Stress Testing ความจำเป็นเพื่อประเมินความเสี่ยงเครดิตเชิงป้องกัน

อาจารย์จิรพร สุเมธีประสิทธิ์

[email protected]

Stress Testing เป็นเครื่องมือที่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นในการบรรเทาความเสี่ยงด้านเครดิตจากการให้สินเชื่อ ที่เน้นการมองภาพและพยากรณ์ความเสียหายที่มีโอกาสจะเกิดกับสถาบันการเงินในอนาคต ซึ่งเกินกว่าการรับรู้ผลการประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงป้องกันและเตรียมรับมือล่วงหน้า

Stress Testing จึงเป็นการทดสอบภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จากการที่มีสัญญาณบางอย่างชี้ว่า สถานการณ์บางอย่างอาจจะเลวลงในอนาคตและอาจจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพหนี้ของลูกค้าบางส่วนในพอร์ตสินเชื่อ สถาบันการเงินจึงอยากจะรู้ล่วงหน้าว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มีคุณภาพหนี้เลวลงจนส่งผลต่อ

  • โครงสร้างหนี้และคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อที่มีฐานะเลวลง
  • ความสามารถเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อที่อยู่ในพอร์ตและผลกระทบต่อสภาพคล่อง กำไร
  • ความจำเป็นในการที่สถาบันการเงินจะต้องดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • การคัดแยกลูกหนี้ที่คาดว่าจะมีคุณภาพด้อยลง มาเป็นกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษก่อนที่จะมีคุณภาพแย่ลงจนสร้างความเสียหาย หรือบรรเทาความเสี่ยงให้ผ่อนหนักเป็นเบา
  • ขนาดของปัญญาหาหนักหนาและรุนแรงจนกระทั่งสถาบันการเงินไม่อาจจะรับมือหรือบริหารจัดการได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำ Stress Testing ทำให้สถาบันการเงินปรับสถานการณ์ในการทดสอบภาวะวิกฤติได้อย่างเป็นอิสระ ขึ้นอยู่กับ

  • สมมุติฐานที่ตั้งใน Scenario เพื่อนำมาทดสอบภาวะวิกฤติ
  • การกำหนดรูปแบบและวิธีการในการรับมือกับปัญหา
  • ความสามารถในการปรับเพิ่มเงินกองทุนโดยรวมเพื่อรองรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ Stress Testing จึงไม่ได้จำกัดอยู่กับการวิเคราะห์เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากแต่ยังต้องอาศัยเครื่องมือสนับสนุนและข้อมูลจากฐานข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบก่อนที่สถาบันการเงินจะเริ่มงานการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงผ่าน Stress Testing ได้

นอกจากนั้น Stress Testing ไม่ใช่กระบวนการที่เสร็จสิ้นในตัวเอง หากแต่เป็นส่วนเดียวของกระบวนการหลักของการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตทั้งหมดของสถาบันการเงิน เพียงแต่เป็นส่วนที่ต่อยอดจาการบริหารความเสี่ยงขั้นพื้นฐานและในภาวะปกติ สู่การบริหารความเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะวิกฤติ

ประเด็นอื่นๆที่สำคัญเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการ Stress Testing เพื่อทดสอบภาวะวิกฤติของพอร์ตสินเชื่อ ได้แก่

ประการที่ 1Stress Testing เป็นเครื่องมือ

ที่หน่วยงานภาครัฐและนาคารกลางที่กำกับดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินกำหนดเป็นเกณฑ์ในการประเมินความแข็งแกร่งของสถาบันการเงิน อันเนื่องมาจากการประเมินว่า กระบวนการบริหารความเสี่ยงตามภาวะปกติไม่เพียงพอ หากเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงเหนือความคาดหมายของสถาบันการเงินและรับรู้ความเสี่ยงที่แตกต่างกันของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง จนอาจจะทำให้การรับรู้ความเสี่ยงของสถาบันการเงินอื่นต่ำเกินไปจนไม่อาจเห็นความเสี่ยงได้จากรายงานผลการดำเนินงานบริหารความเสี่ยงตามปกติ

ประการที่ 2 Stress Testing เป็นกระบวนการ

ที่ต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่โครงการที่ทำเพียงชั่วครั้งชั่วคราว และเป็นกระบวนการที่นำมาสู่กิจกรรมการควบคุมตามมาอย่างเหมาะสม

ก่อนการทำ Stress Testing สถาบันการเงินควรจะมีกำหนดเพดานความเสี่ยงหรือสถานะความเสี่ยงสูงสุด(Limits of Exposures) ไว้ก่อนอย่างพอเพียง เพื่อที่ได้นำผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ Stress Testing มาประเมินได้ว่า สถานะความเสี่ยงในภาวะวิกฤติเพิ่มกว่าระดับที่สถาบันการเงินยอมรับได้หรือไม่

หากผลลัพธ์จาก Stress Testing เกินกว่าเพดานสูงสุดที่เป็นไปได้ สถาบันการเงินนั้นต้องพิจารณาว่าจะปรับปรุงพอร์ตสินเชื่ออย่างไร

ประการที่ 3 นอกจากการทดสอบสถานการณ์วิกฤติต่างๆ แล้ว

Stress Testing ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารอัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมที่เหมาะสมกับความเสี่ยง และนำเอาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการดำรงเงินกองทุนเพิ่มเติมมาพิจารณาเป็นต้นทุนของการบริหารสินเชื่อให้ครบถ้วน

ประการที่ 4 Stress Testing สามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ดี

สำหรับผู้บริหารงานด้านสินเชื่อที่มีความกังวลต่อสถานะความเสี่ยงของพอร์ตสินเชื่อบางส่วน หรือการที่สถาบันการเงินมีการกระจุกตัวของสินเชื่อบางลักษณะมากขึ้น จนต้องการทดสอบว่า ในอนาคตจะมีผลต่อสถานะทางการเงินและความมั่นคงทางการเงินมากน้อยพียงใด หรือสถาบันการเงินกำลังพิจารณาว่า หากจะปรับอัตราดอกเบี้ย หรือมีลูกค้าสินเชื่อกลุ่มใดที่มีความไหวตัวของการดำเนินธุรกิจต่อการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในฐานะที่เป็นต้นทุนของการดำเนินงาน และผลกระทบต่อสถาบันการเงินอย่างไร

ประการที่ 5 ผลที่ได้จากการทำ Stress Testing

เป็นส่วนสำคัญที่ใช้ประกอบการทำแผนสำรองเผื่อฉุกเฉิน (Contingency Plan) ด้วยการรวบรวมว่ามีอะไรที่อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้นบ้าง ตามเงื่อนไขใน Stress Testing ที่สถาบันดำเนินการและแนวทางการควบคุมความเสียหายทำได้อย่างไรบ้าง และยังใช้สร้างความคุ้นเคยที่ช่วยสถาบันการเงินในการจัดการกับสถานการณ์อื่นๆได้เพิ่มขึ้นได้ เพราะอาจจะมีลักษณะร่วมบางอย่างที่ทำให้การประเมินความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้นกว่าก่อนทำ Stress Testing

ประการที่ 6 ลักษณะ Stress Testing ที่นิยมทำกันในสถาบันการเงิน

คือการทดสอบความไหวตัว

  • รายประเภทธุรกิจ หรือรายอุตสาหกรรม เช่นหากอุตสาหกรรมขนส่งแย่ลงจะเกิดอะไรบ้าง
  • รายพื้นที่ภูมิศาสตร์ ในบางพื้นที่อาจจะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่เกิดใหม่
  • การลดลงของเกรด(Down grade)ของลูกค้าในพอร์ตสินเชื่อทุกราย 1 ระดับจะมีผลต่อความเสี่ยงอย่างไร

ในการทำ Stress Testing แบบนี้จะกำหนดสมมุติฐานว่าสถานการณ์ดังกล่าวมีผลทำให้การผิดนัดชำระหนี้ของส่วนนั้น (ประเภทธุรกิจหรืออุตสาหกรรม หรือเฉพาะพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์) เพิ่มขึ้น

นอกจากประเด็นที่ใช้องค์ประกอบของลูกค้าในพอร์ตสินเชื่อเป็นจุดตั้งต้นในการทำ Stress Testing เพื่อหาภาวะวิกฤติแล้ว ลักษณะ Stress Testing อีกลักษณะหนึ่งที่นิยมกันมากก็คือการนำเอาปัจจัยที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคมาทดสอบ เช่น

  • การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน
  • การเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน การปิดกิจการ
  • การเพิ่มขึ้นของราคาบ้าน
  • การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย

โดยสถาบันการเงินจะนำเอาปัจจัยที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคมาเชื่อมโยงลูกค้าในพอร์ตสินเชื่อว่าควรจะทดสอบลูกค้ากลุ่มใดบ้าง

ประการที่ 7 Stress Testing อาจจะใช้ประเมินตัวสถาบันการเงินเองโดยตรง

ว่ามีความไหวตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์บางอย่างหรือไม่ เช่น

  • กลุ่มหนี้ที่มีราคาประเมินหลักประกันลดลง
  • กลุ่มหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเป็นแบบลอยตัว (MLR : Minimum Lending Rate) และปรับลดลงจนมีผลต่อรายได้ของสถาบันการเงิน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การบริหารความเสี่ยง มูลค่ากิจการ



ความเห็น (0)