การเรียนการสอนรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนของคณะวิทยาการสารสนเทศเมื่อวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2559 ว่าด้วยเรื่อง “สัตว์ 4 ทิศ” และการเตรียมความพร้อมสู่ “การเรียนรู้ชุมชน” ซึ่งทีมกระบวนกรที่เข้าไปหนุนเสริมการเรียนการสอน ออกแบบการเรียนรู้ในแบบ “กระบวนการ” อันหมายถึงเรียนแบบ “บันเทิงเริงปัญญา” ผสมผสานกันระหว่างภาคทฤษฎีกับกระบวนการ

เปิดเวที : วาดภาพสัตว์ที่ผู้เรียนชื่นชอบ
ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ว่าด้วยเรื่อง “สัตว์ 4 ทิศ” เรากำหนดให้นิสิตวาดภาพ “สัตว์ที่ตนเองชื่นชอบ” คนละ 1 ชนิด หรือ 1 ตัว พร้อมๆ กับการให้อธิบายคุณลักษณะสำคัญๆ ของสัตว์ตัวนั้น
แน่นอนครับ-นี่คือการ “นวด” หรือ “เล้าโลม” เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเรียนรู้ในประเด็นหลัก ไม่ใช่ว่าเรามีเวลามากมายก่ายกอง แต่เพราะเราให้ความสำคัญกับการปรับจูนความพร้อมของการเรียนรู้เสียมากกว่า ไม่ใช่เอะอะก็มุ่งไปยัง “ปลายทาง” ให้ได้เร็วที่สุด โดยไม่สนใจเรื่องราวระหว่างทาง จนกลายเป็นเหมือนไร้ชีวิต ไร้ซึ่งศิลปะของการเรียนรู้และใช้ชีวิต-
พอวาดเสร็จ ทีมกระบวนกรก็สำรวจผ่านเวทีอย่างกว้างๆ ว่ามีภาพอะไรบ้าง พร้อมๆ กับการเชื้อเชิญให้นิสิตลุกขึ้นมาบอกเล่าเกี่ยวกับภาพวาดของตัวเองให้เพื่อนฟัง ซึ่งมีทั้งที่วาดภาพแมว สุนัข โค ควาย กระต่าย นกเพนกวิน หมู นก ไก่ เสือ ฯลฯ
ถามว่าจำเป็นไหมที่จะต้องสื่อสารด้วยการบอกเล่า ?
ตอบแบบดิบด่วนตรงนี้เลยว่า "จำเป็นครับ"
-จำเป็นมากๆ เลยแหละ เพราะที่คือกระบวนการแห่งการฝึกทักษะการสื่อสารสร้างพลัง ฝึกทักษะในการกล้าคิด ฝึกการนำเสนอแนวคิดของตนเอง และบ่มเพาะเหตุและผลแห่งปรัชญาของการ “แบ่งปัน” หรือกระทั่ง “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ในวิถีของการจัดการความรู้
นิทาน ตำนาน : ปรัชญาชีวิต
ภายหลังนิสิตสื่อสารเรื่องราวภาพวาดโดยสังเขปแล้ว ทีมกระบวนกรwได้เชื่อมโยงการเรียนรู้ทะลุไปยังเรื่องเล่า ตำนาน นิทานปรัมปราเพื่อร้อยเรียงให้เห็นถึงมิติของ “คติชนวิทยา” หรือ “ปรัชญาชีวิต” เช่น การหยิบยกเรื่อง “สุนัข 9 หาง” เรื่อง “ตำนานการเกิดมนุษย์” เรื่อง “ควายปลูกข้าวให้คนกิน” เรื่อง “สุนัขกับหมูในวิถีการทำนาปลูกข้าวให้มนุษย์”
ใช่ครับ, เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่ยึดโยงกับภาพวาดของนิสิต และด้วยเวลาอันจำกัดเราไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นนิทาน ตำนานได้ครบทุกตัวทุกชนิด กระนั้นก็เชื่อว่านิสิตคงพอมีแรงบันดาลใจที่จะไปศึกษาต่อยอดได้ด้วยตนเอง หรือกระทั่งหันกลับไปทบทวนเรื่องเล่าในทำนองนี้จากบ้านเกิดเมืองนอนของนิสิต
สัตว์ 4 ทิศ : ตัวตนแห่งเรา ตัวตนแห่งทีม
ต้นน้ำของกระบวนการเรียนรู้สัตว์ 4 ทิศ - เราเริ่มจากการโชว์ภาพสัตว์ 4 ทิศให้นิสิตได้รับรู้ (กระทิง-หมี-อินทรี-หนู) โดยให้นิสิตเลือกที่จะเป็นสัตว์เหล่านี้ตามที่ตนเองชอบ (เข้าใจ) ถัดจากนั้นจึงแยกให้ออกมานั่งรวมกลุ่มตามชนิดของสัตว์ ต่อด้วยการให้วาดภาพสัตว์ที่ตนเองเลือกอีกครั้ง
พอวาดเสร็จ-ก็ใช้กระบวนการ “โยนไมค์” ให้นิสิตได้ “สะท้อน” ถึงบุคลิกของสัตว์ตามมุมมองของนิสิต พร้อมๆ กับการให้เขียนอธิบายไว้ในกระดาษที่วาดภาพ โดยย้ำกับนิสิตว่า “ไม่มีถูก ไม่มีผิด”
เสร็จจากนั้น กระบวนกรก็เริ่มเฉลยนิยามความเป็นสัตว์ 4 ทิศทีละเล็กทีละน้อยในแบบ "บันเทิงเริงปัญญา" โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนิสิต ชวนให้นิสิตได้คิดและตอบคำถามร่วมกัน เชื่อมโยงกับพฤติกรรมประจำวันของมนุษย์ ก่อให้เกิดอารมณ์รื่นรมย์สรวลเสเฮฮากันอย่างยกใหญ่
(กรณีรายละเอียดของสัตว์ 4 ทิศ จะไม่ขอเล่ารายละเอียดอันใด เนื่องเพราะสามารถสืบค้นได้อย่างแพร่หลายแล้ว แต่ในการเรียนรู้ครั้งนี้ เราได้ใช้กรอบแนวคิดของ ดร.วรภุทร์ ภู่เจริญ เป็นสื่อหลักในการจัดการเรียนรู้)
ไม่เพียงการมุ่งให้นิสิตแต่ละคนได้วิเคราะห์ตัวเองผ่านบุคลิกของสัตว์เท่านั้น แต่ทีมกระบวนกรยังเชื่อมโยงให้นิสิตได้เห็นภาพของการ “สอนงานสร้างทีม” ภายใต้หลักปรัชญาของสัตว์ 4 ทิศไปพร้อมๆ กัน โดยพยายามกระตุกให้นิสิตได้คิดตามและหยั่งคิดให้ได้มากที่สุดเกี่ยวกับการ “บริหารคน บริหารทีม” บนความเหมือนและความต่าง เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน ทั้งในเชิงบุคคล งาน และองค์กร ซึ่งอย่างน้อยที่สุดไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ไป นิสิตก็ต้องได้ทำกิจกรรม “เรียนรู้คู่บริการ” ร่วมกันอย่างเป็นทีม
ดังนั้น แนวคิดของสัตว์ 4 ทิศจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นิสิตจะต้องนำไปประยุกต์สู่การขับเคลื่อนการเรียนรู้ เพราะไม่เพียงช่วยให้นิสิต “เข้าใจตัวเอง” แต่ยังรวมถึงการ “เข้าใจผู้อื่น เข้าใจทีมงาน” และมีแก่นสารในการที่จะ “สร้างคน สร้างงาน” อย่างมีระบบและโครงสร้าง มิใช่สักแต่คิดและทำแบบไม่มีแก่นสารใดในการที่จะบริหารคนบริหารงาน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการ “ได้งาน แต่ไม่ได้คน” หรือ "ได้คน แต่ไม่ได้งาน" หรือแม้แต่ “เสียทั้งคน เสียทั้งงาน” ไปพร้อมๆ กัน
มีความหมายใดในชุมชน
เสร็จสิ้นจากกิจกรรมสัตว์ 4 ทิศแล้ว ทีมกระบวนกรได้นำเข้าสู่ประเด็นการเตรียมความพร้อมสู่การเรียนรู้ชุมชนในแบบสไตล์ของพวกเราเอง โดยเริ่มจากให้นิสิตหวนกลับเข้ามานั่งเป็นกลุ่มๆ ตามเดิมดังเช่นต้นชั่วโมง-
จากนั้นจึงมอบหมายให้แต่ละกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวที่มีในชุมชนของตัวเอง โดยให้แต่ละคนเล่าให้เพื่อนฟัง และร่วมกันสกัดความรู้ออกมาเป็นภาพ เพื่อเตรียมนำเสนอหน้าชั้นเรียน
กรณีประเด็นของการแลกเปลี่ยนความรู้สู่ภาพวาดในกลุ่ม ประกอบด้วย 6 ประเด็นหลัก คือ
- บุคคลสำคัญในชุมชน
- การคมนาคม ยานพาหนะ
- อาชีพ เศรษฐกิจชุมชน
- สถานที่สำคัญในชุมชน
- ประเพณีวัฒนธรรม วันสำคัญ
- ระบบสาธารณูปโภค
กระบวนการดังกล่าวนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมเบื้องต้นก่อนที่นิสิตจะได้เรียนรู้ในภาคทฤษฎีที่จะมีการบรรยายในชั้นเรียนของชั่วโมงถัดไป ซึ่งประเด็นหลักก็คือ “หลักคิดในการเรียนรู้ชุมชน” นั่นเอง
กระบวนการเช่นนี้ จะเป็นเสมือนการชวนให้นิสิตได้ทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตนเอง บ่มเพาะความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างชุมชน ยึดโยงสู่ “บริบท” หรือ “สภาพทั่วไปของชุมชน” หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า “ศักยภาพ” (ต้นทุนชุมชน) ก็ไม่ผิด
ทั้งผมและทีมกระบวนกรทุกคนเชื่อว่า กระบวนการเช่นนี้ จะเป็นพื้นฐานอันดีที่ช่วยให้นิสิตเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับภาคทฤษฎีที่กำลังจะได้เรียนรู้ในชั้นเรียน รวมถึงการช่วยสะกิดเตือนให้นิสิตได้หวนรำลึกถึงความเป็นชุมชนบ้านเกิดของตนเอง เพราะ “เราทุกคนล้วนมีราก” ด้วยกันทั้งนั้น
เช่นเดียวกับการเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ คือหลักแห่งการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นทีมของนิสิตตามหลักปรัชญาการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเรียนในแบบ “บันเทิง เริงปัญญา” ได้ความรู้ ได้ทักษะ ได้เพื่อน และที่สำคัญคือได้รู้ตัวเองว่ามาจากไหน !
- หรือกระทั่งได้เรียนรู้หลักการบริหารทีมภายใต้เงื่อนไขและเวลาอันจำกัดของกระบวนการที่เรากำหนดเป็นโจทย์ให้เรียนรู้
- เสมอเหมือนการได้เรียนรู้ทักษะของการถอดบทเรียนตัวเอง
- เรียนรู้การรับฟังข้อมูลความคิดของผู้อื่น สู่การจัดการข้อมูลอย่างเป็นทีม เพื่อสร้างสื่อ หรือการสื่อสารสาธารณะ
ปิดท้ายกับ 9 ข้อคิดของการเรียนรู้ชุมชนในแบบค่ายอาสาพัฒนา
ท้ายที่สุด ทีมกระบวนกรได้เพิ่มเติมเชิงทฤษฎีเข้ามาหนุนเสริมการเรียนรู้ให้แก่นิสิต โดยหยิบยกประเด็น 9 ข้อคิดการจัดกิจกรรมเรียนรู้ชุมชน (เรียนรู้คู่บริการ) ที่ผมได้สังเคราะห์และเขียนขึ้นไว้เกือบๆ จะ 10 ปี โดยหลักๆ แล้วล้วนมาจากประสบการณ์ตรงของการทำงานค่ายอาสาพัฒนาและการจัดกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ที่ประกอบด้วย
- รู้ตัวตนโครงการ
- ทุกถิ่นฐานมีเรื่องเล่า
- เราไม่ใช่นักเสกสร้าง
- ทุกเส้นทางมีปัญหา
- คลังปัญญาชุมชน
- เราคือคนต้นแบบ
- อย่าแยกส่วนการเรียนรู้
- หันกลับไปดูบ้านเกิด
- ก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่
ใช่ครับ, นี่คือการจัดการเรียนรู้ในแบบของเรา เป็นความท้าทายของเราที่ต้องจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการกับห้องเรียนที่มีคนเรียนร่วมๆ 250-300 คน
ยากมากครับกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ในแบบบันเทิงเริงปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนได้ซึมซับทั้งความรู้ ทัศนคติ และทักษะ และถ้าไม่เข้าข้างตัวเองนัก ผมก็เชื่อว่า เราทำได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว ---

















ชื่นชม ยินดี ที่เห็นความก้าวหน้าในการนำเรื่อง สัตว์สี่ทิศ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างดียิ่งครับ
พูดถึงเรื่องการนำเสนอ...ทำให้คุณมะเดื่อพบความจริงอย่างหนึ่งว่า
เด็กไทยยุค Line ตกเรื่องการ " ฟัง " การ " พูด" ตั้งแต่ประถม เลยจ้ะ
เมื่อวันก่อน คุณมะเดื่อ ให้นักเรียนชั้น ป.๔ ป.๕ ไปพูดที่หน้าชั้น
ในประเด็น " เรื่องราวที่บ้านฉัน" คือให้เด็ก ๆ พูดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ
หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่บ้านของตนเอง ให้เพื่อน ๆ ฟัง ปรากฏว่า
มีเด็กจำนวนหนึ่ง ออกไปรายงานตัวเสร็จก็บอกว่า " พูดไม่ได้ครับ"
" พูดไม่ได้ค่ะ" แทบไม่น่าเชื่อเลยจ้ะว่าหัวข้อง่าย ๆ เด็ก ๆ ก็พูดไม่ได้
ทั้ง ๆ ที่คุณมะเดื่อให้ไปเตรียมตัวล่วงหน้ามา ๑ สัปดาห์แล้ว
ส่วนเรื่องการฟัง....อันนี้ยิ่งหนัก...ฟังแล้วตอบไม่ได้ว่า สิ่งที่ได้ฟังนั้น
เป็นอย่างไร ไปอย่างไร มาอย่างไร นี่ไม่ได้รวมถึงการอ่าน กับการเขียนนะ
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า....ทำไมคะแนนภาษาไทยจึงตกต่ำสุด ๆ
ไม่ว่าในการสอบระดับใด
สวัสดีครับ
อ.Panda
ผมและน้องๆ นำเอาแนวคิดสัตว์ 4 ทิศมาใช้ในวิชาการพัฒนานิสิตอย่างเป็นทางการในราวๆ ปี 2555 เป็นต้นมา พร้อมๆ กับการหนุนการเรียนรู้ในวิถีนอกหลักสูตรขององค์กรนิสิต ส่วนหนึ้งก็ได้แรงบันดาลใจจาก gotoknow.org นี่แหละครับ
รวมถึงเคยมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าฟังบรรยายเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง จากนั้นก็มอบหมายให้เขาเป็นวิทยากรหลักในการสร้างแนวคิดนี้ และดีใจที่ปีนี้ เขาเองก็เริ่มผ่องถ่ายภารกิจนี้ให้เจ้าหน้าที่อีกคนได้รับช่วงไปทำต่อ
เป็นการสอนงาน สร้างทีมในอีกมิติของเรา ครับ
ครับ พี่ คุณมะเดื่อ
ฟังแล้วน่าตกใจเลยทีเดียวครับ - ประเด็นแรก เด็กๆ ไม่รู้เรื่องราวของตนเอง ไม่รู้เรื่องราวในครอบครัว นั่นอาจหมายถึงทักษะของการใช้ชีวิตจากเรื่องใกล้ตัว การขาดทักษะในการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ชีวิต เรื่องนี้น่าห่วงมากครับ ผมชอลมากที่ให้เด็กเล่าเรื่องราวตนเอง เพราะในอีกมิติคือการสร้างสำนึก หรือสร้างกระบวนการเรียนรู้บ้านเกิดในอีกช่องทางหนึ่ง
ส่วนการเล่าเรื่องหน้าชั้นเรียน คือการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งไม่น่าจะยากเย็นอะไร เพราะคนฟังก็ล้วนค้นเคยกันดีอยู่แล้ว เรื่องที่นำมาเล่า คือเรื่องใกล้ตัว เป็นการแบ่งปันเรื่องที่อาจเหมือนกันเลยก็มี คิดถึงในอดีตที่ครูให้แต่ละคนอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์หน้าชั้นเรียนในแต่ละเช้า สมัยนั้นขนาดจะหาหนังสือพิมพ์มาอ่านยังยากเลยครับ -- ก็ด้วยแนวทางนั้นพลอยได้ชอบอ่าน ชอบฟังเรื่อยมา
บางทีการให้เด็กได้เขียนเรื่องราวบ้านตัวเองคู่ไปกับการเล่า อาจทำให้เด็กมีความกล้าเล่ามากขึ้น เพราะเป็นการช่วยบันทึกความจำ ช่วยทำให้ตกผลึก ได้อ่านทวน ได้ท่องจำมาเล่า ---
ชื่นชม และให้กำลังใจ ครับ