ความเป็นผู้นิพนธ์ (Authorship)


ผมได้รับอีเมล์จาก รศ. ดร. ปกรณ์ สิงห์สุริยา อาจารย์สังกัดคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดังต่อไปนี้

ผมมีประเด็นที่เป็นความกังวลที่ใคร่จะสื่อสารกับท่านอาจารย์ครับ ประเด็นเรื่องความเป็นผู้นิพนธ์ (authorship) ครับ

ตอนนี้เป็นประเด็น จากมหาวิทยาลัยต้องการให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ใส่ชื่อในงานตีพิมพ์ ของนักศึกษา เพื่อเพิ่ม ranking ให้มหาวิทยาลัย

ถ้ามีชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาปรากฏ แปลว่าอาจารย์ที่ปรึกษาต้องเป็นผู้นิพนธ์ ตามหลักสากล “ผู้นิพนธ์” ต้องเป็น (ก) ผู้วิจัย และ (ข) ผู้เขียน ในเวลาเดียวกัน ประเด็นนี้อ่านใน “มาตรฐานการเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงาน ทางวิชาการ” ของ วช. อาจจะไม่ชัด เพราะในส่วนความเป็นผู้เขียน บอกว่า “ มีส่วนร่วมในการเขียนหรือตรวจสอบ บทความวิจัย…” แต่ถ้าอ่านภาษาอังกฤษของ ICMJE จะชัดว่าต้องลงมือเขียนครับ “Drafting the work or revising it critically…” (http://www.icmje.org/recommendations/browse/roles-and-responsibilities/defining-the-role-of-authors-and-contributors.html)

มาตรฐานสากลที่ยึดในสังคมศาสตร์จะชัดเจนมากกว่า ICMJE และเป็นเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่ามาก ซึ่งไม่น่าแปลกใจครับเพราะสังคมศาสตร์ทำงานกับคนในฐานะคน ไม่ใช่วัตถุสำหรับตัดเฉือน จึงต้องให้ความสำคัญกับการเคารพคนอื่น ผมขออนุญาตยกข้อความนี้มาครับ “the following do not necessarily qualify for authorship: providing funding or resources, mentorship, or contributing research but not helping with the publication itself.” (http://www.apa.org/research/responsible/publication/) ประเด็นสุดท้ายบอกถึงขนาดว่าแม้เป็น (ก) ผู้วิจัย แต่ไม่เป็น (ข) ผู้เขียน ก็ไม่ควรใส่ชื่อเป็นผู้นิพนธ์ในงานตีพิมพ์ครับ

ท่านน่าจะทราบดีในรายละเอียดเหล่านี้แล้ว แต่ความเป็นจริงก็คือน่าแปลกว่าอาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ทราบครับ บางทีมาอ้างว่ามีส่วนร่วมในการวิจัยของนักศึกษาด้วยการให้คำแนะนำ ทั้งๆ ที่การให้คำแนะนำกับการเป็นนักวิจัย เป็นงานที่แตกต่างกัน และแม้จะเป็นนักวิจัยแต่ถ้าไม่เป็นผู้เขียน ก็ไม่ครบเงื่อนไขครับ

ปัญหาสำคัญที่ตามมาก็คือถ้ามหาวิทยาลัยบังคับให้ใส่ชื่อที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ไม่ได้มีคุณสมบัติเป็น (ก) ผู้วิจัย และ (ข) ผู้เขียน ก็แปลว่ามหาวิทยาลัยออกระเบียบบังคับให้ทำผิดจริยธรรมครับ อันนี้เป็นข้อกังวลหลักครับถ้าจะบังคับใส่ชื่อ จะต้องให้แน่ใจว่ามีคุณสมบัติของผู้นิพนธ์ครบถ้วน ซึ่งไม่ทราบ จะทำอย่างไรและการให้ไปตกลงกับนักศึกษาเองถือเป็นความเสี่ยงเพราะในฐานะที่มหาวิทยาลัยมหิดลมี IRB คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ vulnerability ของนักศึกษาครับ

การมีชื่อปรากฏในผลงานตีพิมพ์เป็นผลประโยชน์อย่างหนึ่ง ขนาดระดับมหาวิทยาลัยเองยัง (ดูจะ) ไม่คำนึงถึงจริยธรรมและมุ่งหวังลาภยศจากสิ่งนี้ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยย่อมเป็นเช่นนั้นไม่ต่างกันครับ เรื่องนี้จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนอย่างมากครับ โดยเฉพาะในสายสังคมศาสตร์ ซึ่งพบว่าไม่เข้าใจจริยธรรม ความเป็นผู้นิพนธ์ครับ ถ้ากล่าวอย่างไม่สุภาพ ต่อไปจะมีการ “ทำฟาร์มนักศึกษา” เพื่อผลิตงานตีพิมพ์ อาจารย์รอใส่ชื่ออย่างเดียวครับ

ถ้าให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักเป็นคนเดียวที่มีชื่อก็จะเกิดปัญหาอื่นอีกคือละเมิดหรือเอาเปรียบอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่นมีคุณสมบัติเป็น (ก) ผู้วิจัย และ (ข) ผู้เขียน แต่ไม่ปรากฏชื่อเป็นผู้นิพนธ์ ก็จะมีการละเมิดจริยธรรมซ้ำสองครับ

ด้วยความกังวลนี้ ผมจึงใคร่ขอเรียนมาให้ท่านอาจารย์ทราบครับ ด้วยตระหนักในคุณธรรม ของท่านอาจารย์ครับ หากผิดพลั้งประการใด ต้องขออภัยท่านอาจารย์ด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ปกรณ์ สิงห์สุริยา



ต่อมาท่านรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศ. นพ. บรรจง มไหศวริยะ ได้ส่งเอกสาร University of Malaya Policy on Authorship มาให้ เอกสารนี้อ่านหรือ ดาวน์โหลด ได้ ที่นี่ จะเห็นว่าเขาเขียนกำหนดไว้รัดกุมมาก โดยเป้าหมายของข้อกำหนดนี้ก็เพื่อ ดำรง “academic and scholarly integrity” จะเห็นว่า ความรับผิดรับชอบของ ผู้นิพนธ์ ไม่ได้มีแค่ตอนเขียน ใส่ชื่อ และส่งไปลงตีพิมพ์ เท่านั้น แต่ยังต้องรับผิดชอบหลังการตีพิมพ์แล้วด้วย

เช้าวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๙ ผมนัด รศ. ดร. ปกรณ์, ศ. นพ. บรรจง มไหศวริยะ รองอธิการบดี, และ ศ. พญ. พัชรีย์ เลิศฤทธิ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มาหารือกัน และท่านอธิการบดี ศ. (คลินิก) นพ. อุดม คชินทร มาร่วมแจมด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้มีการละเมิดจริยธรรมวิชาการ

สรุปว่า เป็นที่เห็นพ้องกันว่า การเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ไม่ถือเป็นผู้ร่วมวิจัย การทำหน้าที่ mentor ไม่นำไปสู่ authorship และการที่อาจารย์ที่ปรึกษาจะร่วมเป็นผู้นิพนธ์ในรายงานผลการวิจัยจากวิทยานิพนธ์ได้ อาจารย์ต้องมีบทบาท ๒ อย่าง คือ เป็นผู้ร่วมวิจัย และร่วมเขียน

เห็นพ้องกันว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ต้องการเพิ่ม engagement ของอาจารย์ที่ปรึกษาต่องานวิจัยวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษาที่อยู่ภายใต้การดูแล เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของนักศึกษา และยกระดับคุณภาพของวิทยานิพนธ์ ไม่ใช่เพื่อเพิ่ม impact factor ของมหาวิทยาลัยเป็นเป้าหมายหลัก

เอามาเล่า เพื่อจะบอกว่า วงการอุดมศึกษาต้องระมัดระวังเรื่องความเป็นผู้นิพนธ์ (authorship) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ตามลิ้งค์ข้างบน เพื่อป้องกันการปฏิบัติผิดจริยธรรมวิชาการ



วิจารณ์ พานิช

๑๖ มี.ค. ๕๙

590324, จริยธรรมวิชาการ, ความเป็นผู้นิพนธ์, authorship, ปกรณ์ สิงห์สุริยา, มหิดล, จริยธรรม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (1)

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสรุปค่ะ