สตรีลามาปฏิบัติธรรมนี่ โกนผมปุ๊บนี่ก็เรียกว่าแม่ชีเลยหล่ะ ก็ถือศีล 8 นี่คะ เพิ่มจากศีล 5 มาอีก 3 ข้อ คือ 1)ห้ามปรุงแต่งเครื่องหอมและเครื่องประดับ เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี 2)ห้ามนอนฟูกที่นอนสูง 3)ห้ามรับประทานอาหารในยามวิกาล สำหรับข้อกาเมสุมิฉาจาราฯ นั้น จากศีล 5 พอเป็นศีล 8 จะเป็นอพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ เว้นจากการประพฤติผิด พรหมจรรย์ สำหรับอิป้าแล้วเรื่องแค่นี้ จิ๊บๆ สบายมาก
และเมื่อมาอยู่วัด 3 เดือน มาดูกันสิว่า อิป้าจะออกมาอีท่าไหน
ศีล 5 ที่หย่อนมากคือ ข้อมุสาวาทาเวรมณี ไม่ได้โกหกใครนะคะ อ้อมีอยู่ครั้งที่จะเดินทางไปธุระที่หมู่บ้านนอกเมืองตอน 2 ทุ่มในเวลากลางคืน กลัวหลวงตาเป็นห่วงเลยไม่บอก ไม่พูดถึง...ไม่โกหกแต่อมพะนำ ที่ว่าหย่อนอีกข้อคือ การพูดเพ้อเจ้อ ไม่สำรวมระวัง เวลาที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพระสงฆ์ เราแลกเปลี่ยนกันเยอะมากศัพท์ที่ใช้ก็บ้านๆ เพ้อๆ ติดสำนวนปาก กับแม่ออก(ผู้หญิงที่มาดูแลวัด) พูด พูด พูด เพื่อให้เค้ารู้จักเรา จะได้รู้เขา รู้เรา และรู้จักเราอย่างที่เราอยากให้เป็น ไม่ข้ามเส้นมาในโลกส่วนตัวของฉันนัก พูดเล่นหยอกเย้าเณร เป็นต้น รายละเอียดแบบนี้ไม่ได้ระบุไว้ในข้อของศีล แต่มันทำให้ฟุ้ง ฟุ้งแล้วเป็นอุปสรรคต่อการเจริญสติ ถ้าจะเอาประโยชน์ใส่ตนก็แทบจะว่าไม่ผิด ถ้าจะพัฒนาตนก็ต้องว่าหย่อน
ต่อมา ข้อห้ามเรื่องการปรุงแต่งเครื่องหอมและเครื่องประดับ หุหุ แม่ชีขออินดี้ใช้ครีมกันแดด กับโรลออน และแป้งค่ะ ขอให้เป็นยารักษาโรคเถอะค่ะ มาปฏิบัติธรรมแล้วเจอแดดหน้าร้อนนี่ หน้าจะเป็นฝ้าได้ง่ายๆ เดี๋ยวจะเป็นว่ามาปฏิบัติธรรมแล้วหน้าตาหมองเศร้า ไม่ได้ใช้ให้สวยค่ะ ใช้เท่าไหร่ก็ไม่สวยหรอกค่ะรุ่นนี้ ส่วนโรลออนต้องค่ะ ต้องจัด ไม่งั้นเต่าจะออกมาเผ่นผ่าน อากาศร้อนจัด เต่าออกมาดีนักแล ยังสงสัยเลยว่าพระเค้าอยู่กันยังงัยไม่มีกลิ่นตัว... ดังนั้นการเตรียมการจึงต้องเปลี่ยนกลิ่นโรลออน โดยใช้โรลออนกลิ่นเบางบางสุด ส่วนแป้งฝุ่น...อิป้านึกถึงคำพูดคนขับรถของวัด ณ วันที่ 2 ของการมาอยู่ที่แห่งนี้เสมอว่า ศีล 8 นี่ไม่ให้มีกลิ่นแป้งเลยนะ ขอเถอะค่ะ ผู้หญิงอ้วนนางนึง มีส่วนพับ ส่วนหลืบ ส่วนล้น ที่พอเหงื่อไหลไคลย้อยแล้วมันทรมานมาก ทั้งแสบ ทั้งคัน ผื่นขึ้น คาลาไมด์ก็เอาไม่อยู่ มาวัดนี่ต้องทำกิจนะคะ ล้างจาน กวาดลาน ช่วยจัดสถานที่ ไม่ได้ปฏิบัติอย่างเดียว เอาแค่เดินจงกรมเถอะค่ะ ต่อให้ใส่กางเกงบ๊อกเซอร์ ขาหนีบก็กัดกันค่ะ...เช๊อะ คนไม่อ้วนไม่มีจะวันรู้สึก อะไรจะช่วยบรรเทาได้หล่ะคะ ถ้าไม่ใช่แป้งฝุ่นมันมีความลื่นและมีส่วนผสมของสารที่ช่วยลดผดผื่นคัน แต่ไม่ใช้ผัดหน้านะคะ ไม่ตั้งใจให้สวย ให้พระตะบะแตก รุ่นนี้สวยอย่างไรก็ไม่เป็นผล และแป้งที่ใช้ก็ใช้แป้งเด็กค่ะ ประเภทกลิ่นอ่อนๆ และตนเองก็รับผิดชอบตนเองโดยการอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ จะไม่ไปร่วมวงศาคณาญาติกับพระกับเจ้า สมัยนี้กลิ่นสบู่กับกลิ่นยาสระผมก็ปรุงแต่งกลิ่นกัน พอๆ กับแป้งฝุ่นแหล่ะคุณคนขับรถ...จะสอบตกการปฏิบัติเพราะเรื่องครีมกันแดด โรลออน และแป้งฝุ่นให้มันรู้ไป...
ส่วนเครื่องประดับนั้น มีคำถามจากเณรว่าทำไมป้าใส่กำไล...อิป้าตอบ...มันไม่ใช่กำไลแต่เป็นนาฬิกาค่ะ...เอาไว้บอกเวลา นอกจากนาฬิกาแล้วฉันเป็นแม่ชีที่ใช้แว่นกันแดด แพ้แดดค่ะ จะใช้ในกรณีขับรถรับส่งหลวงตา หรือเวลาไปร่วมงานพิธีแล้วต้องหันหน้าสู้แดด หากต้องไปวางดอกไม้จันทน์ อิป้าจะเก็บแว่นดำลงกระเป๋าให้มิดชิด ส่วนประเด็นละเว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี เมื่อต้องขับรถมักจะขึ้นรถแล้วเปิดเพลง เปิดเป็นเพื่อนกันง่วง แต่ไม่ได้มีอารมณ์คล้อยตามเพลงเหล่านั้นเลย ค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ผึดต่อศีล หากไม่ร้องคลอตาม
การห้ามนอนฟูกที่นอนสูง เต็ม 10 ได้ 10 ค่ะ ส่วนข้อห้ามรับประทานอาหารในยามวิกาลนี่เข้าใจเลย ว่ากำหนดขึ้นเพื่อให้ระบบในร่างกายทำงานประสานงานกันได้ดี เพื่อให้สามารถตื่นเช้าได้อย่างเบาสบาย มาปฏิบัติ 3 เดือนอิป้ากินข้าวเย็นไป 9 วัน เพื่อกินยาก่อนอาหารในมื้อเย็น 3 วัน กินด้วยความหิวเพราะเห็นเพื่อนกิน 1 วัน กินเพราะไม่ให้ร่างกายเพลียด้วยเป็นการเดินทางตลอดคืน 2 ครั้ง และกินเพราะขอทุเลาศีลไปจัดงานศพพี่ชาย 3 วัน เตรียมงานดึก ร่างกายต้องใช้พลังงานในวันรุ่งขึ้น
แม่ชียังหย่อนไปอีก 2 วัน กับการกินผิดเวลา กินในช่วงบ่าย 1-2 เพราะพาพระสงฆ์ไป ร่วมงานกับชุมชน พระสงฆ์นี่ญาติโยมถวายอาหารนะคะ แต่อิป้าเป็นผู้ติดตามไมได้พิเศษ หลายครั้งเป็นการรับเศษต่อจากพระที่ถือว่าเป็นบุญ พระบางรูปก็กินแบบไม่ห่วงโยมเอาเสียเลย โต๊ะที่โยมไปกินต่อปานเฮอริเคนลง 555 ทั้งเปลือกกล้วย กระดูกไก่ ทิชชู่ วางรวมบนโต๊ะนั่นแหล่ะ ก่อนถึงคิวอิป้าจะฉันต้องเคลียร์โต๊ะก่อน อิป้าเลยฉันไม่ด้ายยยยยยยยย ถ้วย จาน ช้อน แก้วน้ำก็นะ ไม่ค่อยเรียบร้อยเอาเสียเลย ก็ทำให้อิป้าไม่สามารถ ฟังดูเหมือนถือตัวนะคะ ไม่ใช่ค่ะ แค่ไม่คุ้น ไม่รู้ว่าจะเอาตัวไปแทรกตรงไหน เค้าก็เรียกให้กินนะคะ งานนี้ผิดที่ตนเองที่ยังปรับตัวไม่ได้ ดังนั้นจะยอมอดก่อนแล้วมาหาใส่ปากใส่ท้องภายหลัง แล้วก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ทำไมเวลาของซินเดอเรลล่าต้องจบลงก่อนเวลาเที่ยงวัน กินหลังจากเวลานั้นมันผิดตรงไหน บางวันที่วัดมีงานใหญ่ กว่าจะฉันเช้าก็ปาไปเกือบ 9 โมง แล้วจะให้ฉันอีกตอน 11 โมงนี่นะ...ท้องไส้มันก็ไม่ไหว จึงจะเป็นต้องจัดมาม่าเสริมในช่วงบ่าย...ทำก็ยอมรับค่ะ แต่จะไม่กินเกินเวลาบ่าย 3 และไม่มีภาวะเปิดครัวติดเตาค่ะ แค่แช่มาม่า(หุหุ โลกที่จากมามีที่ไหนอิป้าจะกินมาม่าแช่น้ำร้อน) กินโยเกิร์ตกับซีเรียล หรือ กินขนมปังกรอบ หลายครั้งที่ฉันติดตามพระสงฆ์แล้วสวมชุดครึ่งท่อน...ฉันก็ไม่ได้บอกใครนะคะว่าฉันถือศีล 8 กลัวเค้าวุ่นวายหาอาหารให้ก่อนเวลาอันควร หากไม่ได้กินเพราะมีความจำเป็น คงไม่ให้ความเป็นคนดีของฉันหายไปหรอกนะ ค่อยแวะ 7/11 ทีหลังแล้วกัน
ส่วนอพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ ชัวร์เต็มเท่าไหร่ฉันได้เท่านั้น หลายเว็บปรากฏข้อความว่า ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ใกล้กันไม่ได้ แต่ศีล 5 อยู่ใกล้กันได้ ห้ามต่อมือ หมายถึงการยื่นของให้กัน ความอินดี้ของฉันกรุ่นๆมา ฉันคิดว่า ศีลข้อนี้มีความต่างจากข้อกาเมฯ ฉันจะพูดแบบภาษาชาวบ้านนะคะ
เมื่อเจอหลานชายที่ไม่ได้เจอกันนานมาก มีการโอบกอดไหล่เบาๆ หน้าชักเสียเมื่อมีคนทักว่าผิดศีล ความอินดี้ของฉันทำงานอีกแล้ว ฉันไม่ถือว่าฉันผิด มันเป็นการกอดเพื่อลดความห่างไกล กอดเพื่อให้เกิดความใกล้ชิด และฉันเชื่อว่าระหว่างเรามันเป็นความรู้สึกของอากับหลาน ไม่ใช่การสื่อออกถึงรู้สึกทางเพศ กอดกันแล้วไม่ได้หมายความว่าเราจะชวนกันไปมีเพศสัมพันธ์ อันนั้นมันเป็นบ้าไปแล้ว ข้อนี้ฉันอาจจะผิดต่อผู้ถือขนบนะคะ ความอินดี้ของฉันหมายความว่า หากศีลทำให้เราอยู่ยาก และห่างไกลจากครอบครัว ระหว่างศีลกับครอบครัว ฉันจะทิ้งศีลแล้วเลือกเอาครอบครัว
ในการเตรียมศาลาในการทำกิจของเย็นวันหนึ่ง หากคิดว่าผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ใกล้กันไม่ได้ ใครหล่ะจะช่วยคุณพระ ทั้งหลายทำงาน นอกจากอิป้าแม่ชีคนนี้ วันนั้นพระหนุ่มโขยงหนึ่งทั้งยก ทั้งแบก ทั้งหาม มีฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ทำหน้าที่กวาดฝุ่น ช่วยจัดอาสนะ และจัดน้ำปานะถวาย...ทั้งนี้เพื่อแบ่งเบาภาระคุณพระ... ส่วนการต่อมือนั้น พระที่เคร่งจริงก็ควรทำ แต่บางสถานการณ์ หากมัวแต่เคร่งก็ไม่ทันการณ์ เช่น การแก้ไฟล์เอกสารวิชาการที่เราทำงานร่วมกัน การทำงานของกระบวนการวิทยากร การช่วยเหลือปลาจากบ่อน้ำที่ทุกคนมือเป็นระวิง การช่วยเหลือทำแผลหมาบาดเจ็บ เป็นต้น ฉันคิดตลอด อิแค่ส่งของให้กันนี่มันจะผิดศีลตรงไหน เชื่อไหมคะยังไม่มีใครอธิบายโทษของมันให้ฉันรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งเลย นอกจากว่ามันเป็นโอกาสเสี่ยงที่ร่างกายจะสัมผัสกันเท่านั้น เมื่อสัมผัสกันแล้วมีโอกาสจะคิดเลยเถิด...คนนะ...ไม่ใช่เกสรดอกไม้ ที่สัมผัสกันแล้วจะเป็นการผสมพันธุ์กัน
นอกจากศีลแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ความอินดี้ของฉัน มันขัดตาญาติโยม เช่น
ระดับความอินดี้มันสัมพันธ์ความร้อนด้วย ผ้าถุงสีขาวสุดจะบาง...เวลาสวมใส่ไม่ให้เกิดความอุจาด คุณแม่ชีทั้งหลายก็ต้องสวมกางเกงขาสั้นข้างใน สามสลิป(ปัตติโค้ต) ข้างในกันโป๊ ช่วงเวลาที่อิป้าไปปฏิบัติธรรมนี่คือหน้าร้อนค่ะ วันที่อุณภูมิสูงสุดรู้สึกจะ 43 องศา ร้อนค่ะร้อน! สมาธิเริ่มหายไปกับความร้อน ถ้าเป็นผ้าถุงสีเข้มก็ใส่สบายไปแล้ว ใส่ชั้นเดียวก็ได้ ไม่ต้องกลัวบาง แถมไม่ต้องกลัวสกปรก เวลานั่งปฏิบัติตามพื้นปูน พื้นดิน ก็จะไม่ต้องห่วงว่าจะซักไม่ออก ขอบคุณหลวงตาที่ไม่ติดเปลือกเรื่องการแต่งกาย ฉันยังคิดว่าชุดขาวทั้งชุดเหมาะกับงานพิธี สวมใส่เพื่อนั่งปฏิบัติอย่างเดียว สวมใส่มาเพื่อเป็นพุทธบูชา ไม่ต้องลงงานครัว ไม่ต้องไปรดน้ำผักบุ้ง 555 มันทำให้ Look ของฉันเป็นคนถือศีล 5 มากกว่าศีล 8 จนคนขับรถแซวเสมอว่า ศีลแตกแล้ว....เอาน่า...หย่อนเมื่อไหร่ หลุดเมื่อไหร่ ฉันมีสติพอ...พอจนบอกหลวงตาว่า หลวงตาวันนี้หนูกินข้าวเย็น 555 และพอที่จะรู้ว่าวันนี้ควรหยิบผ้าถุงสีอะไรมาสวม
หลายคนเห็นพระดูคลิปหรือเล่นเน็ต แล้วตกใจ เฮ้ยพระไม่ดี ...หากไม่ตีความเรื่องข้อกำหนดศีล 8 ให้ถี่ถ้วน ฉันก็ตกใจตัวเองเช่นกัน ฉันงดการรับรู้ข่าวสารเพราะกลัวเป็นแม่ชีไม่ดี จนไม่รู้ว่าผู้ประกาศข่าวชายชื่อดังของช่อง 3 หายไปไหน ฉันไม่รู้เรื่อง พรบ.การศึกษาที่เป็นกระแส...ฤาฉันจะเป็น “ตัวกินกล้า” ฉันมาปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาอยู่หลังเขา คนในคุกเค้ายังรับรู้ข่าวสารบ้านเมือง การดูคลิป ดูข่าวนี่ ต้องว่าขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะพระที่ประจำค่ายปฏิบัติธรรม พระสงฆ์ที่ทำหน้าที่บูรณาการขับเคลื่อนชุมชนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และพระสงฆ์ที่ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น การดูคลิปดูข่าว จะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ การพัฒนาตน และใช้ยกตัวอย่างสร้างอารมณ์ร่วม
เด็กสมัยนี้หากยกตัวอย่างเฉพาะพระอานนท์ พระเทวทัต อาจจะเชยไปสำหรับเด็กๆ ภาพยนตร์หรือละครหลายเรื่องให้ข้อคิดสำหรับการดำเนินชีวิต เพลงหลายๆเพลงก็ให้ข้อคิดดีๆ เช่นเดียวกัน สามารถยกเป็นตัวอย่างของสภาวะธรรมได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเพลง “ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ดุจดอกไม้บาน” หรือ “เพลงประกอบละครชุด พระพุทธเจ้า พระมหาศาสดาโลก” เท่านั้น ถ้าว่างๆ ก็ลองหาเพลง "สายลม" ของวงนั่งเล่น หรือเพลง "Live and Learn" ร้องโดยคุณกมลา สุขโกศล มาฟังดู นั่นหล่ะ...มันสภาวะธรรมชัดๆ หากแต่พระโหลดคลิปเพื่อดูละครตอนอวสาน ติดตาม net idol มี account เว็บฟุตบอลออนไลน์ ไพ่บาคาร่า หรือมี X-web history นี่สิน่าห่วง ด้วยสิ่งเหล่านั้นมันเป็นกิเลส มีความเสี่ยงสูง ดีชั่วอยู่ที่ตัวรู้...Smart Phone เครื่องเท่าฝ่ามือหน่ะมันไปได้ไกลเกินดาวอังคารแล้ว อะไรที่ควบคุมไม่ได้ก็ปล่อยมันไป ควบคุมใจตนให้ได้ก็พอ เราใช้โซเชี่ยลเพื่ออะไร
แต่อิป้าอย่างฉันก็มีข้อควรระวังที่อยากจะบอกคุณพระทั้งหลายในการบริหารศรัทธาญาติโยมในยุค IOT- Internet of Things คือ โปรดมีมรรยาทในการเล่นมือถือ เล่นเน็ต ไม่ด่วน ไม่ตาย ก็อย่าเขี่ยมือถือระหว่างปฏิบัติภารกิจ มันไม่งาม เปลี่ยนเสียงเรียกเข้าเป็นระบบสั่น เจ้าอาวาสสนทนากับญาติโยมอยู่ คุณพระที่นั่งอีกฝากก็เขียมือถือกันระนาว การโพสต์ภาพแชร์เพลงต่อหน้าสาธารณะ (Public) ก็ต้องระวัง อย่าให้ญาติโยมคิดเป็นอื่น ไม่ใช่แค่พระหรอกนะเรื่องนี้ คงต้องระวังกันทุกๆ คน ทุกๆ วงการ
ความอินดี้ของฉันมันทำให้ฉันเสี่ยงต่อการผิดศีล บางอย่างเกิดขึ้นเพราะคำถามของฉันไม่มีคำตอบ เชื่อๆๆๆ จากคำพูดที่พูดต่อๆ กัน สิ่งนี้เป็นที่น่ากังวลใจนอกจากเรื่องบาปแล้ว มันอาจจะหมายถึงความเป็นน้ำเต็มแก้วของฉัน...ฉันไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ฉันพยายามหาคำตอบเพื่อความเข้าใจไม่ใช่อวดเก่ง แต่บางประเด็นยังไม่มีความแจ่มแจ้ง จนคุณน้าที่ปฏิบัติธรรมมาหลาย 10 ปี บอกว่า ไม่มีอะไรน่ากังวล แค่หย่อนและปฏิบัติไม่ได้ ไม่ได้เลวร้ายกว่าสิ่งที่เคยปฏิบัติมาก่อนการมาปฏิบัติธรรมเลย จึงมีคำกล่าวว่า การรักษาศีล คือการรักษาสัจจะที่ตนให้ไว้แก่ตน หากศีลแตก หรือรักษาศีลไม่ได้นั้น นั่นคือการไม่เคารพตนเองจากการไม่พยายามรักษาสัจจะ (Siriporn’s word)
อ้วนแน่..อิอิ..กินไอติมแบรนด์ดัง..