๒๕. ความคิด...

มีความคิดกับไม่มีความคิดจึงต่างกัน แล้วแต่ใครจะเลือกปฏิบัติ..ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน..สกัดกั้นความคิดกันไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อว่า..การไม่มีความคิดนอกลู่นอกทาง ไม่คิดเยอะ ให้มันสลับซับซ้อน คิดเรียบง่าย แบบไม่รุงรัง การใช้ชีวิตก็จะง่ายขึ้น..

ทุกวันนี้..ผมอยู่กับการหมกมุ่น มุ่งมั่นและเรียนรู้ กับความคิดของตนเองและความคิดของผู้อื่น..ผมไม่เคยปฏิเสธข้อนี้ ก็มันเป็นจริง..เช่นนั้น เพียงแต่ ไม่เสียเวลาที่จะฝันหรือมองหาแต่แรงบันดาลใจ ทำอะไรได้ทำเลย ถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ตลอดจนไม่ไปเบียดเบียนใคร..ก็พอ

พูดถึงความคิด ผมว่าถ้ารู้เท่าทัน มันมีแค่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ มีความคิด กับไม่มีความคิด แค่นี้เอง...น้อย แต่ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในแง่ของ..การไม่มีความคิด..ผมมีตัวอย่างในชีวิตของผม ที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน พ่อของผม..เป็นลูกจ้างประจำ ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนสังกัดกรมชลประทาน ส่งลูก ๔ คน เรียนมัธยม และเรียนต่อปริญญาตรีพร้อมๆกัน พ่อทำงานหนัก แต่ยิ้มสู้ พ่อต้องกู้เงินสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับที่แม่..พาผมเข้าโรงรับจำนำ แทบจะทุกเดือน...

ตอนนั้น..ผมก็..ไม่มีความคิดอะไร..แม่ชวนไปก็ไป ชวนพี่และน้อง เขาก็ไม่ไป ผมเลยผูกขาดการไปเป็นเพื่อนแม่ แม่เขียนหนังสือไม่ได้ หรืออาจไม่ต้องเขียนก็ได้ เพราะเห็นแม่ใช้หัวนิ้วโป้งมือ กดบนกระดาษจนเป็นลายเส้นที่งดงามอย่างชัดเจนทุกครั้ง ผมนั่งรอและเห็นจนชินตา แล้วแม่ก็พาผมกลับบ้าน...

เรียนจบ..มีงานทำ ชีวิตเจริญเติบโต..รู้จักโรงรับจำนำเป็นอย่างดีว่ายุคสมัยนี้ การเข้าโรงรับจำนำ ดูเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่สุจริตชนเข้าทำกัน..แต่ผมจะไม่ทำ ผมอาย..เพราะมีความคิดที่รู้สึกอับอายแล้ว พอผมเริ่มต้นมีความคิดที่จะอาย ใครก็ห้ามผมไม่ได้ แปลกใจตัวเอง..และขอบคุณ ที่เมื่อก่อน..ไม่มีความคิด..แบบนี้

สมัยเรียนหนังสือที่วิทยาลัยครูก็เหมือนกัน แทบจะไม่ค่อยมีความคิดแหวกแนวเท่าที่ควร ไปเรียนตรงเวลาทุกวัน นั่งแถวหน้า เรียนอย่างตั้งอกตั้งใจ เชื่อฟังและเคารพนบนอบครูบาอาจารย์ หาเวลาเรียนเสริมเพิ่มประสบการณ์ในวิชาชีพครู ในด้านดนตรีและกีฬา ใช้เวลาอยู่แต่ห้องสมุด พัฒนาตนเอง ไม่มีความคิดเรื่อยเฉื่อย..นอกจากพยายามจะเรียนให้จบเพียงอย่างเดียว

สมัยนี้เห็นลูกหลานเรียน ก็รู้สึกว่า เขาเริ่มจะมีความคิดกว้างไกลและทันสมัย ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามหาวิทยาลัย พิถีพิถันกับเสื้อผ้าหน้าผม มีความมานะอดทน อยู่หน้ากระจกได้นานๆ เพื่อให้ความสวยหล่อลงตัวพร้อมที่จะออกจากบ้านไปเจอเพื่อนๆ เพื่อเรียนหนังสือ..และใช้มือถือให้เกิดประโยชน์สูงสุด นัดหมายส่งไลน์กันให้เรียบร้อยว่า เลิกเรียนแล้วจะไปไหน ดูหนังหรือแค่เดินเล่นในห้างสรรพสินค้า..

มีความคิดกับไม่มีความคิดจึงต่างกัน แล้วแต่ใครจะเลือกปฏิบัติ..ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละคน..สกัดกั้นความคิดกันไม่ได้ แต่ผมก็เชื่อว่า..การไม่มีความคิดนอกลู่นอกทาง ไม่คิดเยอะ ให้มันสลับซับซ้อน คิดเรียบง่าย แบบไม่รุงรัง การใช้ชีวิตก็จะง่ายขึ้น..

ทุกวันนี้...ลองนึกดู..เราใส่ความคิดและจินตนาการเข้าไป..มากขึ้นเรื่อยๆ..จนทำให้การใช้ชีวิตยากขึ้นทุกที...เป็นเช่นนั้นหรือเปล่า...หรือว่า..จริงๆแล้ว..การใช้ชีวิตก็ไม่ง่ายเลย กระนั้นหรือ

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ไดอารี่สีแดง



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

นักเรียนสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน

นักเรียนมีสิ่งล่อใจมากกว่าครับ

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

คิดไปเถิด หากความคิดนั้นเกิดผลที่ดีต่อตนเอง

และผู้อื่น เมื่อเรายังมีความคิด ก็หมายถึง

เรายังมีความหวัง มีสติ มีปัญญา

เชื่ออย่างหนึ่งว่า ความคิดของคนดี

ย่อมเกิดประโยชน์ยิ่ง แม้จะเป้นความคิด

ที่ยากต่อการปฏิบัติก็ตาม

เป็นกำลังใจให้คนทำงานเสมอจ้าา

เขียนเมื่อ 

ชอบ..ตรงนี้..เจ้าค่ะ.."อยู่คนเดียว..ระวัง..ความคิด.."...ขอบคุณค่ะ..