มหากาพย์มหาภารตะ : คุณค่าและความสำคัญ

มหากาพย์มหาภารตะ : คุณค่าและความสำคัญ
วาทิน ศานติ์ สันติ 24-1-2559

ช่วงนี้ละครไทยหลบไป ละครแขกกำลังมา หลักจากละครพระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลกประสบความสำเร็จในไทย ไม่นานก็ตามมาด้วยมหาภารตะทันที ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม วันนี้เราจะมาพูดถึงมหาภารตะในแง่ของคุณค่ากันครับ ในที่นี่จะไม่ขอกล่าวถึงที่มา หรือเรื่องย่อ เพราะหาอ่านได้ไม่ยากนัก

คุณค่าของมหากาพย์ภารตะ

1. มีประโยชน์ทั้งในด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพราะเสนอเรื่องคุณค่าของความดีและโทษของความชั่ว ให้ความสำคัญในเรื่องวรรณะและการปฏิบัติตนตาม ซึ่งเป็นหลักสำคัญของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู สอนเรื่องความภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าซึ่งจะนำมนุษย์ไปสู่ความหลุดพ้น สอนถึงทางสายกลางที่ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในระบบวรรณะซึ่งในสมัยอินเดียโบราณถือว่ามีเคร่งตึงมาก ยกตัวอย่างได้จาก วนบรรพ (บรรพที่ 3) ครั้นที่พี่น้องปานฑพได้ระหกระเหินอาศัยอยู่ในป่าอันเนื่องมากจากเสียบ้านเมืองให้แก่ทุรโยชน์ฝ่ายเการพ ครั้งนั้น ท้าวยุธิษฐิระพี่คนโตของตะกูลปานฑพได้สนธนาธรรมกับพระนารายณ์เมหาเทพที่จำแลงแปลงกายมาทดสอบปัญญาของท้าวเธอ พระนารายณ์ได้ถามเรื่องคุณสมบัติของพราหมณ์ว่า วรรณะศูทรจะเปลี่ยนเป็นวรรณะพราหมณ์ได้หรือไม่ ท้าวยุธิษฐิระได้ตอบว่า

“...การที่คนเราจะเป็นพราหมณ์หรือศูทรนั้น มิใช่อยู่ที่ชาติกำเนิดหากอยู่ที่ความประพฤติและคุณสมบัติประจำตัวของผู้นั้นเอง...ผู้ที่เกิดในวรรณะต่ำ หากมีคุณธรรมประจำใจก็ประเสริฐเสียยิ่งกว่าผู้ที่เกิดในวรรณะสูงอีก” (กรุณา – เรื่องอุไร กุศลาสัย, 2552 : 102 – 103)

สอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ เช่น มหาปรัสถานิกบรรพ (บรรพที่ 17) กล่าวยุธิษฐิระสละราชสมบัติและออกผนวชพร้อมเหล่าพี่น้องปาณฑพและนางเทราปตี ทั้งหมดออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ จนกระทั่งทั้งหมดได้พยายามไต่เขาหิมาลัยเพื่อไปสู่สวรรค์ นอกจากยุธิษฐิระแล้ว ทุกคนล้วนสิ้นชีวิตระหว่างการไต่เขา การชิ้นชีวติของแต่ละคน ภีมะผู้น้องได้ถามยุธิษฐิระผู้พี่กว่าเกิดมาจากสาเหตุใดทั้ง ๆ ที่ทุกคนล้วนแต่เป็นคนดี ท้าวยุธิษฐิระได้ตอบว่าเกิดจากผลกรรมของแต่ละคนคือ นางเทราปทีชายาของทั้ง 5 พี่น้องปานฑพลำเอียงรักอรชุนมากกว่าพี่น้องอีก 4 คน สหเทพน้องคนสุดท้องตายเพราะความทะนงในความฉลาดของตนมากเกินไป นกุลน้องคนที่ 4 ตายเพราะคามทะนงในความวามของตนมากเกินไป อรชุนปานฑพลำดับที่ 3 ตายเพราะมุสาวาทเพราะได้สาบานว่าจะฆ่าสตรุด้วยการตีให้ตายเพียงครั้งเดียว แต่ทว่าทำไม่สำเร็จจึงกลายเป็นสุสาวาทอันเป็นบาป ภีมะน้องคนรองตายเพราะมีนิสัยด่าทอผู้อื่นชอบอวดดี ทรุโยชน์ตายเพราะบาปกรรมที่ตนได้กระทำต่อพี่น้องปานฑพ (ส.พลายน้อย, 2541 : 129 – 136) กฤษณะตายเพราะลำเอียงเข้าข้างฝ่ายพี่น้องปานฑพ เป็นต้น

สอนหลักราชธรรมหรือหน้าที่ซึ่งราชาที่ดีพึงยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เช่นใน ศานติบรรพ (บรรพที่ 12) ภีษมะ ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของทั้งฝ่ายปานฑพและเการพได้ให้โอวาทแก่ท่าวยุธิฐธิระในเรื่องหน้าที่ของพระราชาก่อนสิ้นใจ เช่นหลักทศพิศราชธรรม เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่าในศานติบรรพจะมีควายาวที่สุด (http://th.wikipedia.org/wiki/มหากาพย์ภารตะ วันที่สืบค้นข้อมูล : 11 มกราคา 2559) จึงกล่าวได้ว่า ผู้รจนาให้ความสำคัญกับความสันติสุขและหลักการปฏิบัติตนของพระราชามากกว่าการสู้รบที่ทุ่งกุรุเกษตร

2. เป็นวรรณกรรมของทุกชนชั้น ในยุคสมัยที่ศาสนามีความสำคัญต่อชาวอินเดียทุกชนชั้น ตำรา นิทาน บทสวดมนต์ หรือแม้แต่นิทานปรัมปราเป็นสิ่งที่สงวนไว้ของแต่ละตระกูล สืบทอดจากสู่รุน จะไม่ถ่ายถอดข้ามตระกูล การบันทึกก็จะถูกบันทึกด้วยอักษรที่คนสามัญไม่สามารถอ่านได้เช่นเทวนาครี และเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคนวรรณะต่ำ แต่มหากาพย์ภารตะเป็นวรรณกรรมที่เข้าถึงทุกชนชั้นวรรณะ ทุกวรรณะอ่านและฟังได้ ให้หลักธรรม ความรู้ และความบันเทิงต่อมหาชน เรื่องย่อยที่แทรกเพิ่มเป็นวิธีที่กวีผู้เล่าได้สอดแทรกเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายความหมายของเรื่องใหญ่ให้กระจ่าง เช่น การเสียบ้านเสียเมืองของยุธิฐธิระอันเนื่องมากจากการพนัน ผู้อ่านผู้ฟังจึงเข้าใจเนื้องหาสาระของเรื่องได้ดี เกิดความซาบซึ่งในคุณธรรม และรังเกียจความชั่วร้าย เป็นการยกระดับจิตใจและให้การศึกษาในสมัยโบราณ (ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, 2545 : 61 – 62)

3. เข้าใจถึงวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ของอินเดีย มหากาพย์ภารตะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการอันเป็นแบบฉบับดั่งเดิมของชาวอินเดีย ในการสังเคราะห์ทุกชนชั้นให้มีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมในระดับต่าง ๆ กัน ตั่งแต่ชนชั้นที่มีสติปัญญาสูงลงมาถึงระดับชาวชนบทที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ช่วยให้เข้าใจเคล็ดลับของชาวอินเดียโบราณในการรักษาไว้ซึ่งสังคมอันประกอบด้วยเผ่าพันธุ์นานาเชื้อชาติที่แบ่งออกเป็นหลายชั้นวรรณะ ช่วยให้เข้าใจถึงการประสานความแตกแยกขัดแย้งของกลุ่มชนเหล่านั้น ช่วยเราเข้าใจถึงการปูพื้นฐานโดยทั่วไปในการดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม มหากาพย์ภารตะมีเจตนาอย่างจริงจังที่จะสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ทั้งยังสามารถขจัดความขัดแย้งทั้งหลายทั้งมวลได้อีกด้วย (กรุณา – เรื่องอุไร กุศลาสัย, 2544 : 97) หนังสือ The Gazeatteer of India ได้กล่าวถึงคุณค่าของมหากาพย์ภารตะในแง่มุมประวัติศาสตร์ว่า

“นักวิชาการต่างเห็นตรงกันว่า พื้นบานของเรื่องราวของมหากาพย์นั้นมีรากฐานมาจากข้อเท็จจริง มันมีคุณค่าอย่างมิอาจประเมินได้ต่อการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมของคนในยุคนั้นขคึ้นมาใหม่” (ราโมฮาน คานธี, 2551 : 9)

เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ ผู้รจนามหากาพย์มหาภารตะจากภาสันกฤตเป็นภาษาอังกฤษกล่าวถึงความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์ของมหากาพย์ชิ้นสำคัญนี้ว่า

“กวีนิพนธือันน่ามหัศจรรย์ที่สุดชิ้นนี้ บรรจุไว้ซึ่งประวัติศาสตร์ของอินเดียโบราณแทบจะในทุกแง่ทุกมุมเท่าที่จะค้นคว้าหาได้ โลกของชาวฮินดุซึ่งมีลักาณะพิเศษ พร้อมด้วยรายละเอียดอันไม่มีที่สิ้นสุด...” (กรุณา – เรื่องอุไร กุศลาสัย, 2552 : (17))

ยวาหระลาล เนห์ลรู (2549 : 211) กล่าวถึงความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพของชาวอินเดียจากมหากาพย์มหาภารตะว่า “[มหากาพย์มหาภารตะ] ได้มีการพยายามอย่างจริงจังที่จะย้ำถึงเอกภาพอันเป็นรากฐานของประเทศอินเดีย หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ภาตวรรษ ซึ่งเกิดจากพระนามของท้าวภรต ผู้มีนิยายปรัมปรากล่าวว่า เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ชนชาติอินเดีย ชื่ออีกอย่างหนึ่งของชาวอินเดียซึ่งปรากฏว่ามีใช้กันมาก่อนคือ อารยวรรต แปลว่าถิ่นของชาวอารยัน...”

4. ให้ความรู้ถึงศาสตร์โบราณของอินเดียทั้งในด้านการรบ การทูต ธรรมเนียมปฏิบัติในการศึกสงคราม พิชัยสงคราม กฎหมาย การเลือกทำเลที่ตั้งและการสร้างเมือง ฯลฯ

5. ในขณะที่สังคมอินเดียโบราณถูกครอบงำด้วยหลักธรรมในคัมภีร์พระเวท ซึ่งเรื่องต่าง ๆ ในคัมภีร์ล้วนเป็นคำสอนที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะเรื่องวรรณะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และในขณะที่สังคมอินเดียโบราณไม่ให้ความสำคัญของผู้หญิงเท่าใดนัก ผู้หญิงเป็นสมบัติที่ชายผู้เป็นวสามีจะยกให้กับใครก็ได้ การมีปากเสียงของผู้หญิงในสภาประชุมเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ในมหากาพย์ภารตะได้ทำให้ผู้หญิงมีอำนาจในการต่อรอง มีอำนาจในการพูดแล้วให้ทุกคนต้องฟัง เช่นใน สภาบรรพ (บรรพที่ 2) นางเทราปทีได้ถูกย่ำเกียรติยศของความเป็นหญิง โดยถูกทหุศาสันใช้กำลังดึงสาหรีคลุมร่างกายและฉุกกระชากลากผมของนางให้ได้อายต่อหน้าธาระกำนัน อันเนื่องมาจากการที่พระสวามียุธิฐธิระได้ใช้นางเป็นเครื่องเดิมพันในการพนันสกาและพ่ายแพ้ต่อกลโกงของธุระโยชน์กับศกุนิผู้เป็นลุง นางได้พูดจาตัดพ้อต่อว่าชายทั้งสภาที่ต่างก็ยืนดูโดยไม่มีใครเข้าช่วยเหลือ อีกทั้งสาปแช่งกับคนที่ทำให้นางต้องเป็นเช่นนี้ ซึ่งก็ได้ผล เพราะนางไม่ต้องตกเป็นสมบัติของฝ่ายธุรโยชน์

6. ฤๅษีกฤษณะ ไทวปายนะ วยาส ได้ชื่อว่าเป็นผู้แต่งมหากาพย์มหาภารตะเป็นฤๅษีที่ได้ชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้เล่าขานเรื่องมหาภารตะตามที่ชุมนุมก็เป็นที่ยกย่องของประชาชนที่เข้ามาชุมนุมฟัง การฟังมหากาพย์ภารตะถือว่าได้บุญกุศลคนจึงนิยมฟังเพื่อได้ทั้งบุญ ความรู้ และความบันเทิง บรรดานักปราชญ์ก็นิยมอ่านและศึกษา

7. เนื่องจากมหาภารตะมีเรื่องย่อยมากมาย เรื่องย่อยเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นนิทานมากมาย กวี นักประพันธ์ในภายหลังได้นำเรื่องเหล่านั้นมาแต่งเติมขยายความ จนเกิดนิทานใหม่ ๆ ขึ้น เช่นเรื่องศกุลตลา ซึ่งกาลิทาสได้รจนาขึ้น พระบาทสมด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแปลและเรียบเรียงเป็นบทละครเรื่องศกุลตรา และเรื่องกฤษณาสอนน้อง พระนิพนธ์ของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งขยายความตอนที่นางเทราปที (นามเดิมคือกฤษนา) ได้สอนนางสัตยภามาชายาของพระกฤษณะในเรื่องการเอาชนะใจสวามีปานฑพทั้ง 5 ของนาง ปรากฏในวณบรรพ (บรรพที่ 3) ความในมหากาพย์ภารตะในตอนนี้มีชื่อว่า เทราปตี-สัตยภามาสังวาท (กรุณา – เรื่องอุไร กุศลาสัย, 2552 : 111)

8. เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในชั้นหลัง โดยเพาะนักปฏิวัติสังคมอินเดียผู้ยิ่งใหญ่เช่นมหาตมะ คานธี กล่าวคือ ในขณะที่ คานธีในขณะที่เป็นนักศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้มีโอกาสอ่านและเกิความซาบซึ้งในหลักธรรมของภควัตคีตามาก ปรัชญาที่สอนว่า มนุษย์ควรกระทำตามหน้าที่โดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นแรงบันดาลใจให้คานธีในการสร้างความแข็งแกร่ง และความอุทิตตนของท่าน ท่านถือว่า

“คัมภีร์ภควัตคีตา เป็นหนังสือที่มีคุณค่ายอดเยี่ยมในการช่วยดึงคนให้เข้าสู้สัจธรรม ในยามมืดมนไร้ความหวัง ข้าพเจ้าได้คำภีร์นี้แหละเป็นที่พึ่งอย่างที่สุดที่จะพรรณนาได้ถูกต้อง” (ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, 2545 : 61 – 63)
อีกทั้งยังมีคุณค่าทางจิตใจให้กับผู้ที่อ่านและศึกษา เช่น

Robert Antoine : “มหากาพย์ภารตะ เป็นกระจกเงาส่องชีวิตของชาวอินเดียตลอดมาเป็ฯเวลาหลายร้อยปี เป็นกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อถือของประชาชน ขนบธรรมเนียมทางสังคม วัตรปฏิบัติความนึกคิดทางศาสนา คติชาวบ้าน ตลอดจนทางกฏหมายทางแพ่งและอาญา” (กรุณา – เรื่องอุไร กุศลาสัย, 2544 : 100 -101)

จักรวะระตี ราชาโคปาลาจารี ผู้สำเร็จราชการคนแรกของอินเดีย : “การอ่านมหากาพย์มหาภารตะช่วยให้จิตใจของคนเรามีความเข้มแข็ง วรรณกรรมชิ้นนี้สอนให้คนเรามีความตระหนักถึงความจริบที่ว่า เวรย่อมก่อให้เกิดเวร ความโลถละการใช้ความรุงแรงมีแต่จะนำมนุษย์ไปสู่ความพินาศหายนะ และการชนะที่แท้จริงนั้นอยุ่ที่การชนะธรรมชาติฝ่ายต่ำในตัวของเราเอง” (กรุณา – เรื่องอุไร กุศลาสัย, 2552: 100 -101)

กล่าวโดยสรุป มหากาพย์มหาภารตะแม้จะเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความแก้แค้น แม้จะมีการนำเสนอให้เห็นผลของการกระทำและตอกย้ำในเรื่องธรรมะย่อมชนะอธรรมก็ตาม และแม้จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญต่อความรับผิดชอบในหน้าที่ แต่หัวใจของเรื่องราวทั้งหมดกลับไม่ใช้สิ่งนั้น หัวใจของมหากาพย์มหาภารตะอยู่ที่ประโยคสั้น ๆ 2 ประโยค “การให้อภัย” “สมานฉันท์”

อย่ามัวแต่ดูละครเพลินจนลืมปรัชญาสำคัญของเรื่องนะครับ

เอกสารอ้างอิง
กรุณา – เรืองอุไร กุศลาสัย. มหาภารตยุทธ. พิมพ์ครั้งที่ 13. สำนักพิมพ์ศยาม. กรุงเทพฯ : 2552.
กรุณา – เรืองอุไร กุศลาสัย. อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม. 2544.
ยวาหระลาล เนห์รู. พบถิ่นอินเดีย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : แม่คำผาง. 2549.
ราโมฮาน คานธี. ล้างแค้นกับสมานฉันท์ : สู่ความเข้าใจประวัติศาสตร์เอเชียใต้. กรุงเทพฯ : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ. 2551.
วีระ ธีรภัทร. เรื่องเล่าจากมหากาพย์มหาภารตะ ตอนกำเนิดพี่น้องเการพและปานฑพ เล่ม 1. พิมพ์ครั้งแรก. 2550.
ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, ศ. ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาอินเดีย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2545. สุภร ผลชีวิน. มหาภารตยุทธ. พิมพ์ครั้งที่ 1. องค์การค้าคุรุสภา. กรุงเทพฯ : 2526.
ส. พลายน้อย. เล่าเรื่องมหาภารตยุทธ. พิมพ์ครั้งที่ 1. พิมพ์คำสำนักพิมพ์. กรุงเทพฯ : 2546.
วิกิพีเดีย. . วิธีสืบค้นวัสดุสารสนเทศ. [ออนไลน์].http://th.wikipedia.org/wiki/มหาภารตะ.(วันที่ค้นข้อมูล : 11 มกราคม 2558).

ภาพจาก writer.dek-d.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)