เห็นภาพชัดก็คือ ดินแดนอินโดจีนนี้ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีกษัตริย์ครองเมือง และมีศาสนาฮินดู –พราหมณ์ และศาสนาพุทธ เป็นหลัก ดังปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีอยู่หลายแห่ง ที่มีการสร้าง เทวสถานบูชาพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาฮินดู-พราหมณ์ขึ้นก่อน ต่อมาก็มีพุทธสถานสำคัญแพร่หลายในประเทศแถบอินโดจีน อันเป็นผลที่ทำให้ผู้คนในแถบอินโดจีนนั้นสามารถเชื่อมโยงความเชื่อและมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายกัน และมีความสัมพันธ์กันทางพุทธธรรม คัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า แม้จะมีศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนาเกิดขึ้นในระยะต่อมาก็สามารถผสมกลมกลืนอยู่ร่วมกันได้ในที่สุด

ดังนั้นวัฒนธรรมของความเป็นอินโดจีนในบริบททางวัฒนธรรมนั้น จึงมีศาสนาเป็นจุดประสานให้ทุกชนชาติและประเทศในแถบอินโดจีนได้หันหน้าเข้าหากัน มีไมตรีต่อกันช่วยเหลือกัน ซึ่งมีชุมชนหลายแห่งที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งผู้นับถือพราหมณ์ พุทธ คริสต์ อิสลาม บางแห่งมีโบสถ์ของตนอยู่ใกล้ชิดติดกันอย่างน่าประทับใจ ผู้คนอินโดจีนนั้นแม้จะมีความต่างทางศาสนาก็สามารถหลอมรวมเป็นวัฒนธรรมเดียวกันได้ แม้แต่วิถีชีวิตของชนเผ่าที่เหลืออยู่น้อยก็ปรับปรนไปตามสิ่งแวดล้อม โดยความเคยชินตามธรรมชาติสร้างความสุขได้ ส่วนชนเผ่ากลุ่มน้อยนี้แม้จะเคยเป็นชนชาติกลุ่มใหญ่มาก่อนในอินโดจีน แต่ด้วยเหตุที่มีความเจริญจากวัฒนธรรมอำนาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงให้เป็นชุมชนเมืองและมีการชิงเอาทรัพยากรในพื้นที่ใช้ประโยชน์คือสร้างการค้าขายให้เป็น “เศรษฐกิจ” ของเมืองนั้น ได้ทำให้ชนเผ่าพากันกระจัดกระจายพายพลัดให้กลายเป็นคนกลุ่มน้อย ชนพื้นเมืองโบราณที่พอเห็นอยู่ในแถบอินโดจีนนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม เช่น แขกจาม มอญ ลั๊วะ ไทยลื้อ ถิ่น ม้ง ลีซอ อาข่า มูเซอร์ เย้า ข่า ขมุ ชอง ซาไก อีบาน พิดายุ ฯลฯ ซึ่งต่างแยกย้ายกันอยู่ในพื้นที่ของประเทศต่างๆ นับวันจะถูกรวมเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่ที่ผสานผสานจากหลายเชื้อชาติ หากยังเป็นเผ่าพันธุ์เดิมอยู่ก็อาจจะสูญพันธ์ได้ในที่สุด

ในบริบททางวัฒนธรรมอินโดจีนนั้นจึงแตกต่างกับอินโดจีนในบริบทเศรษฐกิจ เมื่อประเทศที่มีอำนาจทางการค้ามากขึ้น การมองเส้นทางของอินโดจีนจึงเป็นการสานต่อเส้นทางตลาดที่จะนำทรัพยากรและความเจริญถึงกันในภูมิภาคนี้ โดยถือว่าเป็นประเทศเคยรับเอาอารยธรรมของอินเดียโบราณเช่นเดียวกัน คือ มีกษัตริย์ครองแผ่นดิน

ปัจจุบันความเป็นอินโดจีนได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเชื่อมสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่เคยเคลื่อนตัวอย่างสะดวกสบายนั้น จำเป็นต้องมีการเปิดประตูสู่อินโดจีนใหม่ เพราะต่างมีบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจ การปกครองและการเมือง ที่แตกต่างกัน และสร้างความยากลำบากยิ่งขึ้น


สมควรแก่เวลา 09.30 น. ออกจากตลาดอินโดจีนมุ่งไป "ภูทับเบิก" ขณะนั่งรถชมธรรมชาติสองข้างทาง ต้นไม้พรรณไม้เขียวชะอุ่ม ตลอดทางจะมีทุ่งปอเทือง ออกดอกเล็ก ๆ สีเหลือง ๆ เก็บภาพขณะรถวิ่งผ่านดูแล้วสบายตา สบายใจ ประมาณ 10.00 น. ถึง อุทยานภูทับเบิก


อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ (มุกดาหาร)

อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ (มุกดาหาร) อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองและอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ มีป่าเต็งรังบริเวณลานหินหรือภูเขาหิน และในฤดูฝนต่อฤดูหนาวจะเต็มไปด้วยไม้ดอกงดงามนานาชนิด ป่าเบญจพรรณบริเวณหุบเขา มีปรากฏการณ์และธรรมชาติที่สวยงาม หินมีลักษณะหรือรูปทรงแปลกๆ ถ้ำที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ น้ำตกและน้ำซับตลอดปี ตลอดจนมีสัตว์ป่านานาชนิด มีเนื้อที่ประมาณ 30,312.5 ไร่ หรือ 48.5 ตารางกิโลเมตรลักษณะภูมิประเทศ


สภาพภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขาสูงชันหลายเทือกเขาติดต่อกัน คือ ภูนางหงษ์ ภูถ้ำพระ ภูหลังเส ภูหินเทิบ ภูหมากยาง ภูโป่ง ภูมโน มียอดเขาภูจอมศรีเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด คือ สูงประมาณ 420 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีสภาพเป็นภูเขาหินตลอดทั้งมีหิน กว้างยาวและหินทับซ้อนกันในรูปต่างๆ หน้าผาสูงชัน และดินส่วนใหญ่เป็นดินปนทราย เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น ห้วยตาเหลือก ห้วยสิง ห้วยสะพาย ห้วยเรือ ห้วยบอน ห้วยช้างชน ห้วยไค้ และห้วยมะเล เป็นต้น

ลักษณะภูมิอากาศ อุทยานแห่งชาติมีสภาพภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน - เดือนพฤศจิกายน ฤดูหนาว ระหว่าง เดือนธันวาคม - เดือนมกราคม ฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม

พืชพรรณและสัตว์ป่า สภาพป่าประกอบด้วย ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรังตามธรรมชาติ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด ได้แก่ ตะแบก พยอม พะยูง ตะเคียน ประดู่ แดง มะไฟ มะค่า


ออกจากภูผาเทิบ เป้าหมายคือ "สามพันโบก" ระยะทางไกลและระหว่างทางได้แวะซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างติดไม้ติดมือไป เพื่อทานเป็นมื้อกลางวันบนรถจะได้ไม่ต้องแวะทานให้เสียเวลา อีกอย่างร้านระหว่างทางหายากที่จะรองรับคนเกือบเก้าสิบคน คณะฯเราจึงบริหารเวลาด้วยวิธีทานบนรถ เป็นรสชาติของการท่องเที่ยวที่สบาย ๆ ของผู้สูงวัย อีกแบบหนึ่ง


14.30 น. คณะฯของเราจาก จังหวัดมุกดาหารมุกดาหารก็มาถึงสุดแดนสยามสามพันโบก ที่จังหวัดอุบลราชธานี มาถึงก็ต้องถ่ายรูปเพื่อแสดงว่า "ฉันเคยมาแล้ว" เรามาฤดูฝน สามพันโบกจึงไม่สวยเท่าที่ควรเพราะน้ำเยอะไป


“สามพันโบก” แก่งหินขนาดใหญ่ในลำน้ำโขง ที่มีความสวยงาม ยิ่งใหญ่ตระการตาเมื่อได้มาเห็นเป็นครั้งแรก จนทำให้อดนึกถึงสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกอย่าง “แกรนด์แคนยอน” ดินแดนแห่งหินผาและหุบเหว ในรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้เลยทีเดียว

“สามพันโบก” ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งเป้า หมู่ที่ 4 ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นแก่งหินที่อยู่ใต้ลำน้ำโขง ที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นจากการกัดเซาะของน้ำ (Hole Point) ในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินที่อยู่ใต้บาดาลจะถูกกัดเซาะด้วยพลังของน้ำที่ไหลวน อย่างรุนแรง และกระจายเต็มพื้นที่มาเป็นเวลาหลายพันปี จนทำให้แก่งหินเหล่านี้เกิด “รู” หรือ “โบก” น้อย-ใหญ่ขึ้นมากกว่า 3,000 แอ่ง จนกลายเป็นที่มาชื่อของ “สามพันโบก” ที่ชาวบ้านใช้เรียกกันในเวลาต่อมา ซึ่งคำว่า “โบก” ในภาษาอีสานหรือภาษาลาวก็แปลได้ว่า “หลุม” นั่นเอง

และเมื่อฤดูแล้งมาถึง “สามพันโบก” จะโพล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำให้เห็นคล้ายเป็นภูเขากลางลำน้ำโขง โชว์ความสวยงามวิจิตรตระการตา ซึ่งหินดังกล่าวจะมีลักษณะและรูปทรงที่แตกต่างกันไปมากมายหลายหลาก เช่น รูปดาว รูปเต่า รูปหนู รูปหัวสุนัข ฯลฯ และด้วยชั้นหินที่กินพื้นที่กว้างใหญ่มาก จึงดูคล้ายกับแกรนด์แคนยอน ประเทศสหรัฐอเมริกา จนมีผู้ขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่า “แกรนด์แคนยอนเมืองสยาม สามพันโบกเมืองอุบล”


15.00 น. ไปถึงตลาดช่องเม็ก ที่นี่คณะฯไปถึง สี่โมงกว่าแล้วไม่สามารถทำหนังสือข้ามแดนได้ ได้แต่เดินชมสินค้าจากชาวบ้านในพื้นที่นำมาจำหน่าย น่าสนใจอึ่งย่าง มัดละ 100 บาท มี 4 ไม้ เห็ดเผาะล้างแล้วกิโลละ 100 บาท ถ้าไม่ล้าง 70 บาท อุดหนุนของที่บ้านเราไม่มี เช่น อึ่งย่าง เห็ดเผาะ ผักน่ากินแต่กว่าจะถึงชุมพรคงเน่า น่าเสียดาย

ช่องเม็ก

ช่องเม็ก เป็นจุดผ่านแดนไทย-ลาว ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสิรินธร ห่างจากตัวจังหวัดราว 90 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ชายแดนติดต่อระหว่างไทยกับลาว ซึ่งเป็น จุดผ่านแดนจุดเดียวในภาคอีสาน ที่สามารถเดินทางไป ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยทางพื้นดิน ในขณะที่จุดอื่นจะต้องข้าม ลำน้ำโขง และเป็นที่สิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 217 จากอุบลราชธานี ถนนสายนี้เชื่อมกับถนนในเขตลาว เข้าไปสู่เมืองปากเซในอีก 38 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายเอเซีย บริเวณช่องเม็กมีด่านตรวจคนเข้าเมือง และร้านขายสินค้าที่นำเข้ามาจากลาว และหากข้ามไปทางฝั่งลาว จะมีร้านค้าปลอดภาษีตั้งบริการอยู่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมและจับจ่ายสินค้า ช่องเม็กนั้น นับเป็นด่านชายแดน ที่เป็นเสมือนประตู สู่ประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเส้นทางสู่เมืองปากเซ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง ที่ยังคงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลาว ที่เต็มไป ด้วยสีสัน และยังสามารถเดินทางต่อไปยังน้ำตกหลี่ผี และน้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกที่แม่น้ำโขงทั้งสาย ไหลต่างระดับกันลงมา อย่างยิ่งใหญ่ตระการตาการเดินทางไปช่องเม็ก จากตัวเมืองประมาณ 90 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 217 เป็นจุดผ่านแดนถาวรไทย-ลาว ที่มีถนนเชื่อมต่อสู่แขวงจำปาสัก

การเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศลาว

ผ่านด่านช่องเม็กนั้นในส่วนของชาวต่าง ประเทศจะต้องใช้หนังสือเดินทาง และทำวีซ่า สำหรับคนไทยทำใบอนุญาตผ่านแดน ที่สำนักงาน จังหวัดอุบลราชธานีหรือที่ว่าการอำเภอสิรินธรได้โดยใช้สำเนาบัตร ประชาชน และรูปถ่าย 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป

18.10 น. ถึงโรงแรมที่พัก Ecoinn Hotel Ubon รับกุญแจเข้าห้องพักแล้วลงมาร่วมกิจกรรมสังสรรค์ทานอาหารและบันเทิง


งานนี้มีเซอร์ไพร์คนที่เกิดวันนี้ ท่านผู้อำนวยการทองพุฒิ เปี่ยมยา ประธานศูนย์ฺดูแลครูฯและอาจารย์ดวงเดือน กำลังใบ รองประธานฯ จัดเค้กวันเกิดให้กับคนที่มาร่วมกิจกรรมในการเที่ยวอีสานใต้ครั้งนี้


จากนั้นบันเทิงต่อค่ะ


21.30 น. ลากันด้วยเพลง "หลง"


ลาไปนอนก่อน....พรุ่งนี้ไปเที่ยวสุรินทร์และบุรีรัมย์กันค่ะ.......ฝันดีนะคะ


Good night!!!!








บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สังคมแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้



ความเห็น (1)

-สวัสดีครับ

-ตัวผมเองได้ไปเติบโตและอาศัยศึกษาหาความรู้ ณ จังหวัดมุกดาหารแห่งนี้

-ได้อ่านบันทึกนี้แล้วทำให้หายคิดถึงสถานที่เก่า ๆ ที่เคยพักพิง

-ณ เวลานี้ความเจริญเกิดขึ้นมากมาย..

-มีโอกาสคงได้ไปเยือนและพักใจ...ณ จุดเดิม ครับ

-ขอบคุณครับ