วิชาภาวะผู้นำ 2/2558 : กระบวนการเรียนรู้เรื่องผู้นำและภาวะผู้นำ (กึ่งบรรยายกึ่งปฏิบัติการ)

กล้าคิด (brave to think) กล้าทำ (brave to take action) กล้ารับผิดชอบ (brave to take responsibility) อันเป็น Soft Skill ที่ผู้นำนิสิตยุคใหม่ที่ควรต้องมี เพราะเป็นทักษะส่วนบุคคลที่สัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Quotient) อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะหนุนส่งให้นิสิตเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำและประสบความสำเร็จในโลกแห่งการทำงานและชีวิต





การเรียนการสอนว่าด้วยเรื่อง "ผู้นำและภาวะผู้นำ" โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร (คณบดีคณะศึกษาศาสตร์) เมื่อวันที่ 25-26 มกราคม 2559 เป็นอีกหนึ่งกระบวนการของการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ

ความน่าสนใจมีสองประเด็นหลัก คือ เนื้อหาที่เกี่ยวโยงเป็นแก่นสารหลักกับชื่อของรายวิชานี้ (วิชาภาวะผู้นำ) และรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนที่เป็นกระบวนการ อันหมายถึงการบูรณาการระหว่างทฤษฎีผ่านการบรรยายและการสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน –ผู้เรียนกับผู้เรียน หรือกระทั่งการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน (Self-Learning) ผ่านสื่อสร้างสรรค์ หรือบุคคลต้นแบบอันเป็นกรณีศึกษา


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร (คณบดีคณะศึกษาศาสตร์)



นิยามความหมายผ่านกรณีศึกษา : สำรวจต้นทุนความรู้และโลกทัศน์ว่าด้วยผู้นำในมุมของผู้เรียน

ผมชื่นชอบกระบวนการจัดการเรียนการสอน หรือการจัดการเรียนรู้ในชั่วโมงนี้ไม่แพ้ชั่วโมงอื่นๆ ถึงแม้นิสิตจะนั่งพื้นเรียนก็เถอะ แต่การนั่งพื้นก็มีนัยสำคัญหลายประการ อย่างน้อยก็พยายามสื่อให้นิสิตได้เรียนรู้ถึงรูปแบบการออกแบบการเรียนรู้ หรือกระทั่งการฝึกความอดทน และอื่นๆ ที่ยังไม่ขอเฉลยในห้วงนี้

นอกจากนั้นยังใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนอย่างน่าชื่นชม เพราะ "บรรยายไปตั้งคำถามไป" ในบางคำถามมุ่งเพียงสะกิดเตือนให้ผู้เรียนขบคิดหาคำตอบด้วยตนเองอย่างเงียบๆ ขณะที่ในบางคำถามหยั่งลึกกระบวนการด้วยการเชื้อเชิญ หรือกระทั่ง “โยนไมค์” ให้ผู้เรียนได้ร่วมตอบคำถามเป็นรายบุคคล เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในชั้นเรียน รวมถึงการที่ผู้สอนเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ติดยึดหรือพันธนาการตนเองไว้กับโต๊ะและสื่อบรรยายจนไร้ชีวิตและดูห่างเหินกับผู้เรียน

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบการเรียนการสอนที่ไม่ “ยัดเยียด” ให้กับผู้เรียน -
การเรียนการสอนในวันนี้ก็เช่นกัน แทนที่จะบรรยายภาคทฤษฎีโดยตรงว่า ...

  • ผู้นำ คืออะไร-อย่างไร
  • ภาวะผู้นำ คืออะไร-อย่างไร

ตรงกันข้ามกับหยิบยกเอา “บุคคลสำคัญในสังคมโลก” มาสื่อสารเป็นโจทย์การเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน มีทั้งที่ผู้สอนบอกเล่าลักษณะความเป็นผู้นำของบุคคลเหล่านั้นโดยตรง อีกส่วนหนึ่งก็ชวนให้ผู้เรียนได้ร่วมวิเคราะห์ถึงคุณลักษณะสำคัญๆ ของบุคคลเหล่านั้นไปพร้อมๆ กัน

กระบวนการเช่นนี้ผมมองว่า ท้าทายต่อการเรียนรู้ค่อนข้างมาก มิหนำซ้ำยังเสมือนการประเมินความรู้และโลกทัศน์ของผู้เรียนไปในตัวว่า “แท้ที่จริงแล้ว ผู้เรียน (นิสิต) มีความรู้รอบตัวในเรื่องเหล่านี้แค่ไหน หรือมีความรู้เกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้สักกี่มากน้อย” ซึ่งเป็นกลยุทธหนึ่งในการสกัดให้เราได้รู้ว่า "ผู้เรียนรู้เท่าทันต่อสังคมโลกแค่ไหน หรือผู้เรียนมีใครเป็นผู้นำ (ฮีโร่) ในดวงใจบ้าง"






ผู้นำ ภาวะผู้นำ : เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษา

สำหรับการเรียนการสอนครั้งนี้ ผู้สอน (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร) ได้หยิบยกกรณีศึกษาผ่านบุคคลสำคัญของสังคมโลกทั้งจากอดีตและปัจจุบันอันหลากวิชาชีพ ซึ่งมีทั้งที่ยังคงมีชีวิตและไร้ซึ่งลมหายใจ (หากแต่เป็นตำนานกล่าวขานไม่รู้จบ) โดยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ร่วมวิเคราะห์บุคลิกลักษณะอันโดดเด่นของแต่ละคน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ความเป็นผู้นำและภาวะผู้นำของแต่ละคน เช่น

  • ปู่เย็น
  • LEE KUAN YEW
  • KOH CHOK TONG
  • Charls Darwin
  • Jack Welch
  • Barack Oblama
  • แองเจลิน่า โจลี่
  • โรเจอร์ แบนนิสเตอร์
  • จอห์น สตีเฟน อัควารี
  • Henry Ford
  • บัณฑิต อึ้งรังสี
  • Steve Jobs
  • Muhammad Ali




ผมมองว่ากระบวนการเช่นนี้ท้าทายผู้เรียนมาก ผมเชื่อว่าหลายคนจะตั้งคำถามกับตนเองว่าเขาเหล่านั้นคือใคร หรือกระทั่งรู้อยู่แล้วว่าเขาเหล่านั้นเป็นใคร มีคุณสมบัติใดที่โดดเด่นจนกลายเป็นปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินชีวิตและกลายเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำอย่างน่าศึกษา

ผมชอบบรรยากาศเช่นนี้ โดยเฉพาะการหยิบจับเอา “วลี” สำคัญๆ ของแต่ละคนมาให้นิสิตได้ศึกษาและร่วมวิเคราะห์ สังเคราะห์ความหมายของวลีเหล่านั้นร่วมกัน เพราะนั่นคือหมุดหมายของการใช้ชีวิตและทำงานของบุคคลเหล่านั้น เช่น ....

  • "Stay hungry - foolish"อันเป็นวลีเลื่องชื่อของ Steve Jobs ซึ่งมีความหมายเชิงปรัชญาเกี่ยวกับ “การตระหนักถึงความถ่อมตนและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” เพราะนั่นคือบันไดแห่งการเติบใหญ่ของชีวิตและการงาน

  • “CHANGE ..You can believe in..” วาทะอันทรงพลังของประธานาธิบดี Barack Oblama ที่ปลุกเร้าให้ผู้คนก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน ไม่ติดกับดักกับเรื่องเก่าล้าสมัย ไม่มีชนชั้น เพราะมนุษย์คือสัตว์โลกผู้ชาญฉลาดและเท่าเทียม

  • “ประเทศของผมไม่ได้ส่งผมมาเพื่อวิ่งแข่ง แต่ส่งผมมาเพื่อวิ่งให้เสร็จ” ถ้อยคำของจอห์น สตีเฟนอัควารี แห่งแทนซาเนีย ที่กล่าวไว้ในโอลิมปิก ปี 2511 ซึ่งบ่งบอกถึงนัยสำคัญแห่งชีวิตในโลกการแข่งขันว่าแท้ที่จริงแล้วเราล้วนต้องแข่งกับตัวเอง มิใช่แข่งกับผู้อื่น ชัยชนะที่แท้จริงคือการชนะตัวเอง และชัยชนะในโลกแห่งการแข่งขันก็มิได้อยู่เหนือมิตรภาพ รวมถึงการจริงจังและจริงใจต่อหน้าที่คือคุณค่าของความเป็นมนุษย์





หรือกระทั่งกรณีศึกษาผ่าน ฮีโร่ในแบบไทยๆ อย่าง “ปู่เย็น” (นายเย็น แก้วมะณี) ก็ถูกนำมาเป็นกรณีศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะนี่คือคนจริงของต้นแบบแห่งการพึ่งตนเอง เคารพต่อวิถีพอเพียง และเข้าใจสภาวะความเปลี่ยนผันของโลกและชีวิตในแบบ “ธรรมะ” อันหมายถึง “ความไม่เที่ยง”

ใช่ครับ-พอพูดถึง “ปู่เย็น” บุคคลอันเป็นต้นแบบในนิยาม “ผู้นำ” ตามแบบฉบับ “คนไทย” ของเรา ก็ทำให้ผมอดคิดถึงสำนวนไทยจำนวนหนึ่งไม่ได้ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นคุณลักษณะของผู้นำและภาวะผู้นำที่พบเห็นหลากล้นในปัจจุบัน เป็นต้นว่า

  • ไม้หลักปักเลน
  • สองหัวดีกว่าหัวเดียว
  • เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง
  • น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า
  • ตีลูกต่อหน้าแขก
  • ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
  • รักวัวให้ผูกรักลูกให้ดี ฯลฯ

หรือกระทั่งวาทกรรมที่ผมชอบพูดมานานหลายปี คือ กล้าคิด (brave to think) กล้าทำ (brave to take action) กล้ารับผิดชอบ (brave to take responsibility) อันเป็น Soft Skill ที่ผู้นำนิสิตยุคใหม่ที่ควรต้องมี เพราะเป็นทักษะส่วนบุคคลที่สัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Quotient) อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะหนุนส่งให้นิสิตเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำและประสบความสำเร็จในโลกแห่งการทำงานและชีวิต –





ท้ายที่สุด

จากภาพรวมข้างต้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ซับซ้อนซ่อนปมเลยก็คือ ความเป็นผู้นำ เกี่ยวโยงกับสังคม /องค์กร อย่างหลุดพ้นไม่ได้ ...
และจากภาพรวมข้างต้น ผู้เรียนเมื่อเรียนรู้ผ่านกระบวนการกึ่งทฤษฎีและปฏิบัติการเช่นนี้แล้ว ย่อมเข้าใจและมั่นใจที่จะนิยามความหมายของคำว่าผู้นำและภาวะผู้นำได้ด้วยตนเอง-

หรืออย่างน้อยก็พอที่จะเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว ผู้นำก็คือคนที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแกนนำ หรือหัวหน้าเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการองค์กรอย่างมีส่วนร่วมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน

ซึ่งคำว่า "ร่วมกัน" ก็หมายถึง ความเป็น "ทีม" นั่นเอง
และความเป้นทีมที่ว่านั้น ก็คือส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น "ภาวะผู้นำ" ดีๆ นั่นเอง

ที่สุดแล้ว ยังได้หยิบยกผลการวิจัย กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2550) และเอแบคโพล และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาสะท้อนให้ผู้เรียนได้ขบคิด ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์เป็น “นิสิต” เช่น

มิติการใช้ชีวิตของนักศึกษาไทย

- 23% ทำงานรายได้พิเศษ

- 62% เล่นกีฬา/ออกกำลังกายเป็นประจำเฉลี่ยวันละ 75 นาที

- 47% อยู่บ้าน/หอเพื่อนเป็นประจำ เฉลี่ยวันละ 113 นาที

- 49% กินเหล้า

- 23% สูบบุหรี่

- 31% เที่ยวกลางคืนวันเสาร์-อาทิตย์

- 17% เล่นพนันบอล

- 27% เล่นหวยบนดิน

- 30% ยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว

- 20% อยากทำศัลยกรรมปรับปรุงภาพลักษณ์


มิติสื่อการเรียนรู้ของนักศึกษาไทย

- 91% มีโทรศัพท์มือถือ

- 23% ส่ง sms ทุกวัน

- 16% โหลดภาพเพลงทุกวัน

- 34% เล่นเกมคอมพิวเตอร์/เกมออกไลน์เป็นประจำ

- พูดโทรศัพท์ 74 นาทีต่อวัน ดูทีวี 154 นาที ต่อวัน

- 56% เข้าเน็ตทุกวันเฉลี่ยวันละ 105 นาที

- 39% ดู VCD โป๊

- 27% ดูเว็ปโป๊

- 30% ดูการ์ตูนโป๊

- อ่านหนังสือ 81 นาทีต่อวัน ทำการบ้าน/รายงาน 86 นาทีต่อวัน

- 35% โดดเรียนอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์

- 9% เรียนพิเศษ เสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคอร์สละ 2,000 บาท


มิติปัญหา/ภาวะเสี่ยงชีวิตของนักศึกษาไทย

- 18% เคยพบเป็นการเสพติดในสถานศึกษาในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

- 6% เคยถูกขู่กรรโชกทรัพย์

- 9% เคยถูกทำร้ายร่างกายในสถานศึกษาในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

- 2% ออกกลางคัน

- 3% ย้ายสถานศึกษา

- เยาวชนต่ำกว่า 25 ปี ก่อคดีอาชญากรรม 32,000 คดีต่อปี

- วัยรุ่นต่ำกว่า 19 ปี มาทำคลอดปีละ 70,000 คน

- เยาวชนต่ำกว่า 25 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ปีละ 7,000

...





ภาพโดย ทีมกระบวนกร และ
Kamonrat Leethahan



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (4)

-สวัสดีครับอาจารย์

-เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับมิติของการใช้ชีวิตของนักศึกษาไทย

-ทำอย่างไรที่จะลดทอนมิติเหล่านี้ลงได้บ้าง....

-สิ่งหนึ่งคงเป็นทัศนคติที่ดี....นะครับ...

-ด้วยความขอบคุณ..

-เก็บภาพ"การมุงดิน"มาฝากครับ..

เขียนเมื่อ 

มาทักทายพร้ิอมดอกไม้หอม ๆ จ้าา

เขียนเมื่อ 

กาพย์ยานี ๑๑

* ผู้นำ พึงสุภาพ.............ต้องกำราบ ทระนง
จองหอง ลำพองจง..........ระงับลง ด้วยธรรมา

* ผู้นำ พึงสดับ...............ใช่จ้องจับ โต้วาจา
ติชม หรือคือยา...............จงตรวจตรา สอบประเด็น

* ผู้นำ พึงฝากชื่อ............ให้ระบือ ดับทุกข์เข็ญ
ดุจลม ดั่งฝนเย็น..............เป็นที่พึ่ง ผองปวงชน

* ผู้นำ พึงซื่อสัตย์............ต้องขจัด ประโยชน์ตน
คลางแคลง ว่ารวยล้น.........อาจถูกก่น ประณามทราม

เขียนเมื่อ 

เริ่มวิเคราะห์จากบุคคลสำคัญ ค่อยย้อนฉุกคิดจากตัวนิสิตเอง จะอยากวางตนเองเป็นผู้นำแบบใด

เดี๋ยวติดตามต่อไปค่ะ