ดูเหมือนจะขับเคลื่อนด้วยรูปแบบการบริการวิชาการแบบดั้งเดิมที่เน้นกระบวนการถ่ายทอดเป็นหัวใจหลัก แต่กระบวนการก็มีความเด่นชัดในเรื่องของศิษย์เก่าและความเป็นรูปธรรมของการบูรณาการกิจกรรมหลากรูปแบบร่วมกับภารกิจมหาวิทยาลัยและภาคส่วนภาคีต่างๆ โดยยึดประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนเป็นกรณีศึกษา








จุดเด่นโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนมีหลายประเด็น เช่น การนำความรู้ หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาไปบริการวิชาการสังคม (บนความต้องการของชุมชน) การบริการวิชาการด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างอาจารย์-นิสิต-ชุมชน รวมถึงการประสานพลังการทำงานร่วมกับภาคส่วนอันเป็นภาคีอื่นๆ ครอบคลุมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนให้ “ศิษย์เก่า” ได้มีส่วนร่วมกับการขับเคลื่อนด้วยเช่นกัน







บูรณาการการบริการสังคมผ่านศิษย์เก่ากับศิษย์ปัจจุบัน :

ประเด็น “ศิษย์เก่า” ปรากฏเด่นชัดผ่านการขับเคลื่อนของ “คณะนิติศาสตร์” ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาร่วมๆ จะสามปี โดยปีการศึกษา 2558 จัดขึ้นในชื่อโครงการ “ให้ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินในชุมชนบ้านโนนคัดเค้า ตำบลแห่ใต้ อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม” มี ผศ.สุภาพร พิทักษ์เผ่าสกุล” เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ การถ่ายทอดความรู้เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ถูกต้องแก่ชุมชน





กิจกรรมครั้งนี้มีศิษย์เก่าผนึกกำลังเข้ามาร่วมเป็นภาคีจำนวน 2 ราย คือ นายจรณิท์ แก้วแก่นคูณ (เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดมหาสารคาม) และนายธัชพล คำทุม ตำแหน่ง (เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน สคบ. จังหวัดมหาสารคาม) ทั้งต่างสำเร็จการศึกษาไปเมื่อปี 2557 และปี 2558 ตามลำดับ โดยทั้งสองได้ทำหน้าที่เป็นวิทยากรพบปะพูดคุยกับชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง บรรยายให้ความรู้ในเรื่องกฎหมายที่สำคัญๆ ในชีวิตประจำวัน ร่วมตอบข้อซักถามว่าด้วยข้อกฎหมายที่ชาวบ้านสงสัย รวมถึงการแนะนำเกี่ยวกับหน่วยงานต้นสังกัดว่าให้บริการเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ตลอดจนการเปิดเวทีเชิงรุกเป็น “หน่วยเคลื่อนที่” รับเรื่องร้องเรียนต่างๆ จากชาวบ้านโดยตรง สร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องกฎหมายที่จำเป็นต่อชาวบ้านได้เป็นอย่างดียิ่ง




มองในอีกมุม- ถือเป็นอีกกระบวนการหนึ่งของการส่งเสริมให้ศิษย์เก่าได้รับการพัฒนาตนเองด้วยเช่นกัน เพราะทำให้ศิษย์เก่าได้นำองค์ความรู้มาสร้างประโยชน์ต่อสังคมร่วมกับมหาวิทยาลัย และช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันได้เกิด “เครือข่าย” การทำงานเชิงสาธารณะร่วมกันอย่างน่าสนใจ มิหนำซ้ำการออกมาเป็นวิทยากรนอกสถานที่เช่นนี้ ยังช่วยให้องค์กรต้นสังกัดของศิษย์เก่ามีเครือข่ายภาคชุมชนมากขึ้น ไม่ใช่การทำงาน "เชิงรับ" ติดยึดอยู่แต่ในสำนักงานเพียงอย่างเดียว









บูรณาการเรียนรู้ผ่านรายวิชาและกระบวนการของนิสิตอาสาสมัคร :


ถึงแม้ว่าโครงการดังกล่าว ดูเหมือนจะขับเคลื่อนด้วยรูปแบบการบริการวิชาการแบบดั้งเดิมที่เน้นกระบวนการถ่ายทอดเป็นหัวใจหลัก แต่กระบวนการก็มีความเด่นชัดในเรื่องของศิษย์เก่าและความเป็นรูปธรรมของการบูรณาการกิจกรรมหลากรูปแบบร่วมกับภารกิจมหาวิทยาลัยและภาคส่วนภาคีต่างๆ โดยยึดประเด็นที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนเป็นกรณีศึกษา ยกตัวอย่างเช่น

  • เวทีเสวนาปัญหากฎหมาย
  • เวทีการบรรยายกฎหมาย
  • กิจกรรมการแสดงสินค้า OTOP
  • กิจกรรมการทอดผ้าป่าเพื่อสมทบทุนสร้างพระพุทธรูปในชุมชน





ในทางกระบวนการขับเคลื่อนนั้นได้บูรณาการผ่านรายวิชาการสำคัญๆ เช่น วิชากฎหมายการกระทำความผิดอาญาของเด็กและเยาวชน” เน้นกระบวนการเชิงรุกตามแนวคิด “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” โดยการมอบหมายให้ “นิสิต” ในรายวิชาการที่เกี่ยวข้องและนิสิตที่เป็นอาสาสมัครได้แบ่งกันเป็นกลุ่มลงไปฝังตัวอยู่กับชุมชนเป็นระยะๆ ตามแนวคิด “ชุมชนคือห้องเรียน : ชุมชนเป็นศูนย์กลาง” เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นอันเป็น “ฮีตฮอย” (จารีต) ดั้งเดิมที่ชุมชนยึดเป็นครรลองดำเนินชีวิตร่วมกันมาตั้งแต่อดีตกาล ผ่านเครื่องมือสำคัญๆ เช่น

  • การสัมภาษณ์
  • การสังเกตการณ์
  • การทำแบบสอบถาม
  • การสร้างเวทีระดมความคิดเห็น


โดยแต่ละครั้งก่อนการขับเคลื่อน อาจารย์ที่เกี่ยวข้องจะประชุมกับนิสิต เพื่อชี้แจง ซักซ้อมความเข้าใจร่วมกันในเรื่องที่ต้องลงสู่ชุน มีการมอบหมายภารกิจตามความสันทัดและความสมัครใจของนิสิตแต่ละคน เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็จะมีการประชุมสรุปผลร่วมกัน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ซึ่งนิสิตที่เข้าร่วมก็มีทั้งในรายวิชา นิสิตจิตอาสาทั่วไป รวมถึงกลุ่มนิสิตที่เป็นอาสาสมัครในชื่อ "นิติชน"





บูรณาการกิจกรรมผ่านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

โครงการ “ให้ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินในชุมชนบ้านโนนคัดเค้าฯ เป็นการขับเคลื่อนที่เน้นการสัมผัสตรงกับข้อมูลอันเป็น “ชะตากรรม” ที่ชาวบ้านกำลังแบกรับ จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์จัดเป็นหมวดหมู่ร่วมกับอาจารย์ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการ “คืนข้อมูลให้กับชุมชน” พร้อมๆ กับการออกแบบกระบวนการของการสืบค้นความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการ “ออกแบบเวที/กิจกรรม” เพื่อถ่ายทอดความรู้ผ่านการเสวนา การบรรยาย และสื่อหลากชนิดที่เหมาะต่อการรับรู้และเข้าใจของชุมชน เช่น คู่มือ แผ่นพับ นิทรรศการ โดยยึดประเด็นสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นจริงในชุมชนเป็นหัวใจหลักของ “โจทย์” ที่ต้องเรียนรู้ร่วมกัน เช่น

  • ปัญหาเรื่องกฎหมายที่ดิน
  • ปัญหาเรื่องกฎหมายมรดก
  • ปัญหาเรื่องการซื้อขาย
  • ปัญหาเรื่องการจำนองอสังหาริมทรัพย์และการฝากขาย
  • ปัญหาเรื่องการทำสัญญาค้ำประกัน





เป็นที่น่าสังเกตว่ากระบวนการที่ดำเนินการนั้นเป็นกระบวนการขับเคลื่อนบนฐานวัฒนธรรมชุมชนทั้งสิ้น นับตั้งแต่ “ออกแบบกิจกรรม” ให้นิสิตลงเก็บข้อมูลชุมชนควบคู่กับการเก็บข้อมูลอันเป็นสถานการณ์เรื่องกฎหมายในชุมชน ซึ่งทำให้นิสิตได้เรียนรู้ “วิถีวัฒนธรรม” อันเป็นต้นทุนทางสังคม หรือกระทั่งความเป็นจริงทั้งที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของชุมชนไปพร้อมๆ กัน


ในทำนองเดียวกันยังได้ออกแบบการเรียนรู้ชุมชนผ่านกิจกรรมการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอย่างง่ายงาม เช่น การจัดกิจกรรม “ทอดผ้าป่า” เพื่อสมทบทุนการสร้างพระพุทธรูปในชุมชน เสมือนการหนุนเสริมกิจกรรมที่กำลังมีขึ้นในชุมชน เป็นอีกหนึ่งของโจทย์การเรียนรู้ที่มุ่งให้นิสิตได้เกิดความตระหนักรู้ในเรื่องบทบาทการรับผิดชอบสังคมผ่านระบบและกลไกทางศาสนาสำคัญๆ ของชาติ







หรือแม้แต่กิจกรรมการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ก็เช่นเดียวกัน ถือเป็นอีกหนึ่งกระบวนการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยที่มุ่งให้อาจารย์และนิสิตได้ทำความเข้าใจกับต้นทุนของชุมชนเป็นฐานหลักอันเป็น “ศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่น” ยึดโยงถึงต้นน้ำการก่อตั้งชุมชน การพัฒนาแปรเปลี่ยนของชุมชนผ่านยุคสมัย ต่างๆ รวมถึงปราชญ์ชาวบ้านและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งไม่เพียงแค่อาจารย์และนิสิตเท่านั้นที่เกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชน ชุมชนเองก็เกิดกระบวนการทบทวนตัวเองและร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนบนฐานอันเป็นรากเหง้าของตนเองด้วยเหมือนกัน




ทั้งปวง คือภาพสะท้อนความสำเร็จเล็กๆ ที่ง่ายงามของการเรียนรู้คู่บริการในมิติการบริการสังคมผ่านโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนในประเด็นการผนึกกำลัง “ศิษย์เก่า” เข้ามาหนุนเสริมภารกิจของมหาวิทยาลัยฯ รวมถึงประเด็นการบูรณาการกิจกรรมในแบบ “สหกิจกรรม” ที่ยึดโยงเป็นหนึ่งเดียวกันบนฐานวัฒนธรรม

โดยส่วนตัวผมมองว่าในอนาคตหากสามารถออกแบบกิจกรรมเพิ่มเติมเข้าไปอีก เช่น ละครเวที หนังสั้น การ์ตูน ระบบพ่อฮักแม่ฮัก ค่ายอาสาพัฒนา ฯลฯ เชื่อว่าจะช่วยให้งานบริการวิชาการแก่สังคมในมิติ “กฎหมายสู่ชุมชน” ของคณะนิติศาสตร์มีสถานะที่เด่นชัดและทรงพลังตามวิถีปรัชญาการศึกษาเพื่อรับใช้สังคมอย่างแท้จริง




หมายเหตุ

ต้นเรื่อง: ผศ.สุภาพร พิทักษ์เผ่าสกุล ผศ.ศุภวุฒิ โมกข์เมธากุล
เรียบเรียง : พนัส ปรีวาสนา
ภาพ : คณะนิติศาสตร์