ค่ายสืบศิลป์ : อีกหนึ่งการเรียนรู้ในวิถีค่ายของชาววงแคน (ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง)

จะดีมากๆ หากนิสิตจัดกิจกรรมการเรียนรู้บริบทชุมชนให้มากกว่านี้ และเรียนเชิญปราชญ์ชาวบ้านในแขนงต่างๆ มาเป็นวิทยากรร่วมกับนิสิต มิใช่นิสิตอบรมเชิงปฏิบัติการและถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนโดยใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางเสียทั้งหมด ทั้งๆ ที่ชุมชนแห่งนั้นมีปราชญ์ชาวบ้านหลงเหลืออยู่อย่างมากโข

ปีการศึกษา 2558 เป็นอีกปีที่ วงแคน(ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง) ไม่ร้างค่าย

ไม่ร้างค่าย ในที่นี้หมายถึง ไปออกค่ายอาสาพัฒนาในแบบฉบับของคนเอง นั่นก็คือ “โครงการศิลปวัฒนธรรมสู่ชุมชน (ค่ายสืบศิลป์) ครั้งที่ 4” ระหว่างวันที่ 17-22 ธันวาคม 2559 ณ โรงเรียนบ้านโคกนางาม ต.สำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น




ค่ายดังกล่าวนี้ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก คือ การเผยแพร่องค์ความรู้ด้านดนตรี นาฏศิลป์ การขับร้อง และศิลปะแขนงต่างๆ แก่นักเรียน รวมถึงการเสริมสร้างสัมพันธภาพสมาชิกควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกชมรม ผ่านกิจกรรมสำคัญๆ คือ

  • อบรมเชิงปฏิบัติการด้านการขับร้อง นาฏศิลป์ ดนตรีพื้นบ้านอีสานแก่นักเรียน
  • อบรมเชิงปฏิบัติการด้านศิลปะอันเป็นงานฝีมือแขนงอื่นๆ แก่นักเรียน เช่น การแกะสลัก การเย็บพานบายศรี การวาดภาพ การตัดกระดาษเพื่อตกแต่งนิทรรศการ หรือสื่อการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมหนุนเสริมการเรียนรู้อื่นๆ อีกหลายกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่น กิจกรรมการบำเพ็ญประโยชน์ต่อโรงเรียน กิจกรรมรอบกองไฟ กิจกรรมสันทนาการ กิจกรรมแสดงบนเวทีเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของนิสิตและนักเรียน ซึ่งกรณีของนักเรียนนั้น จะเน้นกิจกรรมที่ได้รับการบ่มเพาะผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นหัวใจหลัก เสมือนการประเมินผลการเรียนรู้เชิงประจักษ์ดีๆ นั่นเอง




สืบศิลป์ : สืบลมหายใจศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาตนเอง

ค่ายครั้งนี้เรียกเป็นการภายใน (ภาษาพูด) ร่วมกันว่า “ค่ายสืบศิลป์”

แค่ชื่อก็บ่งบอกชัดเจนถึง “วัตถุประสงค์และรูปแบบ” ของการจัดกิจกรรม (ออกค่าย) ที่หมายถึง นิสิตไปเผยแพร่ความรู้ในด้านศิลปะแขนงต่างๆ แก่นักเรียน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องมรดกอันเป็น “ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น” ซึ่งหยัดยืนอยู่บนปรัชญาของการอนุรักษ์ สืบสาน และฟื้นฟู




โดยเนื้อแท้ผมมองว่า ค่ายครั้งนี้ ไม่ได้พัฒนาแต่เฉพาะศักยภาพของนักเรียนเท่านั้น หากแต่หมายถึงการพัฒนาศักยภาพของนิสิตด้วยเช่นกัน เป็นการพัฒนาศักยภาพในมิติ ความรู้-ทักษะ-ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องทั้งปวงที่ขับเคลื่อนร่วมกัน และไม่ใช่แค่เรื่องศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น ทว่ารวมถึงทัศนคติและทักษะของการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตร่วมกันไปในตัว

โดยเฉพาะกรณีนิสิตจาก “วงแคน” นี่จึงเป็นเสมือนอีกเวทีหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพของตนเองไปในตัว เป็นการพัฒนาศักยภาพผ่านการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการจริงร่วมกัน แตกต่างตรงไม่มีวิทยากรมาทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” (โค้ช) ให้เท่านั้นเอง

ดังนั้น กระบวนการดังกล่าวจึงเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองร่วมกันอย่างเป็นทีม เรียนรู้ผ่านการถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียน และตัวนักเรียนเองก็เป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนให้นิสิตได้เห็นศักยภาพของตัวเองไปในตัว





ความท้าทายของโจทย์

ค่ายครั้งนี้เป็นค่ายบริการสังคมที่มีกลิ่นอายวิชาการ (บริการวิชาการ) อยู่ค่อนข้างมาก เพราะนิสิตได้นำองค์ความรู้ของตนเองไปถ่ายทอดแก่นักเรียน/เยาวชนในชุมชน ซึ่งนิสิตทั้งปวงคือนิสิตเนื่องในโครงการส่งเสริมเยาวชนดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม (โควต้าศิลปวัฒนธรรม) ที่เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยมหาสารคามก็ด้วยการใช้ความสามารถพิเศษในด้านศิลปะแขนงต่างๆ เป็นใบเบิกทางสอบเข้ามา –

ด้วยเหตุนี้ ค่ายครั้งนี้จึงเป็นค่ายที่นิสิตใช้ทุนทางปัญญาของตนเองเป็นตัวขับเคลื่อน และเป็นค่ายที่หยัดยืนอยู่บนฐานของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นขนานแท้




ค่ายครั้งนี้เป็นค่ายที่หวนกลับสู่โรงเรียน/สถานศึกษาเดิมของสมาชิกในชมรม โดยเป้าประสงค์หลักคือการไปพลิกฟื้นวงโปงลางในโรงเรียนให้คืนกลับมามีชีวิตอีกครั้งหลังจากยุบเลิกไปได้ร่วมสองปี ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันยังคงมีอุปกรณ์หลงเหลือครบครัน มีนักเรียนรุ่นเก่าหลงเหลือจำนวนหนึ่ง

ขณะที่นักเรียนรุ่นใหม่ก็สนใจหากแต่ไม่มีครูที่จะขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้อย่างเต็มสูบ ผสมผสานกับนโยบายของโรงเรียนก็เริ่มที่จะถักทอเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่อีกรอบ

นี่จึงเป็น “โจทย์” อันท้าทายของนิสิตที่จะต้องลงแรงกายและใจเพื่อก่อให้เกิดมรรคผลความสำเร็จอันเป็นรูปธรรม เพราะมิใช่แค่การตั้งวง หรือสอนให้นักเรียนร้องได้ รำได้ เล่นดนตรีได้ หรือเย็บปักถักสานอะไรๆ ได้เท่านั้น หากแต่หมายถึงการบ่มเพาะเรื่องจิตสำนึกรักษ์ท้องถิ่น หรือจิตสาธารณะอย่างน่าสนใจ เพราะเรื่องทั้งปวงคือเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างไม่ผิดเพี้ยน !

และเมื่อพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมาย จาก ป.1-6 ก็ยิ่งเป็นเรื่องท้าทาย เพราะอยู่ในช่วง “ไม้อ่อน” ที่ท้าทายต่อการบ่มเพาะ และอยู่ในวัยที่จะสร้างภูมิต้านทานก่อนการก้าวเข้าสู่วัยรุ่นในระบบของ “มัธยมต้น”




ว่าด้วยการเตรียมคน และสร้างคน สร้างงาน

ถึงแม้ว่าค่ายครั้งนี้จะไม่มีตัวเลือกเชิงพื้นที่มากนัก อย่างน้อยก็มีกระบวนการพิจารณาคัดกรองร่วมกันในหมู่สมาชิกชมรม รวมถึงการพยายามสร้างกลยุทธเตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกค่าย ด้วยการมอบหมายให้นิสิตในชมรมได้จัดกิจกรรม “เปิดหมวก” ผ่านการตีกลองร้องเต้นบนฐานความรู้และทักษะมางศิลปะที่ตนเองถนัดภายในบริเวณของมหาวิทยาลัย หรือกระทั่งตระเวนออกสู่หน่วยงานภายนอก และในชุมชนนั้นๆ โดยตรง เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์กิจกรรมไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ

กระบวนการเช่นนั้น ยืนยันตรงกันว่า “งบประมาณ” ไม่ใช่เป้าประสงค์หลัก หากแต่พยายามใช้กิจกรรมการเปิดหมวกเป็นกลยุทธในการหลอมรวมจิตใจความเป็นหนึ่งเดียวให้กับสมาชิก หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการเตรียมความพร้อมของคนค่ายนั่นเอง

กรณีดังกล่าวนี้ ไม่เพียงทำให้แต่ละคนเกิดความสามัคคีในทีม ทว่ายังช่วยให้คนในทีมเกิดความเข้าใจในหมุดหมายของงานค่าย ผูกโยงถึงการช่วยให้รับรู้และเข้าใจสภาพจิตใจของแต่ละคน ทะลุไปถึงการรู้ซึ้งว่าใครคนใดให้ความร่วมมือกับทีมกี่มากน้อย ---




เช่นเดียวกับการมีหลักคิดในการที่จะคัดเลือกแกนนำค่ายที่สันทัดในแต่ละกิจกรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายทอด หรือจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในแต่ละด้านให้แก่นักเรียน ส่วนใครที่ไม่สันทัดก็ผันตัวเองไปเป็น “ผู้ช่วย” และร่วม “เรียนรู้” ไปพร้อมๆ กัน

และอีกประเด็นที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นเรื่อง "กระบวนการถ่ายทอดความรู้แบบฝังลึก" แก่นักเรียน กล่าวคือ เน้นการประกบตัวต่อตัวให้ได้มากที่สุด มิหนำซ้ำก็มิได้มุ่งสอน หรือก้มหน้าก้มตาถ่ายทอดแต่เฉพาะเรื่องดนตรี ขับร้อง นาฏศิลป์และงานฝีมืออื่นๆ หากแต่ให้ความสำคัญต่อ “เรื่องราวชีวิต” ของนักเรียนควบคู่กันไป เสมือนการจัดการความรู้และความรักไปพร้อมๆ กันนั่นเอง

ในทำนองเดียวกันนี้ ผมชื่นชมมากอีกเรื่องก็คือ เมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมในแต่ละวัน จะมีการประชุมประเมินผลการเรียนรู้ประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม มีการประเมินศักยภาพของนิสิตและนักเรียนรู้ร่วมกัน เป็นการประเมินผลเพื่อปรับแผนในวันถัดไป มิใช่ทำให้เสร็จๆ แต่ไม่ใส่ใจว่าผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้จะเป็นเช่นใด

ทั้งปวงนี้-- ผมถือว่าเป็นกระบวนการสร้างคน สร้างงานที่เด่นชัด และควรค่าต่อการปรบมือให้ –




ว่าด้วยการมีส่วนร่วม

งานค่ายของชาววงแคนในครั้งนี้ สะท้อนประเด็นการมีส่วนร่วมหลากหลายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น มีรุ่นพี่ ทั้งที่เป็นศิษย์เก่าและเจ้าหน้าที่เข้าไปเยี่ยมยามถามข่าวและร่วมหนุนเสริมกิจกรรมในบางกิจกรรมเป็นระยะๆ

กรณีชุมชนนั้นก็เห็นเด่นชัดว่าชุมชนที่หมายถึง โรงเรียน-หมู่บ้านก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากการต้อนรับขับสู้จัดเตรียมเครื่องนอนหมอนผ้าห่ม รวมถึงอาหารการกินและน้ำท่าก็ลำเลียงมาสู่นิสิต ถึงจะไม่มากมายและใหญ่โต แต่ก็เป็นความงดงามในเรื่องของการมีส่วนร่วมที่นิสิตต้องถอดรหัสการเรียนรู้ให้ละเอียด




แต่สำหรับผมแล้ว --- ผมมองว่าเป็นการมีส่วนร่วมนี้เป็นประเด็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะการมีส่วนร่วมที่แท้จริง ไม่สมควรติดกับดักอยู่แค่เรื่องข้าวปลาอาหารและการพักนอนเท่านั้น แต่ควรต้องออกแบบการเรียนรู้ให้ทะลุไปมากกว่านั้น

ใช่ครับ --- จะดีมากๆ หากนิสิตจัดกิจกรรมการเรียนรู้บริบทชุมชนให้มากกว่านี้ และเรียนเชิญปราชญ์ชาวบ้านในแขนงต่างๆ มาเป็นวิทยากรร่วมกับนิสิต มิใช่นิสิตอบรมเชิงปฏิบัติการและถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนโดยใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางเสียทั้งหมด ทั้งๆ ที่ชุมชนแห่งนั้นมีปราชญ์ชาวบ้านหลงเหลืออยู่อย่างมากโข

เพราะกระบวนคิดที่ผมว่านี้คือกระบวนทัศน์ค่ายอาสาพัฒนาในมิติ เรียนรู้คู่บริการ ที่นิสิตควรตระหนักให้แน่นหนัก หากสามารถทำได้ ย่อมเป็นอีกทางหนึ่งของการกระต้นให้ชุมชนได้กลับมามอง “ทุนทางสังคม” ของตนเอง และใช้ทุนทางสังคมดังกล่าวเป็นระบบและกลไกในการพัฒนาชุมชนตนเอง เสมือนการเพาะพันธุ์พืชผลด้วยเมล็ดและรากของพืชพันธุ์เหล่านั้น หาใช่เป็นพืชพันธุ์ใหม่ที่นำมาจากที่อื่น โดยขาดการเรียนรู้สภาพภูมิอากาศของพื้นที่ว่าเอื้อต่อพืชพันธุ์ใหม่นั้นแค่ไหน

และหากเป็นเช่นผมว่า นิสิตเองก็ย่อมได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพตนเองจากผู้รู้อันเป็นปราชญ์ชาวบ้านไปพร้อมกัน

รวมถึงการไม่แยกส่วนการเรียนรู้ที่หมายถึงจัดค่ายในโรงเรียน แต่ไม่ยอมที่จะออกสู่การเรียนรู้ชุมชน ไม่ท่องตระเวนเข้าไปยังสถานที่สำคัญๆ ของชุมน เช่น วัด หรือพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวาดภาพนั้น หากออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้คมชัดมากขึ้นด้วยการให้นักเรียนได้วาดภาพเรื่องราวชุมชนของตนเอง - ผมว่าจะยิ่งน่าสนใจ แถมยังเป็นกระบวนการกระตุ้นให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และมีจิตสำนึกรักษ์ท้องถิ่นของตัวเอง




บทส่งท้าย

เหนือสิ่งอื่นใดต้องขอชื่นชมพลังจิตใจของชาววงแคนที่ไม่ย่อท้องอมืองอเท้าจนไม่ไปออกค่ายฯ เพราะการกล้าหาญที่จะไปออกค่ายเช่นนี้ คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว ที่เหลือคือการเรียนรู้ที่จะย่อยอดความสำเร็จและการเรียนรู้ที่จะสะสางปัญหา เพื่อข้ามพ้นไปสู่ฝั่งฝันร่วมกัน

ถึงแม้จะเผชิญปัญหาในเรื่องงบประมาณ หรือกระทั่งอากาศอันหนาวเหน็บ รวมถึงภาวะสมาธิสั้นของนักเรียนก็เถอะ สิ่งเหล่านี้ชาววงแคนก็ได้เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา “หน้างาน” (สถานการณ์เฉพาะหน้า) อย่างมีพลัง ทั้งในเชิงปัจเจกบุคคลและร่วมสะสางปัญหาร่วมกันอย่างเป็นทีม

มิหนำซ้ำยังได้ “เข้าใจตัวตน” ของ “ตนเอง” มากขึ้น กล่าวคือ เข้าใจความเป็นปรัชญาของชมรม – เข้าใจจุดมุ่งหมายของโครงการนี้มากขึ้น เข้าใจอุปนิสัยของเพื่อนร่วมชมรม เข้าใจหลักในการทำงานร่วมกัน เข้าใจหลักคิดของการออกค่ายบนฐานวัฒนธรรม ฯลฯ

แต่ที่แน่ๆ ต้องชื่นชมและร่วมยินดีด้วยเป็นที่สุด เพราะหลังจากค่ายครั้งนี้ได้ยุติลง หยาดเหงื่อแรงคิดของนิสิตก็ผลิบานออกดอกออกผลอย่างน่าชื่นใจ เพราะวันนี้โรงเรียนและนักเรียนกลุ่มดังกล่าว ได้ตื่นตัวต่อกิจกรรมที่ว่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ดังจะเห็นได้จากการออกแสดงศิลปวัฒนธรรมในวาระต่างๆ ของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมภายในโรงเรียนและกิจกรรมในระดับหมู่บ้าน – ตำบล

หรือกระทั่งการที่นักเรียนลงมือจัดตกแต่งนิทรรศการ หรือมุมเล็กๆ น้อยๆ ในอาคารเรียน และสถานที่สำคัญๆ ของโรงเรียน สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่แตะต้องสัมผัสได้อย่างไม่ต้องกังขา

ผมว่านี่แหละคือความท้าทายที่เริ่มสำเร็จและเป็นมรรคเป็น – ขอปรบมือให้นะครับ

เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยฯ เองก็เถอะ อาจคงต้องทบทวนแผนพัฒนา “วงแคน” อีกครั้งอย่างแท้จริง เพราะงานค่ายในทำนองนี้อาจหมายถึงกระบวนการพัฒนาศักยภาพของนิสิตที่ดีไม่แพ้การรอวันเวลาเข้าร่วมแต่เฉพาะโครงการไฟล์บังคับเท่านั้น !

หรือไม่ก็กลับสู่การทบทวนตั้งแต่นโยบายการรับนิสิตเข้ามาศึกษา -รับมาแล้วต้องดูแลอย่างไร -จะพัฒนานิสิตคู่กับพัฒนาพี่เลี้ยงอย่างไร-จะเชื่อมโยงภาคีมาหนุนเสริมอย่างไร-จะพานิสิตกลุ่มนี้ไปท่องโลกในฐานะของฑูตวัฒนธรรมอย่างไร



ภาพ : วงแคน
บันทึกเรื่อง : วันที่ 25 เมษายน 2559

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ว้าวๆ เด็กๆ .... เรียนรู้ .... สืบสาน ในงานศิลปะ ... อย่างมีความสุขนะคะ


ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

Dr. Ple

...

ครับ ภาพนี้ เป็นภาพที่นักเรียนแสดงบนเวที เป็นผลพวงการเรียนรู้นั่นแหละครับ นำสิ่งที่พี่นิสิตได้อบรม ถ่ายทอดและฝึกฝนให้มาแสดงบนเวทีให้ครู ให้ผู้ปกครองและพี่ๆ นิสิตได้ดูได้ชม ชื่นใจตรงที่โรงเรียนและนักเรียนสามารถต่อยอดกันได้ -

นี่คือผลสำเร็จเล็กๆ ที่เป็นรูปธรรมของคนค่ายฯ ครับ

ขม1 เป็นเรื่องเล่าที่ผ่านการจัดการความรู้ ให้ได้เกิดการเรียนรู้ตาม ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

ชม2 แนวคิดการให้นิสิตได้มองเห็นคุณค่าของพื้นฐานชุมชนเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะพัฒนาแบบมีส่วนร่วมให้กับนิสิต เพราะหลายครั้งที่เมื่อนิสิตได้รับทผู้ให็แล้วอาจหลงลืมถึงการเป็นเด็กในสายตามชุมชน และหลายครั้งที่เราเห็นราชการนำนโยบายไปส่งลงพื้นที่โดยที่ไม่ได้ผลอะไร เพราะไม่ได้สืบทวนความต้องการแท้จริงและต้นทุนของพื้นที่ก่อนที่จะลงมือเปลี่ยนแปลงพัฒนา หากอาจารย์ได้ปลูกฝังไว้กับนิสิตตั้งแต่ตอนเรียนแล้วในอนาคตน่าจะเห็นการบูรณาการการนำองค์ความรู้ไปพัฒนาในพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น

ปรบมือรัวๆ ค่ะ

เขียนเมื่อ 

กิจกรรมได้เรียนรู้ทั้งนิสิตและชุมชน

อ่านแล้วได้ความรู้มาก

นักเรียนตัวเล็กๆจะได้เรียนรู้ศิลปะ ไปด้วยเลย

ขอบคุณมากๆครับ