ตื่นรู้ กู้คิด จิตคลาย สบายใจ

จากจุดนี้ผมจึงมีโอกาสเป็นวิทยากรกระบวนการพัฒนาศักยภาพสุขภาวะแก่บุคลากรม.มหิดลที่เกษียณอายุ (59-60 ปี) ผู้มีฐานคิดที่เคยเข้มแข็งก่อนเกษียณ มีฐานกายที่สนุกสนานหลังจากทำงานมานาน แต่ต้องพัฒนาฐานกายใจให้มีทักษะเมตตาพร้อมที่จะคิดลงมือช่วยผู้อื่นอย่างปล่อยวางในชีวิตเริ่มต้นหลังเกษียณ

กับบุคลากรผู้อุทิศตัวช่วยสังคมในฐานะผู้ประนีประนอม ณ ศาลแขวงพระโขนง มีตั้งแต่วัย 40-80 ปี ผู้มีฐานคิดที่เข้มแข็งพร้อมเรียนรู้ และมีฐานใจที่เมตตาอยากช่วยเหลือผู้อื่น แต่ต้องพัฒนาฐานกายให้สนุกสนาน โดยเฉพาะภาษาท่าทางและเสียงสื่อสารที่มีผลต่อทักษะการช่วยผู้อื่นด้วยความยุติธรรมถึง 93%

และพลังเข้มแข็ง สนุกสนาน และเมตตา ครบถ้วน จากท่านอ.ถนัด ผู้มีสุขภาวะแห่งความเป็นครูกายภาพบำบัด ผู้เชี่ยวชาญพลบำบัด ผู้รักการออกกำลังกาย ผู้ร้องเพลงมืออาชีพ ฯลฯ ผมจึงเชิญคุณแม่ของผมมาร้องเพลงกับท่านอจ.ครับเพื่อขับกล่อมเสียงเพลงด้วยใจรักในการร้องเพลง (อจ.แนะนำว่า "You will teach it well when you learn how to do and love it well.") ให้ชีวิตมีความสุขแก่ตนเองและผู้สูงวัยที่สุขภาพดีกับที่พิการพร้อมกำลังฝึกกายภาพบำบัดกับกิจกรรมบำบัด ณ คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล เชิงสะพานปิ่นเกล้า

ขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรทุกท่านอย่างสูง หลังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนผมเกิดแรงบันดาลใจในสามัญสำนึก - ความเป็นต้นแบบผู้นำตามธรรมชาติ ผู้ก้าวข้ามอุปสรรค เกิดการปล่อยวาง และกำลังจะนำคุณค่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จ (Successful Aging) มาเพิ่มพูนสุขภาวะทางจิตวิญญาณ คือ "การตื่นรู้ดูตนจนเข้าใจว่า เราเกิดมาเป็นใครและกำลังทำอะไร ให้ใคร เพราะอะไร และทำอย่างไร ให้กัลยาณมิตรบนโลกนี้มีคุณค่า ความดี และความหมายแห่งการเติมเต็มชีวิตอันสมบูรณ์ขึ้น ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต"

แต่จุดหนึ่งที่สะกิดใจของผมคือ "สุขภาวะสมองและจิตรวมเป็นหนึ่งเดียวตาม NLP Presupposition และหลักฐานเชิงประจักษ์พบการพัฒนาศักยภาพสมองให้มีคุณค่าในตนเองเพื่อขับเคลื่อนพลังชีวิตช่วยเหลือผู้อื่นๆนั้น - ทำได้ทันทีในช่วงสมองสมดุลการเรียนรู้กาย จิต สังคม ณ วัย 20-40 ปี และสมองกับจิตวิญญาณแห่งการเจริญสติสัมปชัญญะด้วยกิจกรรมจิตอาสาพาตนเองและผู้อื่นมีพลังการดำเนินชีวิตที่เข้มแข็ง สนุกสนาน และเมตตา ได้ตั้งแต่ 40-70 ปี และ ณ วัยที่ 70 ปี ก็เพิ่งเริ่มเข้าสู่การเริ่มต้นถ่ายทอดคุณค่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จ - คุณค่าที่มิใช่วัตถุนิยม คุณค่าที่มิใช่อัตตานิยม คุณค่าที่มิใช่ Financial Well-Being อย่างเดียว หากแต่เป็น Physical-Emotional-Intelligence-Spiritual Well-Being เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสังคมและสากลจวบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตอย่างน้อย 120 ปีในอนาคตด้วยรูปแบบการเยียวยาภาวะติดเตียง ติดบ้าน ติดสังคม และปล่อยวาง"

บันทึกนี้ผมจึงอยากนำเสนอการประเมินตนเองด้านการพัฒนาทักษะจิตสื่อสารที่เรียกว่า "Transactional Analysis (TA) [Acknowledgement of citation at Wikipedia.Org] และคลิกศึกษาที่นี่ [Acknowledgement of citation at Youtube.com]" ให้คนไทยทุกช่วงวัยได้ตื่นรู้เพื่อกู้ความู้ความเข้าใจในการเติบโตเพื่อพัฒนากระบวนการคิดจิตสื่อสารจากความรู้สึกจากการมองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหว การสัมผัส การรับรส การหายใจ การดมกลิ่น และการใส่ใจอารมณ์

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ วงศ์อาษา ผู้จุดประกายความคิดจิตสื่อสารเรื่อง TA สมัยผมอบรมผู้บริหารระดับกลางของม.มหิดล ซึ่งเน้นบุคคลที่มีทักษะจิตสื่อสารที่แท้จริงตามภาวะตระหนักรู้ เป็นธรรมชาติ และความใกล้ชิด ดังนั้นการหล่อหลอมความเป็นตัวของตัวเองก็จะผสมผสานความเป็นพ่อแม่ ความเป็นเด็ก และความเป็นผู้ใหญ่

ท่านอาจารย์แนะนำให้ตอบแบบสอบถามแล้ววิเคราะห์บุคลิกภาพตามแต่ละนิ้วมือ ได้แก่ หากมีความเป็นพ่อแม่เยอะก็จะวิพากษ์วิจารณ์ (นิ้วโป้ง) ใช้คำพูดเมตตากรุณา (นิ้วชี้) หากมีความเป็นผู้ใหญ่เยอะก็จะมีเหตุมีผลมีสติไว (นิ้วกลาง) หากมีความเป็นเด็กเยอะก็จะมีอารมณ์ขัน (นิ้วนาง) ยอมตามหัวอ่อน (นิ้วก้อย)

ผมค้นเจอว่า ตอนตัวเองเป็นนศ.กิจกรรมบำบัด ในปีพ.ศ. 2537 ผมมีคะแนนความเป็นผู้ใหญ่สูงถึง 50 คะแนน เมื่อคิดแบบวิธีของท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ฯ ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ (นิ้วโป้ง - 15 คะแนน) ใช้คำพูดเมตตากรุณา (นิ้วชี้ - 19 คะแนน) มีเหตุมีผลมีสติไว (นิ้วกลาง - 50 คะแนน) มีอารมณ์ขัน (นิ้วนาง - 22 คะแนน) ยอมตามหัวอ่อน (นิ้วก้อย - 13 คะแนน)

และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนสมัยเป็นนศ.กับสมัยผมได้โอกาสเรียนผู้บริหารม.มหิดล ในเมื่อปีพ.ศ. 2555 ผมมีคะแนนความเป็นพ่อแม่สูงถึง 51 คะแนน เมื่อคิดแบบวิธีของท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ฯ ผมจะวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มขึ้น (นิ้วโป้ง - 19 คะแนน) ใช้คำพูดเมตตากรุณาเพิ่มขึ้น (นิ้วชี้ - 32 คะแนน) มีเหตุมีผลมีสติไวลดลง (นิ้วกลาง - 31 คะแนน) มีอารมณ์ขันเพิ่มขึ้น (นิ้วนาง - 29 คะแนน) ยอมตามหัวอ่อนเพิ่มขึ้น (นิ้วก้อย - 22 คะแนน)

และคะแนนที่ผมได้ทำอีกครั้งในปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2559 หลังจากเจ็บป่วยแล้วเปลี่ยนแปลงตนเองมากขึ้น พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนในเมื่อปีพ.ศ. 2555 ผมมีคะแนนความเป็นพ่อแม่สูงถึง 44 คะแนน เมื่อคิดแบบวิธีของท่านอาจารย์ชัยวัฒน์ฯ ผมจะวิพากษ์วิจารณ์ลดลง (นิ้วโป้ง - 17 คะแนน) ใช้คำพูดเมตตากรุณาลดลง (นิ้วชี้ - 27 คะแนน) มีเหตุมีผลมีสติไวลดลง (นิ้วกลาง - 29 คะแนน) มีอารมณ์ขันลดลง (นิ้วนาง - 25 คะแนน) ยอมตามหัวอ่อนลดลง (นิ้วก้อย - 20 คะแนน)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (3)

ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ ค่ะ

ขอบพระคุณมากครับพี่ดารนี พี่ noktalay คุณ pooklook88 และอ.แอน

ขอบพระคุณมากครับคุณ GD และพี่ดร.โอ๋