การปฏิรูประบบงานวิจัยของประเทศไทย (๘)

หากรัฐบาลจะเอาจริงในการใช้มหาวิทยาลัยเป็นฐานในการขับเคลื่อน Thailand 4.0 สร้างนวัตกรรม ขับเคลื่อนและปรับโครงสร้างภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ คงจะต้องดำเนินการอีกหลายอย่าง

รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว

รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ในการใช้มหาวิทยาลัยเป็นฐานทำงานวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อน Thailand 4.0 และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้หลุดพ้นกับดับรายได้ปานกลาง (middle income trap) ด้วยเหตุผลเพราะ

1. มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งที่มีการทำวิจัยแหล่งใหญ่ของประเทศ มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของงานวิจัยของประเทศทั้งหมด มหาวิทยาลัยจึงมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ กำลังคน เครือข่ายความร่วมมือ ฯลฯ

2. มหาวิทยาลัยมีระบบบริหารจัดการงานวิจัย ระบบบริหารงบประมาณวิจัย โครงสร้างพื้นฐานด้านงานวิจัย (research infrastructure) และโครงการวิจัยที่กำลังดำเนินการ ทั้งที่ตรงตามนโยบายและกว้างขว้างกว่านโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว

3. มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษา ซึ่งผลิตกำลังคน โดยเฉพาะกำลังคนด้านการวิจัยและนักวิจัยให้กับประเทศและภาคส่วนต่างๆ อยู่แล้ว

4. มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือกับชุมชน ภาคการผลิต ภาคการบริการ ภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายความร่วมมือกับต่างประเทศ ในบางส่วนอยู่แล้ว

ฯลฯ

หากรัฐบาลจะเอาจริงในการใช้มหาวิทยาลัยเป็นฐานในการขับเคลื่อน Thailand 4.0 สร้างนวัตกรรม ขับเคลื่อนและปรับโครงสร้างภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ คงจะต้องดำเนินการอีกหลายอย่าง ตั้งแต่นโยบายและยุทธศาสตร์ในด้านงานวิจัยในระดับประเทศ วิธีจัดสรรและการบริหารงบประมาณของประเทศ การสร้างความเข้มแข็งของระบบบริหารจัดการงานวิจัยของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านงานวิจัยให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น การผลิดกำลังคนด้านการวิจัยและนักวิจัย การทำงานและผลิตผลงานวิจัย การสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ฯลฯ ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

ก่อนอื่นขอชื่นชม ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ ดร.สุวิทย์ เมฆินทรีย์ ที่มองเห็นประเด็นในเรื่องนี้ โดยที่ผู้บริหารประเทศในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมามองไม่เห็น แต่ที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งก็คือคณะบุคคลที่กำลังทำงานปฏิรูประบบงานวิจัยของประเทศไทยอยู่ในขณะนี้กลับมองไม่เห็นประเด็นนี้เช่นกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิรูปการศึกษาไทย



ความเห็น (0)