เชื่อไหม ผมเคยไปข่มขืนเธอมาก่อน

ถ้าผมจะบอกว่า “วันนี้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ผมได้ข่มขืนผู้หญิง” มีใครเชื่อบ้างไหมครับ

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ผมและครอบครัวได้ออกเดินทางไปเที่ยวในวันหยุดยาวช่วงเข้าพรรษากัน โดยในแผนการเดินทางนั้น ครอบครัวของเราจะไปนอนพักที่กระบี่กันก่อน จากนั้นจะไปสมทบกับเพื่อนๆหมู่บ้านเพ็นกวิ้นกันที่ภูเก็ต พวกเราจะไปกินไปนอนไปเล่นน้ำกันที่ “เซ็นทารา สแปล็ช จังเกิ้ล”

เพื่อนๆกลุ่มใหญ่ได้ล่วงหน้ากันไปก่อน เพราะพวกเขาจะไปนอนกันที่พังงา ส่วนบ้านผมต้องรอให้เมียทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวสักครึ่งวันเช้าและเริ่มออกเดินทางหลังจากกินข้าวมื้อเที่ยงกันแล้ว

ผมจำได้ว่า วันนั้นเป็นวันศุกร์ที่มีฝนตกพรำๆ สลับกับแดดอ่อนๆไปตลอดเส้นทางดูโรแมนติกยิ่งนัก เราจองห้องพักไว้ที่โรงแรมอ่อนสีสัน โรงแรมขนาดเล็กที่อยู่บริเวณหน้าอ่าวนาง เคยเล็งเอาไว้นานมาแล้วว่าจะต้องมานอนที่นี่สักครั้ง มันสะดวกที่อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารดัง

จะว่าไป การขับรถมานอนแถวนี้เป็นเรื่องที่ผมถนัดและรักมาก มาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้น ม.๔ ซึ่งแม้นไม่ได้ขับรถมาเอง แต่การได้มากับเพื่อนๆทั้งห้องเป็นครั้งแรกในชีวิตเพื่อเรียนหนังสือวิชาชีววิทยา ทำให้ผมมีความทรงจำดีๆกับที่นี่มาตั้งแต่นั้น ดังนั้น เมื่อเราเข้าเขตอ่าวนาง ความทรงจำต่างๆจึงพร่างพรูเข้ามา ลูกและเมียจะต้องฟังผมเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังอยู่เสมอๆ

ราว ๔ โมงเย็น อากาศกำลังดี ไม่ร้อนมากนัก ซึ่งคงเป็นเพราะฝนเพิ่งหยุดตก อันที่จริงจะว่าหยุดตกก็คงไม่ถูกนัก เพราะบนกระจกรถยังคงปรากฏเม็ดฝนเล็กๆที่ต้องคอยโยกคันปัดน้ำฝนบ้างนานๆครั้ง ผมชะลอรถทันทีที่เรามาถึงบริเวณซึ่งคาดว่าเป็นที่ตั้งของโรงแรม “อ่อนสีสัน” ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือร้านอาหาร “วังทรายซีฟู้ด”

“มันน่าจะอยู่ตรงนี้นะแม่” ผมเอ่ยออกมาหลังจากที่มองหาโรงแรมไม่เจอ ทั้งๆที่เมื่อครั้งที่มากินอาหารที่วังทรายซีฟู้ดเมื่อคราวก่อนก็ยังนั่งมองโรงแรมจากตำแหน่งนี้อยู่เลย

ผมเปลี่ยนจากการชะลอรถมาเป็นการเหยียบเบรกให้รถหยุดสนิท เพื่อที่จะมองหาโรงแรมที่ผมมั่นใจเสียเหลือเกินว่ามันน่าจะอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว ก็รู้สึกฉงนใจว่าทำไมมันจึงหากันไม่เจอ คน ๔ คนรวม ๘ ตา ก็ยังหาโรงแรมอ่อนสีสันไม่พบ และเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง จู่ๆก็เกิดเสียงดังทางด้านนอกของตัวรถของเรา

“โครม” เสียงอุบัติเหตุเกิดขึ้นด้านนอกแน่ๆ เราทั้งสี่ต่างก็หันไปหาที่มาของเสียงนั้นและพบว่ามีมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าฝั่งตรงข้ามเราเกิดไถลล้มลงจากถนนที่เปียกแฉะ ตัวรถได้ลื่นต่อไปจนชนรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทาง และเสี้ยวเวลาเพียงกระพริบตาได้ ๒ ครั้ง ผมเห็นคนขับมอเตอร์ไซค์ได้ไถลตัวเองอยู่บนพื้นถนน มันเป็นแรงเฉี่อยจากความเร็วของรถก่อนล้ม เขาอยู่ในท่านั่งขาชี้ฟ้า ตัวหมุนติ้วอยู่บนพื้นถนนและเลื่อนเข้ามาหารถเราอย่างรวดเร็ว

แม้ว่ารถเราจอดอยู่ แต่เท้าขวาผมก็กดเบรกจนขาสั่น มันทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้นอกจากเหยียบเบรกแช่ไว้อย่างนั้นแล้วครองสติ ผมพูดด้วยเสียงอันดัง “ชนมั้ยลูก ชนมั้ยลูก” ถี่ขึ้นเรื่อยๆตามระยะทางที่ชายคนนั้นไถลบนพื้นถนนตัวหมุนติ้วพุ่งมาหารถเราที่จอดนิ่งๆอยู่ และทันใดนั้นเอง ระยะเพียงไม่ถึงฟุตที่หน้ารถเรา ชายคนนั้นเหมือนถูกคนดันตัวให้ลุกขึ้นมาได้จากการนั่งไถล มาเป็นทรงตัวยืนขึ้นและวิ่งหลบออกจากหน้ารถเรามายืนบนฟุตบาท ไม่แตะต้องรถเราแม้เพียงเส้นขน

แม่เจ้า นี่มันเกิดขึ้นเพียงเสี้ยว ๕ กระพริบตาถี่ๆเท่านั้น

.............................................................................................................................................................................

ไม่แปลกใจนักที่โรงพยาบาลในขณะนี้แทบร้างผู้คน เพราะมันเป็นบ่ายแก่ๆของวันศุกร์สุดสัปดาห์ มันเป็นวันหยุด และเป็นช่วงหยุดยาวที่ใครต่อใครต่างก็ย้ายสำมะโนครัวไปนอนที่อื่นๆกันหมด

“เธอ”

เธอบอกว่า เธอทำงานอยู่ที่ภาคเวชศาสตร์ชุมชน เธอเพิ่งสะสางงานเสร็จ และนั่นก็เป็นเวลาล่วงคล้อยมา ๕ โมงเศษแล้ว ตั้งใจจะรีบกลับบ้านและเดินลงมายังชั้น ๑ ของโรงพยาบาล ผ่านมายังพื้นที่ส่วนที่เป็น OPD กระดูกและข้อ สายตาของเธอเหลือบเห็นผม ผู้ที่เธอบอกว่าเคยจะมาลวนลามเธอเมื่อปีก่อน แต่ได้คนจากฝ่ายการพยาบาลมาช่วยเหลือเอาไว้ได้เสียก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นว่าผมกำลังเดินตามหลังมา เธอจึงรีบวิ่งลงชั้น base ของโรงพยาบาล ผ่านหน้าห้องเฝือก ซึ่งเป็นที่ที่ผมตามลงมาทันเธอพอดี และทันทีที่ผมแตะต้องตัวของเธอนั้น สติของเธอก็ดับวูบลง

..........................................................................................................................................................................

หลังจากที่หายตื่นเต้นจากอุบัติเหตุซึ่งหน้า เรากลับพบว่า รถเราจอดอยู่บริเวณหน้าโรงแรมอ่อนสีสัน สถานที่ที่เราจะมาพักผ่อนกันในคืนนี้

“แล้วทำไมเมื่อกี้เรามองไม่เห็นโรงแรมล่ะแม่” ผมถามจิ๋มออกไป และได้คำตอบเป็นหน้างง จิ๋มและลูกๆก็งงเช่นเดียวกัน

ที่พักของอ่อนสีสันดูดีครับ ไม่ได้กะทัดรัดจนเกินไปสำหรับครอบครัว ๔ ชีวิต แป้งขอนอนบนเตียงเสริมกอดหมอนข้างที่สกรีนรูปนักร้องวงเกาหลีที่เธอคลั่งไคล้เสียหนักหนา จิ๋มนอนอ่านนิยายที่เธอเตรียมมาหลายเล่ม ส่วนผมกับน้องจ้าก็มีกิจกรรมแกล้งคนในบ้านเป็นระยะๆ โดยที่หาได้รู้เลยว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ผมอีกร่างหนึ่งกำลังข่มขืน “เธอ” อยู่ในห้องพักของคณะแพทย์

............................................................................................................................................................................

“เธอ”

เธอตื่นขึ้นมารู้สึกสะลึมสะลือ นอนอยู่บนเตียงนอนในห้องของผมที่หอพักเวชคามและพบว่าตัวเองถูกถอดเสื้อผ้า รู้สึกเจ็บบริเวณอวัยวะเพศ

เธอถูกผมข่มขืนกระทำชำเรา!

ทันที่ที่เริ่มรู้สึกตัวดีขึ้น เธอพบว่าผมกำลังอาบน้ำอยู่ ต้องรวบรวมแรงและกำลังเท่าที่มีสวมเสื้อผ้าและย่องออกมานอกระเบียงห้องซึ่งโชคดีมากที่ห้องของผมอยู่ที่ชั้น ๒ จากนั้นก็ปีนข้ามรั้วระเบียงและกระโดดลงมายังชั้น ๑ และรีบวิ่งหนีมาทางหอพักดาราคาม

.............................................................................................................................................................................

เช้าวันเสาร์ บ้านเราตื่นกันค่อนข้างสาย เพราะกะจะออกจากโรงแรมประมาณ ๙ โมงกว่าๆ หลังจากเช็คเอ๊าท์ผมก็ส่งใบเสร็จให้น้องจ้า เธอถามว่าให้จ้าทำไม “ลูกก็ทิ้งไปสิจ๊ะ” ผมบอกออกไปโดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่า นั่นจะเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่า ผมอยู่ที่นี่เมื่อคืนนี้

จ้าขยำมันทิ้งลงถังขยะของโรงแรม

วันนี้ผมเลือกที่จะเดินทางไปตามทางเส้นเล็กที่มีป่ายาง ๒ ข้างทางสลับกับภูเขาหินปูนซึ่งเป็นสัณฐานปกติของพื้นที่แถบนี้ มันเคยถูกเลือกใช้เป็นฉากในการถ่ายโฆษณามาแล้วครั้งหนึ่ง

และราวเที่ยงเราก็มาถึงภูเก็ต ซึ่งจากการโทรศัพท์คุยกันก็พบว่าพวกบ้านเพ็นกวิ้นยังมากันยังไม่ถึง เราจึงเลือกที่จ้ะเลี้ยวรถกลับไปหาของกินมื้อเที่ยงกันก่อนที่ร้าน “จักจั่น”

เพื่อนๆมาสมทบกันราวบ่ายเศษๆที่โรงแรม พวกเราได้อยู่ห้องพักที่เป็นวิลล่าส่วนตัว มีสระว่ายน้ำบ้านใครบ้านมัน บ้านผมกับบ้านนุแยกออกไปอยู่ต่างหาก บ้านของพี่วิกับบ้านของโจ๊กอยู่หลังใหญ่หลังเดียวกัน ส่วนบ้านพี่แดงพี่หมูก็อยู่ในรั้วเดียวกับ ๒ ครอบครัวพี่วิและโจ๊ก เพียงแต่แยกออกมาอยู่ในห้องเล็กๆตรงปากทางเข้า เขาคงออกแบบให้เป็นเรือนผู้ติดตาม หรือจะให้เรียกอีกอย่างว่า “ห้องคนใช้” ก็คงไม่ผิดนัก

อย่างนี้ก็สนุกกันสุดตัวเลยสิครับท่าน ขนม น้ำกระป๋อง น้ำขวด อาหารว่างต่างถูกเตรียมกันมาให้กินไม่อั้น เบียร์ถูกเปิดไปหลายกระป๋องจนรอให้เย็นไม่ทัน ไวน์ก็เตรียมมา

สระน้ำของทั้ง ๓ ครอบครัวนี้กลายเป็นสระรวมของทีมเรา ทุกคนลงสระเดียวกัน พี่แดงลงสระด้วย เธอเปรียบเสมือนนางพญาผึ้ง ที่พวกหลานๆและน้องๆเข้ามาช่วยดูแล และศูนย์กลางความสนุกก็อยู่ที่เธอนั่นเอง

...................................................................................................................................................................................

“เธอ”

หลังจากที่ตั้งสติได้ ในช่วงเย็นวันนั้นเธอก็ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ และมาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลม.อ.

หมอเวรสูติฯ ได้รับรายงานให้มาดูผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งแจ้งความมาว่า “ถูกข่มขืนกระทำชำเรา” เธออ้างว่าได้ถูกชายวัยสี่สิบเศษข่มขืนมาตั้งแต่เมื่อวานช่วงค่ำ โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ผม” อาจารย์ของเขาคือชายคนที่เธอกล่าวอ้าง

การตรวจร่างกายก็เป็นไปตามปกติ ในบันทึกพบว่ามีร่องรอยของการมีเพศสัมพันธ์ และได้ทำการเก็บหลักฐาน เจาะเลือดและฉีดยาป้องกันโรคหนองใน ให้ยากินเพื่อรักษาหนองในเทียมและพยาธิช่องคลอด เรียกว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ผมเคยสอนมาทั้งสิ้น

.............................................................................................................................................................................

เช้าวันอาทิตย์ที่สดใส ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการตึงๆที่หัวเล็กน้อย คงเป็นเพราะเมื่อคืนก่อนดื่มเข้าไปหลายขนาน

ระหว่างที่รอสาวๆลงจากข้างบนเพื่อไปกินข้าวเช้ากันนั้น ผมได้สำรวจครัวของห้องพักพบว่ามีกาแฟสดให้ผมต้มกิน เลยจัดการไปเพื่อจะให้สมองได้ถูกปลุงเรียก ทันใดนั้นก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามาจากโรงพยาบาล

“อาจารย์คะ มีตำรวจต้องการให้ต่อสายถึงอาจารย์ เค้าแจ้งว่าอาจารย์ถูกแจ้งความ อาจารย์จะให้โอนเข้าเลยไหมคะ”

“ฉิบหายแล้ว นี่ผมถูกแจ้งความเหรอเนี่ย” ความรู้สึกร้อนวูบวาบปรากฏขึ้นบนผิวหนังและแผ่ซ่านไปทั้งตัว นี่สินะที่เรียกว่ากลุ่มอาการวัยทอง ผมพยายามประมวลดูว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ผมจะถูกฟ้องร้องได้บ้าง ใจหนึ่งก็คิดไปถึงเรื่องคนไข้ที่ผ่าตัดไปหลายคน มีใครเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงบ้างไหม มีใครเกิดรูรั่ว ขี้เยี่ยวออกทางช่องคลอดบ้างเหรอ

ใจเริ่มเต้นเร็ว เหงื่อเริ่มซึม และตอบปลายสายไปว่า “ได้เลยครับ”

“สวัสดีครับคุณหมอธนพันธ์ ผมร้อยเวรนะครับ” ปลายสายทักทายมาด้วยความสุภาพ

“ครับ ผมถูกแจ้งความเรื่องอะไรครับ” ผมถามออกไป

“มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความว่า คุณหมอได้ข่มขืนและกักขังหน่วงเหนี่ยวครับ” ร้อยเวรบอกมาอย่างนั้น และในขณะเดียวกันผมก็พยายามระลึกหาเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว ว่าผมได้ไปข่มขืนใครไว้ที่ไหน หรือใครจะเข้าใจผิดว่าการตรวจภายในด้วยนิ้วของผมจะเป็นการข่มขืนกระทำชำเรา แต่มาคิดไป ก็ไม่เคยได้ตรวจภายในกับใครสองต่อสองสักครั้งเดียว ผมมีลูกน้องหรือผู้ช่วยพยาบาลอยู่ด้วยตลอดตั้งแต่เรียนมา หากจะว่าเกิดความเข้าใจผิดเรื่องข่มขืนด้วยนิ้วก็ว่าไปอย่าง แต่ยังไงก็ยังนึกไม่ออกสักที ว่าผมไปกักขังหน่วงเหนี่ยวใครไว้ได้

“ครับคุณตำรวจ แล้วเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ครับ” ผมถามออกไป ประหนึ่งว่าได้ข่มขืนคนไว้หลายที่หลายเหตุการณ์

“เกิดขึ้นใน ม.อ.วันศุกร์ที่ผ่านมานี้ครับ”

“โอเค ได้ครับ รับแจ้งความไปเลย เพราะเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น ผมนอนพักอยู่กับลูกเมียอยู่ที่กระบี่ มีกล้องวงจรปิดที่ reception เห็นหน้าผมชัดเจนเลยครับ และตอนนี้ผมก็อยู่ที่ภูเก็ตไม่สามารถไปที่สถานีตำรวจตอนนี้ได้ เดี๋ยวจะให้หัวหน้า รปภ.ของผมเป็นผู้ประสานงานโดยตรงเลยนะครับ จะไปทำแผนที่ไหนก็ติดต่อผ่านเขาได้เลย” ผมตอบออกไปพร้อมความรู้สึกงงงง ว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร ทำไมจึงเกิดขึ้นกับผม

“แม่จ๋า พ่อถูกแจ้งความเพราะไปข่มขืนผู้หญิงมาแหละ” ผมแจ้งความร้องทุกข์ต่อเมียและลูกสาวทั้งคู่ทันทีที่พวกเขาลงมาจากข้างบน และเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ทั้ง ๓ ได้ฟัง

พี่แป้งหัวเราะร่า “มีคนคิดว่าพ่อหื่นเหรอ บ้าไปแล้ว” นี่คือคำปลอบใจจากสุดที่รักหัวปี ส่วนน้องจ้าไม่เข้าใจ ว่าข่มขืนคืออะไร ผมจึงอธิบายไปว่า “มันคือการไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นโดยที่เขาไม่ยอมไงลูก” อย่าถามต่อนะครับ ว่าน้องจ้าจะเข้าใจคำว่าเพศสัมพันธ์ไหม นั่นเพราะผมสอนเรื่องนี้เธอไปนานเป็นชาติแล้ว

เป็นอันว่า ตลอดวันอาทิตย์นั้น ผมไม่สามารถหาความสุขจากการเล่นน้ำได้อีกเลย

ผมโทรแจ้งอาจารย์ชิต ซึ่งเป็น ผอ. โรงพยาบาลในขณะนั้น โทรแจ้งอ.สุธรรม ในฐานะคณบดี โทรหาพี่น้อย รอง ผอ.อีกท่านเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจและหารือเรื่องการแก้ไข โทรหาคุณณรงค์ หัวหน้า รปภ.คณะแพทย์ และติดต่อที่พึ่งทางจิตใจเพื่อหาทางออกแห่งความสงบ

...................................................................................................................................................................................

สายวันจันทร์

“จิ๋ม”

“พ่อจ๋า แม่อยากเข้าไปในภูเก็ตก่อนกลับบ้าน อยากไปดูฟาร์มปลานิกาตะ แม่อยากได้ปลาคาร์พ” เมื่อเจ้าสำนักเอ่ยดังนั้น ครอบครัวเราจึงได้แยกย้ายออกจากทีมเพ็นกวิ้นกันที่หน้าโรงแรมหลังจากเช็คเอ๊าท์

ได้ปลาสัญชาติญี่ปุ่นมา ๒ ตัว สวยสด และได้ตัวแถมสัญชาติไทยมาอีก ๑ ตัว (ยังเหลือรอด ๒ ตัว เพราะไอ้ตัวผู้ที่สวยสดและสวยที่สุดนั้นแรงมันเยอะ หลังจากอยู่กันมาได้ปีหนึ่ง มันก็กระโดดออกมาตายนอกสระ คงผิดหวังจากความรัก คงไม่สามารถข่มขืนปลาตัวอื่นในสระได้สมใจมัน)

หลังจากแวะกินมื้อเที่ยงที่หมี่ฮกเกี้ยน หมี่ต้นโพธิ์ สมใจอยาก สมใจรำลึกความทรงจำที่ผมเคยมากินกับเพื่อน ๒ หนุ่ม กุ้งและเหน่ง ตั้งแต่ชั้นปี ๑ พ.ศ. ๒๕๓๓ ก็ไม่ได้มากินอีกเลย ลืมกระทั่งรสชาติของมันด้วยซ้ำ ก็ถึงเวลากลับบ้านกัน

.................................................................................................................................................................................

“เธอ”

เธอเข้าไปในมหาวิทยาลัยกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ห่างๆเพื่อชี้จุดเกิดเหตุประกอบ จากที่นัดไว้ที่โรงพยาบาล เธอกลับไปนั่งรอที่สำนักงานอธิการบดี และบอกว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะได้พบอธิการบดีเพียงท่านเดียว เพราะคนของท่านเป็นผู้ข่มขืน ผมทราบมาว่า ท่านรองอธิการบดีได้รับทราบและให้เธอไปชี้จุดที่โรงพยาบาลรวมทั้งที่เกิดเหตุอื่นๆพร้อมกับร้อยเวรและคุณณรงค์

จุดแรกที่ไปคือชั้น base ของโรงพยาบาล เพื่อไปชี้รูปผม

เธอพาไปที่หน้าสำนักงานสหกรณ์ ที่ตรงนั้นมีแผ่นไวนิลประชาสัมพันธ์งานสังสรรค์องค์กรแพทย์ โดยมีรูปผมเป็นส่วนประกอบ งานนั้นผมจะเป็นพิธีกรดำเนินรายการช่วงหนึ่ง

เธอชี้ถูกคน “คนนี้แหละ หมอธนพันธ์ เขาเป็นอดีตหมอของโรงพยาบาลนี้ ตอนนี้ลาออกไปแล้ว”

จากนั้นก็พากันไปที่ห้องพักซึ่งถูกอ้างว่าเป็นห้องของผม คุณณรงค์กับร้อยเวรได้ตรวจสอบอย่างละเอียดและพบว่า บริเวณระเบียงนั้นมีฝุ่นอยู่หนาเตอะ ไร้ซึ่งรอยเท้าที่เธออ้างว่าได้เดินออกมาเพื่อกระโดดลงชั้นล่าง บริเวณขอบระเบียงซึ่งมีคราบตะไคร่ขึ้นนั้นก็ปราศจากรอยเท้าเช่นเดียวกัน

เสร็จจากกระบวนการชี้จุดเกิดเหตุ ก็นัดหมายกันที่สถานีตำรวจในวันอังคาร วันที่ผมจะกลับมาจากภูเก็ตและมาทำงานวันแรก

ทุกคนแยกย้าย แต่คุณณรงค์ยังคงมีงานทำต่อ

เขาไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามสถานที่ที่ถูกอ้างว่างเป็นที่ที่ผมเดินตามมาจนถึงตัว สถานที่ที่เธอใช้หลบหนี ซึ่งพบว่าในวันและเวลาดังกล่าว ไม่มีภาพบันทึกตรงตามที่เธออ้างถึงเลย และในวันนั้นช่วงเย็น คุณณรงค์ได้รับโทรศัพท์จากเธอ

“ไม่อยากแจ้งความแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอาย อยากจะคุยกับหมอธนพันธ์เพื่อตกลงค่าเสียหายที่เกิดขึ้น” เธอแจ้งมาจากต้นสาย

..................................................................................................................................................................................

ผมเก็บเรื่องนี้มา ๒ ปีเต็ม

ไม่ได้คิดจะขุดคุ้ย

แต่คิดว่า มันน่าจะเป็นเรื่องเตือนใจ เตือนสติ สำหรับผู้ที่อาจจะเจอกับเหตุการณ์คล้ายๆกัน

เรื่องนี้จบตรงที่ว่า

“เธอ” ถูกร้อยเวรแจ้งกลับเรื่องการแจ้งความเท็จ เธอบอกว่า แท้จริงแล้ว เธอกำลังหนีผู้ชายมาจากนราธิวาส เขาเป็นผู้มีอิทธิพล และต้องการให้ผู้ชายสักคนหนึ่งเป็นผู้ที่มายุติการติดตามจากชายคนดังกล่าว และคนคนนั้นก็คือ “ผม” (งงไหม)

เธอไม่ได้ทำงานในภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชนแต่อย่างใด แต่เธอเคยทำงานในโรงพยาบาลแห่งนี้ ย้ำว่า “เคย” เพราะได้ลาออกไปพักใหญ่ๆแล้ว

ผมไม่ได้เอาเรื่อง “เธอ” เพราะถือว่าได้ใช้เวรกัน เนื่องจากเหตุการณ์นั้นมันเกิดในช่วงเข้าพรรษา ผมจึงอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าขอให้เหตุการณ์มันผ่านไปได้ด้วยดี จากนั้นผมก็ได้หยุดดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเข้าพรรษาติดต่อกันมาได้ ๒ ปีแล้ว โดยปีที่แล้วผมขอออกพรรษาก่อนพระ ๑ วันที่ฝั่งโขงเมืองหนองคาย

ปีนี้มีโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์งานสังสรรค์ศิษย์เก่า โดยมีรูปผมติดอยู่ในไวนิลประชาสัมพันธ์อีกครั้ง และผมเลือกรูปที่คิดว่า คงไม่มีใครมาชี้ตัวผมได้ถูกอีกเหมือน ๒ ปีก่อน (ดูตามรูปก็แล้วกันครับ รูปสูทขาว นั่นเป็นของครั้งกระนู้น รูปล่าสุด ฝีมือถ่ายของลูกศิษย์ ได้ใช้ในปีนี้)



และมาดูกัน ว่าปีนี้ ผมจะงดเหล้าช่วงเข้าพรรษาได้จนครบไหม

ธนพันธ์ ชูบุญไม่เค้ย ไม่เคยข่มขืนใคร เชื่อเถิด

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ผ่านมาแล้ว ๒ ปี

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

เรื่องน่าตกใจ แต่ยังอ่านได้ด้วยความฮา ขอบคุณค่ะ อ.

เขียนเมื่อ 

ตกใจมากเลยครับ

มีแบบนี้ด้วย

ถือว่าให้อภัยเธอไป

แต่แปลกใจว่าทำไมเลือกคุณหมอ

นั่นน่ะสิครับ อาจารย์ขจิต

ทุกวันนี้ก็ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้

คงเป็นชาติที่แล้วสร้างกรรมมาด้วยกัน แล้วผมต้องมาชดใช้เธอครั

เมื่อวันก่อนได้เจอข่าวเรื่องแฟนคลับวู๊ดดี้แจ้งว่าวู๊ดดี้ข่มขืนเธอ ดูข่าวจนจบลงเอยที่วู๊ดดี้ใช้กลวิธีการแก้ปัญหาด้วยการผูกสายมงคลและท่องคาถาให้ผู้หญิงคนนั้นที่มากล่าวหาวู๊ดดี้ สรุปว่าเธอมีความเชื่อว่าวิญญาณของวู๊ดดี้มาข่มขืนเธอ

แล้ววันนี้ก็มาอ่านเรื่องในบันทึกของหมอแป๊ะ แล้วก็สงสารเลย คงวุ่นกันน่าดู นี่ถ้าเธอเห็นรูปล่าสุดของหมอแป๊ะ ผมขาวดอกเลา ยิ้มแหกปาก หล่อสุดๆ เธอคงขยาดนะ