สมุยบันเทิง

สมุยบันเทิง

แม่ผมเป็นคนสมุย เกิดที่สมุย เริ่มโตที่สมุย ไปใช้ชีวิตวัยสาวที่กรุงเทพ จากเด็กเกาะที่ชีวิตเป็นของยาย แต่เมื่อย้ายไปหางานทำที่เมืองหลวง ชีวิตแม่ก็ยกให้ป้าจิตดูแล

ปิดเทอมของลูกสาวทั้งคู่ในปีนี้มีอะไรที่ยุ่งเหยิงต้องทำหลายอย่าง ไหนแม่คนโตจะต้องไปสอบเข้าเตรียมอุดม แม่คนเล็กไปเข้าค่ายเป็นเกษตรกรและเรียนทำขนม ทั้งคู่ต้องเรียนเปียโน จนเวลาล่วงไปจนใกล้จะเปิดเทอม บ้านเราก็ยังไม่ได้ไปเที่ยวกันเลย ไอ้ที่ไปนอนหัวหินกัน ๒ คืนเมื่อตอนที่พี่แป้งสอบเข้าเตรียมเสร็จนั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักว่าเป็นการเที่ยวหรือไม่ เพราะมันดูวุ่นวาย รถติดบนถนนนานเกินครึ่งของการเดินทางทั้งหมด และนอนในอพาร์ตเม้นท์ที่ได้พักฟรีแต่ต้องเสียค่านู่นค่านี่จนงง ว่ามันฟรีแล้วดียังไง

จนเมื่อแม่ของลูกกระซิบข้างหูว่า "ไปเที่ยวกันมั้ยพ่อ" เมื่อนั้นเองที่การวางแผนเรื่องเที่ยวแบบเที่ยวทั้งใจจึงเริ่มต้นขึ้น

"ลันตา" ยังคงเป็นที่แรกที่เราเริ่มเข้าไปหาที่พัก

มันต้องเป็นลันตาก่อนเสมอ เพราะผมกับจิ๋มรักลันตา เราคุยกันว่าจะไปลันตาให้ได้ทุกปีที่มีโอกาส และปีนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นอีกครั้ง เรามีจุดมุ่งหมายลึกๆว่าจะไปเป็นผู้ใช้สะพานข้ามเกาะที่เพิ่งเปิดใช้ไม่ถึงเดือนเป็นชุดแรกๆ แต่ปัญหาของลันตาในคราวนี้ก็คือ เราอยากไปนอนในรีสอร์ทบางแห่ง แต่เขามีเงื่อนไขว่าไม่รับเด็กอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีเข้าพัก

มันบัดซบมากครับ มันมีอะไรเป็นพิเศษหรือ ที่ลูกเราเข้าพักไม่ได้ มันมีบริการพิเศษอะไรที่เด็กไม่สามารถเข้าได้ และอะไรต่างๆกลายเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะไม่รู้จะไปถามหาจากใคร จนท้ายที่สุดก็ทำใจยอมรับ เพราะมันไม่ใช่รีสอร์ทของเรา เงื่อนไขต่างๆก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเข้าไปบอกให้เขาปรับเข้ากับเรา คิดได้ดังนี้ผมจึงกระซิบข้างหูเธอกลับไปในดึกวันหนึ่ง "ไปสมุยกันมั้ยแม่"

................…...…………………………

นานมาแล้ว ตั้งแต่ผมเรียนอยู่ชั้น ป.๖ ในช่วงเปิดเทอม ทางโรงเรียนจัดทริปพาเด็กๆไปเที่ยวภูเก็ต

"ไม่ให้ไปนะลูก ใครจะดูแลเด็กได้ทันทุกคน มันอันตรายมากนะ" มันเป็นคำปฏิเสธจากแม่ ที่ผมยังคงจำได้จนถึงวันนี้

"แม่สัญญาว่า หากลูกโตจนเข้าม.๑ แล้ว จะไปไหนก็ได้" นั่นคือประโยคที่แม่เข้ามาปลอบหลังจากที่ถูกลูกชายคนโตแสดงอาการเสียใจและน้อยใจออกมานอกหน้านอกตา

และตั้งแต่นั้น ทุกๆปิดเทอม ผมจะเป็นหัวหน้าทัวร์พาเพื่อนๆเที่ยวสมุย เที่ยวกันตั้งแต่ ม.๑ ถึง ม.๓ เว้นไว้ในช่วง ม.ปลาย เพราะต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย (อันที่จริงคงเพราะเริ่มเบื่อสมุย) และได้พาเพื่อนๆกลุ่มใหญ่ลงสมุยอีกครั้งก็เมื่อเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปี ๒

และในทุกๆครั้งที่เป็นหัวหน้าทัวร์ ผมจะต้องมานอนที่หาดเฉวง เพราะที่นี่มีบังกะโลของป้าจิต

มานอนที่นี่ตั้งแต่เขาใช้ชื่อว่า Thai Restaurant ที่มีราคาค่านอนคืนละ ๓๐ บาทและใช้ห้องน้ำรวม จนเขาเปลี่ยนชื่อเป็น Dew drop hut อยู่ช่วงใหญ่ๆ ผมได้นอนในบังกะโลบ้าง นอนบนบ้านป้าจิตบ้าง ขึ้นอยู่กับว่ามากับใคร มาทำอะไร (ช่วงหนึ่งที่ผมอาสามาเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารเพื่อที่จะได้คุยกับฝรั่ง และหาเงินเข้ากระเป๋าก่อนไปเรียนแพทย์) มากันเท่าไหร่ และที่สำคัญ ไม่เคยที่จะต้องจ่ายเงินเลย เพราะป้าจิตไม่เคยยอม

ความทรงจำสุดท้ายของสถานที่แห่งนี้ คือเฉวงที่เจริญขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ถนนลูกรักฝุ่นคลุ้ง จนมาเป็นถนนคอนกรีต ผมยังจำป่าพรุท่ีมีน้ำตลอดทั้งปีที่หน้าบ้านป้าจิตได้ ผมจำสะพานที่ทอดเข้าไปในพรุและมีผับเริ่มทยอยผุดขึ้นทีละแห่งสองแห่ง ผมยังเคยยืนดูไฟไหม้หลังคาผับแห่งนั้นในคืนวันปีใหม่ ดูตั้งแต่เริ่มไหม้ จนมันวอดวายทั้งหลัง ผมจำต้นไม้เก่าแก่มากมายที่ลุงผ่อนและป้าจิตรักษาเอาไว้ในรีสอร์ท และสร้างบังกะโลโดยยึดต้นไม้เป็นหลัก และครั้งสุดท้ายก็คือการเกิดขึ้นของสปา ที่ลูกชายคนโตเริ่มเข้ามารับช่วงและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับกิจการของครอบครัว มันเป็นสปาแรกในชีวิตที่ผมได้เข้ามาใช้บริการ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องมานอนแก้ผ้าเอาผ้าขนหนูคลุมร่างกาย แล้วมีคนมานวดน้ำมันทีละซีกตูด ครั้นนอนหงายก็ต้องเอามือข้างหนึ่งมากุมไข่เอาไว้ เพราะมันจ้องแข็งด้วยความตื่นเต้นสุดชีวิต ดีที่เตียงข้างๆคือเมีย เธอนอนให้เขานวดหน้าอยู่ด้วยกันในห้องเดียวกัน และผมก็เสพติดการนวดมาตั้งแต่หนนั้น

แล้วมันก็กลายเป็นแค่เพียงความทรงจำที่เอาไว้เล่าเรื่องราวให้ลูกฟัง เพราะเราไม่ได้มาเกาะสมุยกันอีกเลยนับ ๑๐ ปี

มาถึงตอนนี้ สถานที่พักแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "The Library" รีสอร์ท ๕ ดาวตามการ rating จาก Agoda มันถูกเปลี่ยนการบริหารจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูก การจัดการโดยคนรุ่นใหม่มีอะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย

ใช่แล้ว วันหยุดพักผ่อนยาวของครอบครัวเราในคราวนี้ คือ "ไปนอนที่ห้องสมุด ณ เฉวง"

................…...…………………………

น้องจ้าตื่นเต้นเสียจนเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เธอเก็บของลงกระเป๋าเสร็จตั้งแต่ ๒ วันก่อนการเดินทาง บางครั้งก็ขอกรี๊ดในรถเพื่อระบายความอัดอั้นที่มีออกมา

๕ พ.ค. ๕๙ เวลา ๕.๔๕ น. เจ้าวิชประจำครอบครัวก็ถอยหลังออกจากบ้าน การเดินทางจึงได้เริ่มขึ้น

ปีนี้มันร้อนและแล้งได้ถึงใจจริงๆ ต้นไม้ข้างทางคงกลัวตาย เร่งออกดอกแข่งกันล่อแมลงให้มาตอม ผมคิดว่าตลอดเส้นทางจากหาดใหญ่ขึ้นไปจนถึงสุราษฎร์ฯ ช่วงหมวดการทางพัทลุงจัดการเรื่องต้นไม้ริมทางหลวงได้สวยและดีที่สุด บางช่วงเน้นไม้ดอกม่วง พวกตะแบก เสลา และอินทนิน แน่นอน ตอนนี้มันสะพรั่งมาก แต่เน้นไปที่อินทนินม่วงครามไปตลอดทางช่วงอำเภอป่าบอน และยังคงมีราชพฤกษ์เร่งผลิตดอกพวงสีเหลืองแข่งขันกันอย่างเต็มที่ ออกจากอำเภอเมืองไปตลอดทางอำเภอควนขนุน จะเป็นไม้จำพวกสัก สักสายใต้แกร็นๆ ใบโปร่งๆ ยาวไปตลอดทางก็ดูสวยไปอีกแบบ ครั้นเข้ามาถึงเขตอำเภอป่าพยอมจึงเริ่มเห็นไม้พยอมขึ้นหนาแน่นขึ้น ลองสังเกตกันดูนะครับ

เรามาแวะกินอาหารมื้อแรกในเมืองนคร

ในคืนก่อนหน้านั้น ผมส่งข้อความถามคุณหมอน้องจอย หมอสูติฯชื่อดังแห่งนครศรีฯ ว่าจะกินอะไรที่ไหนดี "โกปี๊ค่ะอาจารย์" คือข้อความที่ส่งตอบมา พร้อมทั้งคำแนะนำว่าควรกินบะกุ๊ดเต๋และปาท่องโก๋

ร้านนี้อยู่ติดกับศาลากลางครับ ถึงแยกไฟแดงก็เลี้ยวเลย (จะเลี้ยวซ้ายหรือขวา ก็ขึ้นอยู่กับว่ามาจากทางไหน หากมาจากทางวัดพระธาตุ เมื่อถึงสี่แยกก็เลี้ยวซ้ายแล้วหาที่จอดรถเลย)

โกปี๊ คนเยอะ บริการเร็ว เขาใช้ wifi สั่งอาหารทันสมัย

น้องจ้าเริ่มต้นมื้อเช้าด้วยมังคุดคัดของโปรด เราสั่งบะกุ๊ดเต๋คนละถ้วย ผมว่ารสชาติสู้ที่ทิพย์นรินทร์ไม่ได้ แต่ปาท่องโก่ของที่นี่ใหญ่โตและอร่อยมาก ผมกินไป ๒ คู่ เล่นเอาอิ่มไปจนบ่าย ๒ โมงเลยทีเดียว

ออกจากร้านนี้ ผมก็ตั้งเข็มไปท่าเรือที่ดอนสักโดยจะเลี้ยวไปทางอำเภอขนอม ผมเลือกวิ่งรถเข้าในตัวเมืองนครเพื่อให้ลูกสาวทั้งคู่ได้ชมตัวเมืองยามเช้า น้องจ้าชอบสะพานลอยในตัวเมือง แยกตลาดแขก สะพานลอยใส่หัวเป็นมัสยิด แยกท่าวัง สะพานลอยใส่หัวเก๋งจีน เธอบอกว่า น่าขึ้นไปเดินเป็นที่สุด เสียดายอย่างเดียวก็ไอ้ป้ายโฆษณาของตำรวจที่ไปติดอยู่บนเก๋งจีน มันช่างดูทำร้ายจิตใจและไร้รสนิยมเป็นอย่างยิ่ง


ผมตั้งใจจะลงเรือเฟอร์รี่เที่ยวเที่ยง ดังนั้นพี่สาวที่สมุยจึงจัดการเรื่องจองคิวรถลงเรือให้อย่างเรียบร้อย เพียงแค่มีป้ายทะเบียนตรงกันก็จะได้ลงตรงเวลา มีข้อกำหนดเพียงอย่างเดียวคือ ไปให้ถึงท่าเรือก่อนเรือออกครึ่งชั่วโมง

เมื่อถึงท่าเรือก็เริ่มมีคนโทรเข้ามาหา

นักศึกษาแพทย์ โทรมารายงานอาการคนไข้ที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล

แม่โทรถามตลอดว่าถึงที่ไหนแล้ว

"หัวโต" เพื่อนที่สมุยแจ้งมาว่า จะหาปูม้าสดๆมาทำให้กิน

"เจ๊ลุ้ย" จองเวลากินข้าวด้วยกันมื้อหนึ่ง

"ภุชงค์ ช่างภาพเซเลปสมุย" ขึ้นฝั่งพอดี อยากเจอหน้ากันก่อน

"คุณอ้อ" เพื่อนเมีย รายนี้ไม่โทรมา แต่เมียผมโทรไปหา เธอคงอยากกินกาแฟร้านของเพื่อน

"พี่น้อย" บอกว่า ขึ้นจากเรือก็ให้ไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านของเธอ

"คุณอ้อ" คราวนี้โทรมาเอง บอกว่าจะไปกินข้าวเที่ยงด้วย

โห....นี่ผมกำลังจะมาเที่ยวสมุย หรือกำลังจะกลับบ้านกันนะ

................…...…………………………

ผมขึ้นออกจากเรือเวลาบ่ายโมงห้าสิบตามเวลาที่เขาบอกเป๊ะ ผมเบี่ยงหัวรถไปทางซ้ายวิ่งไปทางอ่าวบางปอ แม่น้ำ และเข้าบ่อผุด

สมุยเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ ถนนเริ่มไม่พอให้รถวิ่ง เมื่อเข้าเขตบ่อผุดรถก็เริ่มติดชะลอตัว

ผมเคยมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ่อผุดเมื่อตอนเป็นเด็กๆ มาตั้งแต่ประถมต้นๆ มาตั้งแต่บ่อผุดเป็นแค่ชุมชนชาวบ้านออกเรือหาปลา ผมเป็นคนพูดภาษากลาง (ติดทองแดง) คนในชุมชนยังเข้าใจว่าผมมาจากกรุงเต้บ และที่บ่อผุดนี่เอง ผมมานอนที่บ้าน "ป้าชีพ" ญาติของญาติฝั่งแม่ที่เป็นเมียของพ่อ

บ้านป้าชีพ เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ ใต้ถุนยกสูง วันนี้ท่านเตรียมอาหารมื้อเที่ยงไว้เลี้ยงรับผมและครอบครัว แกงส้มปลา ปลาหลากชนิดทอด ไข่เจียว ยำไข่หอยเม่น

แม่เจ้า! มันอร่อยจริงๆ ผมราดน้ำแกงส้มลงบนข้าวสวย คลุกๆให้มันร่วน ตักไข่หอยเม่นชิ้นใหญ่ๆลงไป ยกช้อนป้อนเข้าปากและยัดแตงโมหวานๆตามเข้ามาเคี้ยวด้วยกัน นี่มันสวรรค์ชัดๆ

ไข่หอยเม่นบนข้าวปั้นคำละสามร้อยในห้าง แต่นี่ไข่หอยเม่นทั้งจานตรงหน้าผม กินฟรี อร่อยไทยสมุย

ใครอยากมากินฝีมือป้าชีพ ติดต่อผ่านผมได้เลย

คุณอ้อ ในฐานะคนบ่อผุดแต่กำเนิด ตอนนี้ทำงานการเมืองท้องถิ่น เธอรู้จักป้าชีพและครอบครัว อ้อชมว่า ที่นี่อนุรักษ์บ้านเก่าไว้ได้อย่างดี ซึ่งผมเห็นตามนั้น ไม้กระดานบ้านทำจากไม้ยางนาสีดำเมี่ยม มันมีหน้ากว้างราวฟุตหนึ่ง เว้นช่องว่างระหว่างไม้เอาไว้เพื่อการระบายอากาศ ไม้นอกชานเป็นไม้มะพร้าวขัดมันจนไร้เสี้ยน เดินและนั่งได้อย่างสบายไร้ความกระด้างตูด นี่คือบ้านที่ผมมานอนเล่นเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ป้าชีพบอกว่า บ้านหลังนี้อายุ ๖๐ กว่าปีแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือหลังคา และส่วนต่อเติมที่ยังคงอนุรักษ์ทรงเดิมของบ้านไว้อย่างไร้ที่ติ

อิ่มจนล้น อิ่มทั้งพุง อิ่มทั้งใจ

ออกจากบ้านโบราณก็หันหัวออกมาทาง The Wharf ที่นี่เป็นชุมชนร้านค้าที่ทำเพื่อให้คนเดินช็อปปิ้ง มีร้านค้ามากมายรวมถึง "Bar Baguette" ร้านของอ้อ

ที่นี่ขายกาแฟ ขายขนมฝรั่งที่ทำเองจากครัวของ World resort คิดเอง ปรุงเอง ชิมเองจนอร่อยจึงนำออกมาขาย ไวน์หลากหลายชนิดวางขายคู่กัน ถึงเวลาเย็นๆมันก็จะถูกนำไปแช่ในลังน้ำแข็งเพื่อคอยเสิร์ฟฝรั่ง นั่งจิบไวน์ไป ชมทะเลบ่อผุดไป ภาพเกาะใหญ่ตรงหน้าไม่ไกลคือเกาะพะงัน

นั่งดื่มกาแฟจนหายสมองตึง ชิมทาร์ตไส้ผลไม้เหลือทิ้ง (ที่อร่อยจนเหลือเชื่อ) จิบไวน์ไปหลายอึกจนได้ไวน์แดงหิ้วติดมือไป ๑ ขวด แล้วเราก็ได้เวลาไปห้องสมุดเฉวง "The Library"

................…...…………………………

สระน้ำสีแดงฉานปรากฏอยู่ตรงหน้าริมชายหาด มันเป็นหนึ่งในสิบสระว่ายน้ำที่ต้องมาลง น้องจ้าไปอ่านรีวิวแล้วมาเล่าให้ฟัง

ในห้องพักถูกจัดไว้ได้อย่างสวยงาม ที่นอน ๒ หลังบนพื้นไม้สีดำสนิท มีคนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวบอกว่า "ให้พ่อแม่นอนที่นอนเล็ก" ส่วนอีกคนก็มุ่งตรงไปที่คอมพิวเตอร์ในห้องที่เป็นของแอ็ปเปิ้ลแหว่ง เครื่องเสียงของ Bose ที่มี iPod วางเสียบอยู่ถูกดึงออกมาแล้วเสียบไอโฟนสี่เครื่องร้ายๆแทน เพลงเกาหลีก็เริ่มดังแทนที่ความเงียบของห้อง บนมินิบาร์มีกาแฟสดให้กดกินได้ตามชอบ น้องจ้าเริ่มวิ่งสำรวจห้องน้ำ วิ่งออกไปที่นอกชานห้องพักแล้วอุทาน "วาว"

เพียงเท่านี้หัวใจพ่อก็พองโต

ผู้เป็นแม่เริ่มจัดการเรื่องกระเป๋า รื้อเสื้อผ้า ชุดว่ายน้ำถูกเรียกหาก่อนเพื่อน แล้วเราก็ไปที่ทะเลกัน

หาดเฉวงยังไม่เปลี่ยน ทรายขาวละเอียดที่ผมเห็นเมื่อกว่า ๓๐ ปีที่แล้ว ตอนนี้มันก็ยังเป็นเช่นนั้น ไม่มีเครื่องเล่นหรือเรือให้เกะกะสายตา น้องริบบิ้นและรษานั่งอยู่ริมหาด

"ต๊อบ" เป็นลูกชายคนสุดท้องของป้าจิต ภรรยาแสนสวยคือน้องริบบิ้น ส่วนเจ้ารษาเป็นลูกสาวคนโตของทั้งคู่ และเมื่อ ๕ เดือนที่แล้วเธอคลอดเจ้าแฝด ศิรา และ สรัล ออกมาดูโลก

เราทักทายกันที่ชายทะเล

เฉวงเป็นหาดด้านตะวันออกของเกาะ ดังนั้นช่วงเวลาเย็นจึงเป็นเวลาทองของการลงเล่นน้ำ ไม่มีแดดแรงแยงตาฆ่าเซลล์ผิว แต่มันฝากความร้อนเอาไว้ในน้ำรอเราไว้แล้ว แม่เจ้า...ทะเลร้อนเหมือนออนเซน (เอิ่ม...ไม่เคยเห็น ไม่เคยลงหรอก ออนเซนน่ะ) มันอุ่นมาก มีกระแสน้ำอุ่นผ่านวูบวาบมาเป็นช่วงๆใต้น้ำ ผมจินตนาการไปว่า นี่คงเป็นกลุ่มอาการวัยทองที่เขาว่ามาสินะ วูบวาบเป็นช่วงๆ

รษากินข้าวเสร็จก็ลงน้ำ พี่จ้าเริ่มเข้ามาตีสนิท และก็ได้ผล เพียงไม่นานผ่านทรายชายหาดเป็นตัวเชื่อม ทั้ง ๒ ก็เล่นร่วมกันได้ จากทะเลลงมาสระแดงเดือดก็ยังคงเล่นน้ำด้วยกัน เจ้าเปี๊ยกวัย ๒ ขวบเศษ มิเสียแรงที่เป็นคนทะเล เธอดำผุดดำว่ายลืมตาใต้น้ำ ยิ้มหวานใต้น้ำได้อย่างคล่องแคล่ว

ผมเล่นน้ำช่วงเย็นจนค่ำ นึกย้อนไปในวัยเด็ก นี่คนเจนเนอร์เรชั่นเรากำลังผลิตลูกหลานมาสืบต่อยีนส์ สืบต่อสายสกุล แม้นว่าอัตราการเพิ่มของประชากรลดน้อยลงเรื่อยๆ คนไม่อยากแต่งงาน คนแต่งงานไม่อยากมีลูก มันเป็นเช่นนี้จนผมเองก็แอบวิตกอยู่ลึกๆ ว่าใครจะเป็นผู้สร้างและพัฒนาประเทศในอนาคต แต่ตอนนี้ผมรู้สึกสบายใจ ลูกสาวของผมกำลังโต หลานที่เห็นอยู่ตรงหน้าอีก ๓ คนกำลังมีพัฒนาการตามจังหวะที่ควรโดยมีพื้นฐานที่ดี คิดแล้วก็สุขนัก

อาหารมื้อค่ำคืนแรกบนเกาะ เราเลือกที่จะกินกันในรีสอร์ทนี่แหละ

ดินเนอร์ใต้ต้นหูกวาง น้องจ้าเลือกที่จะกินพอร์คช็อพ พี่แป้งกินแซลมอนสเต็ก จิ๋มกินสปาเก็ตตี้ผัดแห้งๆ ส่วนผมกินเพียงสลัด ไวน์ขาวที่หิ้วติดมาจากหาดใหญ่ถูกเปิดดื่มที่นี่

การจัดบริการมื้ออาหารที่นี่ทำได้ดีทีเดียวครับ สตาร์ทเตอร์ที่เป็นของจากห้องอาหารถูกจัดวาง ตามด้วยสตาร์ทเตอร์ของที่เราสั่ง ส่วนเมนคอร์สจะออกก็ต่อเมื่อเราเรียก

อาหารรสชาติดีทีเดียวครับ และแน่นอน ผมก็คอยแทะเล็มของเหลือจากทั้ง ๓ สาวตามระเบียบ

ครั้นถึงเวลาเรียกเก็บเงิน ก็มีพนักงานมาบอกว่า "คุณต๊อบให้ลงบัญชีของคุณต๊อบเรียบร้อยแล้วค่ะ"

จบข่าว

ธนพันธ์ ชูบุญสมุยบันเทิงยังเล่าไม่จบ

๕ พ.ค. ๕๙

................…...…………………………

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)