ท่อนที่คุณพูดถึงนี้ถือเป็นรากฐานทฤษฎีในงานเขียนของแม็คคินเดอร์ ที่เขาระบุว่าอำนาจจากภาคพื้นทวีปที่อยู่ในจุดแกนหมุนของโลกที่ไม่ถูกรบกวนจากอำนาจภาคพื้นทะเล ซึ่งเขาหมายถึงรัสเซีย และอีกตัวเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือจีน จะสามารถสั่งสมกำลังแล้วครองพื้นที่ในใจกลางโลกหรือแกนหมุนโลกนี้ แล้วเข้าครอบครองเกาะโลกคือทวีปยูเรเชีย แล้วจึงสามารถเข้าครอบครองโลกทั้งหมดได้

ถ้าอ่านย่อหน้าที่สามในบทความที่ผมโพสต์เอาไว้ถึงแม็คคินเดอร์นี้ เขาจะสรุปว่าในปีที่เขาเริ่มการบรรยายบทความชิ้นนี้คือปี 1904 หรือเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นปีที่ทำการสำรวจโลกไปจนครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ และจะไม่มีพื้นที่ใหม่ให้สำรวจอีก แม้ในขณะนั้นจะมีบางพื้นที่เล็กน้อยที่ยังไม่ได้รับการสำรวจอย่างทั่วถึง เช่นบริเวณขั้วโลก แต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญ กล่าวคือปรากฎการณ์ในการสำรวจโลกได้ทั้งหมด ทำให้เราเห็นภาพภูมิศาสตร์บนโลกทั้งใบได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้แม็คคินเดอร์สามารถจินตนาการต่อไปได้ว่า สภาพภูมิศาสตร์ที่เราสามารถเห็นได้ทั้งโลกนี้ส่งผลถึงปฏิกริยาระหว่างอำนาจบนภาคพื้นทวีป และอำนาจภาคพื้นทะเล มาตลอดเวลาในช่วงประวัติศาสตร์จนถึงเวลาที่เขาอภิปรายบทความนี้ได้อย่างไร พื้นฐานวิธีคิดของแม็คคินเดอร์มาจากแนวคิดวิภาษวิธีเรื่องความขัดแย้งระหว่างอำนาจทางบก และอำนาจทางทะเล นับแต่สมัยกรีก คืออำนาจทางบกในสมัยนั้นคือสปาร์ตา และอำนาจทางทะเลในสมัยนั้นคือเอเธนส์ แต่กรอบคิดในช่วงนั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของโลก คือบริเวณทะเลเมดิเตอเรเนียน ในโลกของกรีกเท่านั้น ยังไม่ใช่โลกทั้งหมดเหมือนสมัยที่แม็คคินเดอร์ได้อภิปราย (หรือสมัยยุคของเราในปัจจุบันที่ทราบความละเอียดยิ่งไปกว่าสมัยแม็คคินเดอร์อีก ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม ที่สมัยแม็คคินเดอร์ยังไม่มี เป็นต้น) สิ่งที่แม็คคินเดอร์กำลังจะบรรยายต่อไป จึงจะแสดงถึงลักษณะข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่จะส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ และส่งผลต่อความขัดแย้ง ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างอำนาจทางบก และอำนาจทางทะเล ตลอดพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา