จุดกำเนิดของ "ภูมิรัฐศาสตร์" ( The origin of Geopolitics)

แทบไม่น่าเชื่อว่า 112 ปีหลังจากการนำเสนอเปเปอร์ฉบับนี้เป็นครั้งแรก ไอเดียของแม็คคินเดอร์ยังคงถูกนำมาใช้ในการเมืองระดับโลกอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง

เวลาผมศึกษาเปรียบเทียบระหว่างโครงการ "รางและเรือ" ของจีน (OBOR, 一带一路) เพื่อเปรียบเทียบกับแกรนด์ธีมของสหรัฐฯ "หกกลับใจกลางโลกสู่เอเชีย" Pivot to Asia ซึ่งประกอบไปด้วยทั้ง TPP และ Asia Pacific Common Security Framework ผมอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นผลมาจากพื้นฐานแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าพื้นฐานแนวคิดทางเศรษฐกิจ


จุดกำเนิดของไอเดียเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ก็มาจากเปเปอร์ที่เป็นรูปแนบนี่แหละ "The geographical pivot of history" (แกนหมุนทางภูมิศาสตร์ในประวัติศาสตร์) ที่ เซอร์ ฮาลฟอร์ด จอห์น แม็คคินเดอร์ (Sir Halford John Mackinder) นำเสนอ (คืออ่านเปเปอร์ฉบับนี้) ต่อที่ประชุมในสมาคมภูมิศาสตร์หลวง (Royal Geographic Society) ในอังกฤษ เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1904

ในช่วงปี 1904 ซึ่งกำลังเป็นช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 แม็คคินเดอร์เปรียบเทียบเอาไว้อย่างชาญฉลาดว่า นี่เป็นยุคที่ไม่มีแผ่นดินจะให้สำรวจอีกแล้ว แม้ในขณะนั้นกำลังมีการสำรวจของ Nansen และ Scott ที่สองขั้วโลก แต่เขาก็มองว่าจะไม่มีการค้นพบอะไรที่น่าแตกตื่นไปกว่าที่คาดเอาไว้อีก และถือเป็นการสิ้นสุดยุคการสำรวจ หรือ "Columbian epoch" ที่เริ่มขึ้นเมื่อ 400 ปีก่อน (In 400 years the outline of the map of the world has been completed with approximate accuracy, and even in the polar regions the voyages of Nansen and Scott have very narrowly reduced the last possibility of dramatic discoveries.)

(โดย Nansen สำรวจกรีนแลนด์และขั้วโลกเหนือ ในขณะที่ Scott สำรวจที่ขั้วโลกใต้ แต่ Scott จะไปไม่ถึงขั้วโลกใต้เขาจะเสียชีวิตในระหว่างการสำรวจและพ่ายแพ้ให้กับ Amundson นักสำรวจชาวนอร์เวย์ในปี 1912 เนื่องจากมีการเตรียมการที่ดีกว่า)



นอกจากเรื่องนี้ ไอเดียหลักของแม็คคินเดอร์ คือต้องการจะค้านแนวคิด "สมุทธานุภาพ" ที่เสนอไว้โดย อัลเฟรด เทเยอร์ มาฮาน ในหนังสือ "อิทธิพลของสมุททานุภาพต่อประวัติศาสตร์ในช่วงปี ค.ศ. 1660 - 1783" (The Influence of Sea Power Upon History: 1660–1783) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1890 ซึ่งมาฮานได้ทำการศึกษาบทบาทของกองทัพเรือและการขนส่งทางทะเลในช่วงศตวรรษที่ 17 - 18 และความขัดแย้งระหว่าง เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ สเปน และศึกษาว่าเพราะเหตุใดกองทัพเรือจึงส่งผลให้อังกฤษ ณ ขณะนั้น อยู่ในฐานะอำนาจนำในโลก อิทธิพลของหนังสือเล่มนี้ส่งผลให้มหาอำนาจพัฒนากองทัพเรือขึ้นขนานใหญ่ และยังมีบทบาทจนถึงทุกวันนี้ (บทบาทของกองทัพเรือทั้งหกของสหรัฐฯ ที่ควบคุมเสถียรภาพช่องทางการเดินเรือในโลก)


การแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ทั้ง 6



เพื่อที่จะโต้แนวคิดของมาฮานนี้ แม็คคินเดอร์ได้เสนอพื้นที่ที่ไม่สามารถถูกรบกวนจากสมุทานุภาพอย่างที่มาฮานได้นำเสนอ โดยเขาได้นำเสนอข้อมูลทางภูมิศาสตร์และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยสรุปว่าในโลกนี้มีอารยธรรมอยู่สามประเภท คือ (1) อารยธรรมแบบเมืองติดชายฝั่งทะเล (2) อารยธรรมของเมืองที่อยู่แถบลุ่มน้ำและทำกสิกรรม และ (3) อารยธรรมของพวกชนเผ่าเร่ร่อน (nomad) ในพื้นที่ท้องทุ่งหญ้าแบบสเต็ป โดยปกติอารยธรรมในแบบที่ 2 จะสามารถสั่งสมความมั่งและกำลังทหารได้จากการทำกสิกรรม แต่อารยธรรมในแบบที่ 1 จะมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายได้โดยการใช้การเดินเรือ ส่วนอารยธรรมแบบที่ 3 โดยปกติจะมีความมั่งคั่งและกำลังทหารน้อยกว่าสองแบบแรก แต่หากสามารถสั่งสมกำลังได้พวกเขาจะเข้าปล้นสะดมภ์และแย่งชิงเสบียงอาหารจากเมืองต่าง ๆ แล้วก็ถอยหนีไปอย่างรวดเร็วได้จากกองกำลังที่ใช้ทหารม้าเป็นหลัก ดังที่ปรากฎหลักฐานมาในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่สมัยโรมัน (เนื้อหาในส่วนนี้แม็คคินเดอร์มาตอบอย่างละเอียด ในการอภิปรายหลังการซักถามของผู้เข้าฟังปาฐกถา)

ด้วยในขณะนั้นรัสเซียได้มีการขยายพื้นที่ออกไปจากฝั่งยุโรปจนข้ามไซบีเรียไปจดมหาสมุทรแปซิฟิค รวมถึงการสร้างทางรถไฟยาว 6,000 ไมล์จาก Wirballen จากฝั่งตะวันตกจนถึง Vladivostok ที่ฝั่งตะวันออก ซึ่งเพิ่มความสามารถการเคลื่อนย้ายข้ามทวีปได้อย่างมหาศาล แม็คคินเดอร์เทียบการขยายพื้นที่ของรัสเซียนี้เข้ากับการขยายตัวอิทธิพลของมองโกล (There have been and are here the conditions of a mobility of military and economic power of a far-reaching and yet limited character. Russia replaces the Mongol Empire. Her pressure on Finland, on Scandinavia, on Poland, on Turkey, on Persia, on India, and on China, replaces the centrifugal raids of the steppeman.)

พร้อมกันนี้แม็คคินเดอร์ยังได้เสนออีกด้วยว่า พื้นที่ที่รัสเซียครอบครองอยู่นี้ (รวมไปถึงยุโรปตะวันออกซึ่งแชร์พื้นที่บางส่วนกับเยอรมนี) มีลักษณะถูกปิดล้อมจากปราการโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทะเลที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งทางตอนเหนือ ทะเลทราย และเทือกเขาอันกว้างใหญ่ทางตอนใต้ จึงมีลักษณะที่มีระบบเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงตนเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยการขนส่งทางเรือ และไม่ถูกรบกวนจากกองกำลังทางเรือ แม็คคินเดอร์จึงเรียกบริเวณเหล่านี้ว่า "Pivot Area" หรือจุดแกนโลก เขาจะเปลี่ยนชื่อนี้มาเป็น Heartland หรือใจโลก เมื่อมีการขยายแนวคิดและตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อ "อุดมคติเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นจริง: การศึกษาถึงการเมืองแห่งการฟื้นฟูบูรณะ" (Democratic Ideals and Reality: A Study in the Politics of Reconstruction) ในปี ค.ศ. 1919 ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1



ในที่นี้แม็คคินเดอร์เสนอไอเดียที่ค่อนข้างใหม่ในขณะนั้นคือเขาให้มองภาพว่า ทั้งทวีปยุโรป แอฟริกา และเอเชีย ความจริงเป็นเกาะขนาดใหญ่ใจกลางโลกที่มีพื้นที่เชื่อมโยงกัน และเขาเสนอให้ใช้ชื่อว่า "ยูโร-เอเชีย" (Euro-Asia) ตอนหลังจะเปลี่ยนมาเรียกว่า "ยูเรเชีย" (Eurasia) ในพื้นที่ที่ถัดออกมาคือยุโรปตะวันตก ตะวันออกกลาง อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีนแถบชายฝั่งทะเล แม็คคินเดอร์จะเรียกว่า "พื้นที่เสี้ยววงเดือนชายขอบ หรือตอนใน" (Inner or marginal crescent" ในขณะที่บริเวณรอบนอกออกไปอีก ซึ่งประกอบไปด้วย ทวีปอเมริกาทั้งตอนเหนือตอนใต้ อาฟริกาใต้ ไปจนถึงออสเตรเลีย จะถูกเรียกว่า "พื้นที่เสี้ยววงเดือนของเกาะทวีป หรือตอนนอก" (Lands of outer or insular crescent) ส่วนญี่ปุ่นและอังกฤษ จะเป็นเกาะที่อยู่ระหว่างพื้นที่เสี้ยววงเดือนตอนในและตอนนอกนี้ โดยเฉพาะพื้นที่เสี้ยววงเดือนทั้งตอนในและตอนนอกนี้เองที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของสมุททานุภาพ

ภายหลัง นิโคลัส จอห์น สปิคแมน (Nocholas John Spykman) จะใช้ไอเดียของแม็คคินเดอร์ในการนำเสนอทฤษฎีการปิดล้อม (Theory of containment) แต่เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาไม่ได้นำเสนออะไรใหม่ อาทิเช่น พื้นที่เสี้ยววงเดือนตอนใน จะถูกสปีคแมนเปลี่ยนชื่อเป็น พื้นที่ริมขอบ (Rimland) แทน แต่โดยส่วนใหญ่เขาก็เสนอแนวคิดที่กลับหัวกลับหางจากแม็คคินเดอร์ เช่นข้อเสนอที่เขาเสนอว่า "ใครควบคุมพื้นที่ริมขอบก็จะครองทวีปยูเรเชีย และใครที่ครองทวีปยูเรเชียก็จะควบคุมชะตากรรมของโลก" (Who controls the rimland rules Eurasia. Who rules Eurasia controls the destinies of the world.) ซึ่งก็ล้อข้อเสนอของแม็คคินเดอร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในภายหลัง ที่เขารำพึงรำพันผ่านบทกวีนายพลโรมันว่า "ใครครองยุโรปตะวันออก ก็เท่ากับควบคุมพื้นที่ใจโลก; ใครที่ครองใจโลก ก็เท่ากับควบคุมเกาะโลก; ใครที่ครองเกาะโลก ก็เท่ากับควบคุมโลก" (Who rules East Europe commands the Heartland; Who rules the Heartland commands the World-Island; Who rules the World-Island commands the World.) ในหนังสืออุดมคติเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นจริงฯ ในภายหลัง ไม่ใช่ในปาฐกถาที่สมาคมภูมิศาสตร์หลวงที่นำเสนอเปเปอร์นี้



แต่ในความเป็นจริงก็กลับไม่ใช่สปิคแมน ที่มีอิทธิพลต่อ "ทฤษฎีปิดล้อม" ที่สหรัฐฯ นำมาใช้ในช่วงสงครามเย็นจริง ๆ หากแต่เป็นข้อเสนอของ มิสเตอร์ เอ็กซ์ ในข้อเขียนที่ชื่อว่า "จุดกำเนิดพฤติกรรมของโซเวียต" (The sources of Soviet conduct) ซึ่งใช้ไอเดียภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้นำเสนอแผนการขยายอิทธิพลของโซเวียต ในนิตยสาร Foreign Affairs ในปี ค.ศ. 1947 ซึ่ง จอร์จ ฟรอสต์ เคนนัน (George Frost Kennan) ก็มาเปิดเผยตัวทีหลังว่าเขาคือมิสเตอร์เอ็กซ์ ที่เป็นผู้เขียนบทความนี้ น่าสนใจที่ว่าภายหลังที่สหรัฐฯ รับเอา "ทฤษฎีปิดล้อม" นี้ไปใช้ใน ลัทธิทรูแมน เขาก็กลับมาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้เสียเอง จนทำให้เขาถูกกันออกไปจากศูนย์อำนาจในสหรัฐฯ และเป็น เคนนัน ผู้นี้แหละที่อยู่เบื้องหลังนโยบายการฟื้นฟูยุโรปขนานใหญ่ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ หรือแผนการมาร์แชล

มีคนเข้าใจผิดว่าแม็คคินเดอร์เสนอแผนการครองโลก แต่ในความเป็นจริงพื้นฐานของเปเปอร์นี้ก็คือเรื่องการดุลอำนาจผ่านการเมืองระหว่างประเทศ เพียงแต่แทนที่จะนำเสนอเพียงเฉพาะตัวแสดงแทนที่เป็น รัฐชาติ ต่าง ๆ อย่าง traditional school ของการเมืองระหว่างประเทศ (คนที่อยู่ใน school นี้ก็อย่างเช่น แมทเทอนิค, บิสมาร์ค, และ คิสซิงเจอร์ เป็นต้น) แต่แม็คคินเดอร์นำเสนอการเมืองระหว่างประเทศภายใต้อิทธิพลของภูมิศาสตร์ และชี้ให้เห็นความสำคัญของพื้นที่ใจโลก ที่ปลอดอิทธิพลของสมุททานุภาพ อย่างที่มาฮานได้นำเสนอ ความเข้าใจผิดนี้ได้รับการแพร่ขยายไปเพราะการนำมาประยุกต์ใช้ของ คาร์ล เอิร์นสท์ เฮาโชเฟอร์ (Karl Ernst Haushofer) นักภูมิรัฐศาสตร์ของนาซีเยอรมัน ที่ใช้แนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ของแม็คคินเดอร์ทำการโฆษณาชวนเชื่อและสร้างแนวคิด "เลเบนสเราม์" (Lebensraum หรือ พื้นที่อยู่อาศัย) เพื่อสร้างความชอบธรรมของการขยายอิทธิพลของเยอรมนีไปในยุโรปตะวันออก ไอเดียภูมิรัฐศาสตร์ของแม็คคินเดอร์ที่ถูกเฮาโชเฟอร์มาประยุกต์ใช้นี้ (เรียกว่า Geopolitik) กลายเป็นแนวคิดชี้นำการเมืองระหว่างประเทศของฮิตเลอร์ เข้าใจว่าการที่ฮิตเลอร์ออกคำสั่งปฏิบัติการบาบารอซซ่าเพื่อโจมตีโซเวียตหลังจากที่เขาผนวกฝรั่งเศสได้ก็เป็้นเพราะแนวคิดเรื่องนี้ แต่เฮาโชเฟอร์คัดค้านไอเดียเรื่องนี้ของฮิตเลอร์ อิทธิพลของเฮาโชเฟอร์จึงถดถอยลงในภายหลัง


ดูตัวอย่างการใช้ประโยชน์ของ Geopolitics โดยนาซีเยอรมนี ซึ่งนำโดยเฮาโชเฟอร์ได้จากวิดีโอคลิปนี้ (ตั้งแต่นาทีที่ 3:31 เป็นต้นไป) แต่วิดีโอนี้ก็เป็นโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายอเมริกาที่ผิดข้อเท็จจริงไปมากเช่นกัน อาทิเช่นรายละเอียดการโจมตีโปแลนด์ และการพยายามปกป้องว่าโซเวียตพยายามช่วยปกป้องโปแลนด์ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่ แต่เป็นการร่วมมือกับเยอรมนีในการยึดครองโปแลนด์มากกว่า


ที่ผมอดคิดเกี่ยวกับโครงการของทั้งจีนและสหรัฐฯ ไม่ได้ที่พูดถึงไปข้างต้นนี้ เพราะในเปเปอร์นี้นอกจากที่แม็คคินเดอร์จะนำเสนอความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะกลายเป็นมหาอำนาจที่คุกคามต่อเสถียรภาพโลก เนื่องจากการครอบครองพื้นที่ใจโลก และการสร้างทางรถไฟข้ามทวีป ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการเคลื่อนย้ายทั้งเสบียงและกำลังทางทหาร เขายังได้เสนอความเป็นไปได้ว่านอกจากบทบาทของรัสเซียเองแล้วยังมีอีกสองความเป็นไปได้คือ (1) การที่เยอรมนีร่วมมือเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย หรือ (2) การที่ญี่ปุ่นหรือจีนจะเข้ามาครอบครองพื้นที่บริเวณใจโลกนี้แล้วขยายอิทธิพลเสียเอง ซึ่งความเป็นไปได้ในทางที่ (2) นี้อันตรายกว่า เพราะนอกจากการใช้ความได้เปรียบจากการขนส่งทางบกผ่านทางรถไฟในบริเวณใจโลกแล้ว ทั้งจีนและญี่ปุ่นยังสามารถใช้เส้นทางการเดินเรือทางทะเลในอีกโสตหนึ่งด้วย แม็คคินเดอร์ได้ระบุเรื่องนี้ในบทสรุปของเปเปอร์ดังนี้

In conclusion, it may be well expressly to point out that the substitution of some new control of the inland area for that of Russia would not tend to reduce the geographical significance of the pivot position. Were the Chinese, for instance, organized by the Japanese, to overthrow the Russian Empire and conquer the territory, they might constitute the yellow peril to the world's freedom just because they would add an oceanic frontage to the resources of the great continent, an advantage as yet denied to the Russian tenant of the pivot region.

ถ้าเรามองโครงการ "รางและเรือ" ของจีนแล้วก็ย่อมอดสงสัยไม่ได้ว่า จีนกำลังดำเนินตามข้อเสนอในเปเปอร์นี้ของแม็คคินเดอร์อย่างตรงไปตรงมาทีเดียว ในขณะที่คำประกาศในตอนแรกของ ฮิลลารี คลินตันที่ว่า "Pivot to Asia" แล้วภายหลังเปลี่ยนเป็น "Rebalancing to the pacific" ก็สะท้อนให้เห็นแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด แทบไม่น่าเชื่อว่า 112 ปีหลังจากการนำเสนอเปเปอร์ฉบับนี้เป็นครั้งแรก ไอเดียของแม็คคินเดอร์ยังคงถูกนำมาใช้ในการเมืองระดับโลกอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลง.

---

บรรณานุกรม:

(1) The Geographical pivot of history http://www.iwp.edu/docLib/20131016_MackinderTheGeo...

(2) Democratic Ideals and Reality: A Study in the Politics of Reconstruction http://mercury.ethz.ch/serviceengine/Files/ISN/139...

(3) The influence of sea power upon history, 1660-1783 https://archive.org/details/seanpowerinf00maha

(4) The Sources of Soviet Conduct

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ถอดรื้อ



ความเห็น (4)

[email protected]
IP: xxx.179.244.225
เขียนเมื่อ 

From the present time forth, in the post-Columbian age, we shall again have to deal with a closed political system, and none the less that it will be one of worldwide scope. Every explosion of social forces, instead of being dissipated in a surrounding circuit of unknown space and barbaric chaos, will be sharply re-echoed from the far side of the globe, and weak elements in the political and economic organism of the world will be shattered in consequence. There is a vast difference of effect in the fall of a shell into an earthwork and its fall amid the closed spaces and rigid structures of a great building or ship. Probably some half-consciousness of this fact is at last diverting much of the attention of statesmen in all parts of the world from territorial expansion to the struggle for relative efficiency.It appears to me, therefore, that in the present decade we are for the first time in a position to attempt, with some degree of completeness, a correlation between the larger geographical and the larger historical generalizations. For the first time we can perceive something of the real proportion of features and events on the stage of the whole world, and may seek a formula which shall express certain aspects, at any rate, of geographical causation in universal history. If we are fortunate, that formula should have a practical value as setting into perspective some of the competing forces in current international politics. The familiar phrase about the westward march of empire is an empirical and fragmentary attempt of the kind. I propose this evening describing those physical features of the world.which I believe to have been most coercive of human action, and presenting some of the chief phases of history as organically connected with them, even in the ages when they were unknown to geography. My aim will not be to discuss the influence of this or that kind of feature, or yet to make a study in regional geography, but rather to exhibit human history as part of the life of the world organism. I recognize that I can only arrive at one aspect of the truth, and I have no wish to stray into excessive materialism. Man and not nature initiates, but nature in large measure controls. My concern is with the general physical control, rather than the causes of universal history. It is obvious that only a first approximation to truth can be hoped for. I shall be humble to my critics.สงสัยช่วงนี้ใน Geographical Pivot ค่ะว่า แมคคินเดอร์จะสื่อความหมายว่าอะไร ลองแปลทั้งหมดแล้วแต่ยังอ่านแล้วไม่เข้าใจค่ะ พอจะอธิบายได้ไหมคะ

เขียนเมื่อ 

ท่อนที่คุณพูดถึงนี้ถือเป็นรากฐานทฤษฎีในงานเขียนของแม็คคินเดอร์ ที่เขาระบุว่าอำนาจจากภาคพื้นทวีปที่อยู่ในจุดแกนหมุนของโลกที่ไม่ถูกรบกวนจากอำนาจภาคพื้นทะเล ซึ่งเขาหมายถึงรัสเซีย และอีกตัวเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือจีน จะสามารถสั่งสมกำลังแล้วครองพื้นที่ในใจกลางโลกหรือแกนหมุนโลกนี้ แล้วเข้าครอบครองเกาะโลกคือทวีปยูเรเชีย แล้วจึงสามารถเข้าครอบครองโลกทั้งหมดได้

ถ้าอ่านย่อหน้าที่สามในบทความที่ผมโพสต์เอาไว้ถึงแม็คคินเดอร์นี้ เขาจะสรุปว่าในปีที่เขาเริ่มการบรรยายบทความชิ้นนี้คือปี 1904 หรือเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นปีที่ทำการสำรวจโลกไปจนครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ และจะไม่มีพื้นที่ใหม่ให้สำรวจอีก แม้ในขณะนั้นจะมีบางพื้นที่เล็กน้อยที่ยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง เช่นบริเวณขั้วโลก แต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญ กล่าวคือปรากฎการณ์ในการสำรวจโลกได้ทั้งหมด ทำให้เราเห็นภาพภูมิศาสตร์บนโลกทั้งใบได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้แม็คคินเดอร์สามารถจินตนาการต่อไปได้ว่า สภาพภูมิศาสตร์ที่เราสามารถเห็นได้ทั้งโลกนี้ส่งผลถึงปฏิกริยาระหว่างอำนาจบนภาคพื้นทวีป และอำนาจภาคพื้นทะเล มาตลอดเวลาในช่วงประวัติศาสตร์จนถึงเวลาที่เขาอภิปรายบทความนี้ได้อย่างไร พื้นฐานวิธีคิดของแม็คคินเดอร์มาจากแนวคิดวิภาษวิธีเรื่องความขัดแย้งระหว่างอำนาจทางบก และอำนาจทางทะเล นับแต่สมัยกรีก คืออำนาจทางบกในสมัยนั้นคือสปาร์ตา และอำนาจทางทะเลในสมัยนั้นคือเอเธนส์ แต่กรอบคิดในช่วงนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของโลก คือบริเวณทะเลเมดิเตอเรเนียน ในโลกของกรีกเท่านั้น ยังไม่ใช่โลกทั้งหมดเหมือนสมัยที่แม็คคินเดอร์ได้อภิปราย (หรือสมัยยุคของเราในปัจจุบันที่ทราบความละเอียดยิ่งไปกว่าสมัยแม็คคินเดอร์อีก ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม ที่สมัยแม็คคินเดอร์ยังไม่มี เป็นต้น) สิ่งที่แม็คคินเดอร์กำลังจะบรรยายต่อไป จึงจะแสดงถึงลักษณะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่จะส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ และส่งผลต่อความขัดแย้ง ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างอำนาจทางบก และอำนาจทางทะเล ตลอดพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

เขียนเมื่อ 

ผมจะอธิบายแต่ละท่อนของเนื้อหาส่วนที่คุณโควทมาดังนี้:

(1) From the present time forth, in the post-Columbian age, we shall again have to deal with a closed political system, and none the less that it will be one of worldwide scope. Every explosion of social forces, instead of being dissipated in a surrounding circuit of unknown space and barbaric chaos, will be sharply re-echoed from the far side of the globe, and weak elements in the political and economic organism of the world will be shattered in consequence.

ท่อนนี้ แม็คคินเดอร์กล่าวถึงยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคหลังสมัยโคลัมบัส ซึ่งยุคการสำรวจอเมริกาโดยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ซึ่งเพิ่งพบทวีปอเมริกา อันถือเป็นโลกใหม่ ดังนั้นจึงยังไม่ทราบอาณาบริเวณขอบเขตภูมิศาสตร์ของโลกทั้งหมด แต่ยุคหลังสมัยโคลัมบัส เราทราบสภาพภูมิศาสตร์ของโลกทั้งใบแล้ว ดังนั้นพัฒนาการทางการเมืองจึงดำเนินไปภายใต้ระบบปิด คือสภาพภูมิศาสตร์ของโลกทั้งใบ ไม่ใช่สภาพภูมิศาสตร์ที่หลายส่วนยังอยู่ใต้ความลึกลับดำมืด ไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไร บางทีก็มีชนป่าเถื่อนปรากฎตัวจากไหนก็ไม่ทราบ เพราะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่ถูกสำรวจ

(2) There is a vast difference of effect in the fall of a shell into an earthwork and its fall amid the closed spaces and rigid structures of a great building or ship. Probably some half-consciousness of this fact is at last diverting much of the attention of statesmen in all parts of the world from territorial expansion to the struggle for relative efficiency.It appears to me, therefore, that in the present decade we are for the first time in a position to attempt, with some degree of completeness, a correlation between the larger geographical and the larger historical generalizations. For the first time we can perceive something of the real proportion of features and events on the stage of the whole world, and may seek a formula which shall express certain aspects, at any rate, of geographical causation in universal history.

จากพื้นฐานใน (1) ก็นำมาสู่ข้อสรุปในส่วนนี้ คือในสมัยปัจจุบัน (คือสมัยของแม็คคินเดอร์) เมื่อเราทราบแล้วว่าสภาพภูมิศาสตร์ของโลกทั้งใบเป็นอย่างไร ก็จะเป็นครั้งที่เราสามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพภูมิศาสตร์ (ที่ให้กำเนิดและเป็นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์และพื้นที่ทางการเมืองต่าง ๆ) กับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ นั่นคือเราสามารถกำหนด “สูตร” ในการอธิบายว่าสภาพภูมิศาสตร์ส่งผลกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นการทั่วไปได้อย่างไร

(3) If we are fortunate, that formula should have a practical value as setting into perspective some of the competing forces in current international politics. The familiar phrase about the westward march of empire is an empirical and fragmentary attempt of the kind. I propose this evening describing those physical features of the world.which I believe to have been most coercive of human action, and presenting some of the chief phases of history as organically connected with them, even in the ages when they were unknown to geography.

จากสูตรที่แม็คคินเดอร์พบในข้อ (2) ก็นำมาสู่การเชื่อมโยงถึงการประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ในปัจจุบัน (คือสมัยของแม็คคินเดอร์) โดยเขาจะอภิปรายว่าทำไมจึงเกิดปรากฎการณ์กรีฑาทัพจากตะวันออกสู่ตะวันตก (เช่นการรุกรานของมองโกลต่อตะวันตกในอดีต และในปัจจุบันเขากำลังหมายถึง รัสเซีย และอาจจะเป็นจีน ต่อตะวันตกว่าจะเกิดขึ้นซ้ำอีก) สูตรที่ว่านี้เขาเคลมว่าสามารถให้คำอธิบายได้ด้วย แม้จะเป็นยุคสมัยก่อนหน้าที่การสำรวจโลกทำไม่ได้ทั่วถึงเท่ากับในสมัยแม็คคินเดอร์ (เพราะต่อให้สำรวจไม่หมด พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ก็ยังย่อมส่งผลแบบเดิมมาตลอดในประวัติศาสตร์)

(4) My aim will not be to discuss the influence of this or that kind of feature, or yet to make a study in regional geography, but rather to exhibit human history as part of the life of the world organism. I recognize that I can only arrive at one aspect of the truth, and I have no wish to stray into excessive materialism. Man and not nature initiates, but nature in large measure controls. My concern is with the general physical control, rather than the causes of universal history. It is obvious that only a first approximation to truth can be hoped for. I shall be humble to my critics.

ท่อนนี้แม็คคินเดอร์อธิบายต่อว่า เขาไม่ได้มุ่งจะอธิบายพื้นที่เฉพาะบางส่วน แต่มุ่งจะอธิบายถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติผ่านปรากฎการณ์ในระดับโลกทั้งหมด (world organism) แต่เขาก็ออกตัวไว้สองประการคือ (1) มนุษย์เป็นองค์ประธานในการดำเนินกิจกรรมไม่ใช่ตัวสภาพแวดล้อมหรือสภาพภูมิศาสตร์ แต่สภาพภูมิศาสตร์สร้างข้อจำกัดต่อการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ และ (2) เขาเพียงแต่ต้องการจะอภิปรายว่าสภาพภูมิศาสตร์ส่งผลบางด้านต่อประวัติศาสตร์อย่างไร เขาไม่ได้จะอธิบายถึงสาเหตุทั้งหมดของประวัติศาสตร์ เขาไม่สามารถอภิปรายถึงปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อประวัติศาสตร์ได้ เขากำลังออกตัวว่าอาจมีปัจจัยอื่นที่เขาไม่ทราบส่งผลสำคัญต่อประวัติศาสตร์ได้นอกเหนือจากสภาพทางภูมิศาสตร์เช่นกัน

เขียนเมื่อ 

เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิหลังของแม็คคินเดอร์ คุณอาจจะหาอ่านงานเพิ่มเติมดังต่อไปนี้นะครับ

(1) The geographical pivot of history and early twentieth century geopolitical culture http://www.pascalvenier.com/venier2004c.pdf

(2) Revisiting the Geo-Political Thinking Of Sir Halford John Mackinder: United States—Uzbekistan Relations 1991—2005 (เฉพาะส่วนที่อภิปรายถึงแม็คคินเดอร์) https://globalengage.org/attachments/771_seiple_dissertation.pdf

และ (3) หนังสือที่แม็คคินเดอร์มาเขียนขึ้นใหม่ภายหลัง Democratic Ideals and Reality https://www.files.ethz.ch/isn/139619/1942_democratic_ideals_reality.pdf