แนวคิดของสัตว์ 4 ทิศจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นิสิตจะต้องนำไปประยุกต์สู่การขับเคลื่อนการเรียนรู้ เพราะไม่เพียงช่วยให้นิสิต “เข้าใจตัวเอง” แต่ยังรวมถึงการ “เข้าใจผู้อื่น เข้าใจทีมงาน” และมีแก่นสารในการที่จะ “สร้างคน สร้างงาน” อย่างมีระบบและโครงสร้าง มิใช่สักแต่คิดและทำแบบไม่มีแก่นสารใดในการที่จะบริหารคนบริหารงาน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการ “ได้งาน แต่ไม่ได้คน” หรือ "ได้คน แต่ไม่ได้งาน" หรือแม้แต่ “เสียทั้งคน เสียทั้งงาน” ไปพร้อมๆ กัน


การเรียนการสอนรายวิชาหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนของคณะวิทยาการสารสนเทศเมื่อวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2559 ว่าด้วยเรื่อง “สัตว์ 4 ทิศ” และการเตรียมความพร้อมสู่ “การเรียนรู้ชุมชน” ซึ่งทีมกระบวนกรที่เข้าไปหนุนเสริมการเรียนการสอน ออกแบบการเรียนรู้ในแบบ “กระบวนการ” อันหมายถึงเรียนแบบ “บันเทิงเริงปัญญา” ผสมผสานกันระหว่างภาคทฤษฎีกับกระบวนการ







เปิดเวที : วาดภาพสัตว์ที่ผู้เรียนชื่นชอบ

ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ว่าด้วยเรื่อง “สัตว์ 4 ทิศ” เรากำหนดให้นิสิตวาดภาพ “สัตว์ที่ตนเองชื่นชอบ” คนละ 1 ชนิด หรือ 1 ตัว พร้อมๆ กับการให้อธิบายคุณลักษณะสำคัญๆ ของสัตว์ตัวนั้น

แน่นอนครับ-นี่คือการ “นวด” หรือ “เล้าโลม” เตรียมความพร้อมเข้าสู่การเรียนรู้ในประเด็นหลัก ไม่ใช่ว่าเรามีเวลามากมายก่ายกอง แต่เพราะเราให้ความสำคัญกับการปรับจูนความพร้อมของการเรียนรู้เสียมากกว่า ไม่ใช่เอะอะก็มุ่งไปยัง “ปลายทาง” ให้ได้เร็วที่สุด โดยไม่สนใจเรื่องราวระหว่างทาง จนกลายเป็นเหมือนไร้ชีวิต ไร้ซึ่งศิลปะของการเรียนรู้และใช้ชีวิต-


พอวาดเสร็จ ทีมกระบวนกรก็สำรวจผ่านเวทีอย่างกว้างๆ ว่ามีภาพอะไรบ้าง พร้อมๆ กับการเชื้อเชิญให้นิสิตลุกขึ้นมาบอกเล่าเกี่ยวกับภาพวาดของตัวเองให้เพื่อนฟัง ซึ่งมีทั้งที่วาดภาพแมว สุนัข โค ควาย กระต่าย นกเพนกวิน หมู นก ไก่ เสือ ฯลฯ

ถามว่าจำเป็นไหมที่จะต้องสื่อสารด้วยการบอกเล่า ?
ตอบแบบดิบด่วนตรงนี้เลยว่า "จำเป็นครับ"
-จำเป็นมากๆ เลยแหละ เพราะที่คือกระบวนการแห่งการฝึกทักษะการสื่อสารสร้างพลัง ฝึกทักษะในการกล้าคิด ฝึกการนำเสนอแนวคิดของตนเอง และบ่มเพาะเหตุและผลแห่งปรัชญาของการ “แบ่งปัน” หรือกระทั่ง “แลกเปลี่ยนเรียนรู้” ในวิถีของการจัดการความรู้





นิทาน ตำนาน : ปรัชญาชีวิต

ภายหลังนิสิตสื่อสารเรื่องราวภาพวาดโดยสังเขปแล้ว ทีมกระบวนกรwได้เชื่อมโยงการเรียนรู้ทะลุไปยังเรื่องเล่า ตำนาน นิทานปรัมปราเพื่อร้อยเรียงให้เห็นถึงมิติของ “คติชนวิทยา” หรือ “ปรัชญาชีวิต” เช่น การหยิบยกเรื่อง “สุนัข 9 หาง” เรื่อง “ตำนานการเกิดมนุษย์” เรื่อง “ควายปลูกข้าวให้คนกิน” เรื่อง “สุนัขกับหมูในวิถีการทำนาปลูกข้าวให้มนุษย์”

ใช่ครับ, เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเรื่องเล่าที่ยึดโยงกับภาพวาดของนิสิต และด้วยเวลาอันจำกัดเราไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวอันเป็นนิทาน ตำนานได้ครบทุกตัวทุกชนิด กระนั้นก็เชื่อว่านิสิตคงพอมีแรงบันดาลใจที่จะไปศึกษาต่อยอดได้ด้วยตนเอง หรือกระทั่งหันกลับไปทบทวนเรื่องเล่าในทำนองนี้จากบ้านเกิดเมืองนอนของนิสิต





สัตว์ 4 ทิศ : ตัวตนแห่งเรา ตัวตนแห่งทีม

ต้นน้ำของกระบวนการเรียนรู้สัตว์ 4 ทิศ - เราเริ่มจากการโชว์ภาพสัตว์ 4 ทิศให้นิสิตได้รับรู้ (กระทิง-หมี-อินทรี-หนู) โดยให้นิสิตเลือกที่จะเป็นสัตว์เหล่านี้ตามที่ตนเองชอบ (เข้าใจ) ถัดจากนั้นจึงแยกให้ออกมานั่งรวมกลุ่มตามชนิดของสัตว์ ต่อด้วยการให้วาดภาพสัตว์ที่ตนเองเลือกอีกครั้ง

พอวาดเสร็จ-ก็ใช้กระบวนการ “โยนไมค์” ให้นิสิตได้ “สะท้อน” ถึงบุคลิกของสัตว์ตามมุมมองของนิสิต พร้อมๆ กับการให้เขียนอธิบายไว้ในกระดาษที่วาดภาพ โดยย้ำกับนิสิตว่า “ไม่มีถูก ไม่มีผิด”



เสร็จจากนั้น กระบวนกรก็เริ่มเฉลยนิยามความเป็นสัตว์ 4 ทิศทีละเล็กทีละน้อยในแบบ "บันเทิงเริงปัญญา" โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนิสิต ชวนให้นิสิตได้คิดและตอบคำถามร่วมกัน เชื่อมโยงกับพฤติกรรมประจำวันของมนุษย์ ก่อให้เกิดอารมณ์รื่นรมย์สรวลเสเฮฮากันอย่างยกใหญ่

(กรณีรายละเอียดของสัตว์ 4 ทิศ จะไม่ขอเล่ารายละเอียดอันใด เนื่องเพราะสามารถสืบค้นได้อย่างแพร่หลายแล้ว แต่ในการเรียนรู้ครั้งนี้ เราได้ใช้กรอบแนวคิดของ ดร.วรภุทร์ ภู่เจริญ เป็นสื่อหลักในการจัดการเรียนรู้)



ไม่เพียงการมุ่งให้นิสิตแต่ละคนได้วิเคราะห์ตัวเองผ่านบุคลิกของสัตว์เท่านั้น แต่ทีมกระบวนกรยังเชื่อมโยงให้นิสิตได้เห็นภาพของการ “สอนงานสร้างทีม” ภายใต้หลักปรัชญาของสัตว์ 4 ทิศไปพร้อมๆ กัน โดยพยายามกระตุกให้นิสิตได้คิดตามและหยั่งคิดให้ได้มากที่สุดเกี่ยวกับการ “บริหารคน บริหารทีม” บนความเหมือนและความต่าง เพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน ทั้งในเชิงบุคคล งาน และองค์กร ซึ่งอย่างน้อยที่สุดไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ไป นิสิตก็ต้องได้ทำกิจกรรม “เรียนรู้คู่บริการ” ร่วมกันอย่างเป็นทีม

ดังนั้น แนวคิดของสัตว์ 4 ทิศจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นิสิตจะต้องนำไปประยุกต์สู่การขับเคลื่อนการเรียนรู้ เพราะไม่เพียงช่วยให้นิสิต “เข้าใจตัวเอง” แต่ยังรวมถึงการ “เข้าใจผู้อื่น เข้าใจทีมงาน” และมีแก่นสารในการที่จะ “สร้างคน สร้างงาน” อย่างมีระบบและโครงสร้าง มิใช่สักแต่คิดและทำแบบไม่มีแก่นสารใดในการที่จะบริหารคนบริหารงาน เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริงย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการ “ได้งาน แต่ไม่ได้คน” หรือ "ได้คน แต่ไม่ได้งาน" หรือแม้แต่ “เสียทั้งคน เสียทั้งงาน” ไปพร้อมๆ กัน




มีความหมายใดในชุมชน

เสร็จสิ้นจากกิจกรรมสัตว์ 4 ทิศแล้ว ทีมกระบวนกรได้นำเข้าสู่ประเด็นการเตรียมความพร้อมสู่การเรียนรู้ชุมชนในแบบสไตล์ของพวกเราเอง โดยเริ่มจากให้นิสิตหวนกลับเข้ามานั่งเป็นกลุ่มๆ ตามเดิมดังเช่นต้นชั่วโมง-

จากนั้นจึงมอบหมายให้แต่ละกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวที่มีในชุมชนของตัวเอง โดยให้แต่ละคนเล่าให้เพื่อนฟัง และร่วมกันสกัดความรู้ออกมาเป็นภาพ เพื่อเตรียมนำเสนอหน้าชั้นเรียน

กรณีประเด็นของการแลกเปลี่ยนความรู้สู่ภาพวาดในกลุ่ม ประกอบด้วย 6 ประเด็นหลัก คือ

  • บุคคลสำคัญในชุมชน
  • การคมนาคม ยานพาหนะ
  • อาชีพ เศรษฐกิจชุมชน
  • สถานที่สำคัญในชุมชน
  • ประเพณีวัฒนธรรม วันสำคัญ
  • ระบบสาธารณูปโภค




กระบวนการดังกล่าวนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมเบื้องต้นก่อนที่นิสิตจะได้เรียนรู้ในภาคทฤษฎีที่จะมีการบรรยายในชั้นเรียนของชั่วโมงถัดไป ซึ่งประเด็นหลักก็คือ “หลักคิดในการเรียนรู้ชุมชน” นั่นเอง

กระบวนการเช่นนี้ จะเป็นเสมือนการชวนให้นิสิตได้ทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตนเอง บ่มเพาะความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างชุมชน ยึดโยงสู่ “บริบท” หรือ “สภาพทั่วไปของชุมชน” หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า “ศักยภาพ” (ต้นทุนชุมชน) ก็ไม่ผิด



ทั้งผมและทีมกระบวนกรทุกคนเชื่อว่า กระบวนการเช่นนี้ จะเป็นพื้นฐานอันดีที่ช่วยให้นิสิตเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับภาคทฤษฎีที่กำลังจะได้เรียนรู้ในชั้นเรียน รวมถึงการช่วยสะกิดเตือนให้นิสิตได้หวนรำลึกถึงความเป็นชุมชนบ้านเกิดของตนเอง เพราะ “เราทุกคนล้วนมีราก” ด้วยกันทั้งนั้น

เช่นเดียวกับการเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ คือหลักแห่งการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นทีมของนิสิตตามหลักปรัชญาการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเรียนในแบบ “บันเทิง เริงปัญญา” ได้ความรู้ ได้ทักษะ ได้เพื่อน และที่สำคัญคือได้รู้ตัวเองว่ามาจากไหน !

  • หรือกระทั่งได้เรียนรู้หลักการบริหารทีมภายใต้เงื่อนไขและเวลาอันจำกัดของกระบวนการที่เรากำหนดเป็นโจทย์ให้เรียนรู้
  • เสมอเหมือนการได้เรียนรู้ทักษะของการถอดบทเรียนตัวเอง
  • เรียนรู้การรับฟังข้อมูลความคิดของผู้อื่น สู่การจัดการข้อมูลอย่างเป็นทีม เพื่อสร้างสื่อ หรือการสื่อสารสาธารณะ





ปิดท้ายกับ 9 ข้อคิดของการเรียนรู้ชุมชนในแบบค่ายอาสาพัฒนา

ท้ายที่สุด ทีมกระบวนกรได้เพิ่มเติมเชิงทฤษฎีเข้ามาหนุนเสริมการเรียนรู้ให้แก่นิสิต โดยหยิบยกประเด็น 9 ข้อคิดการจัดกิจกรรมเรียนรู้ชุมชน (เรียนรู้คู่บริการ) ที่ผมได้สังเคราะห์และเขียนขึ้นไว้เกือบๆ จะ 10 ปี โดยหลักๆ แล้วล้วนมาจากประสบการณ์ตรงของการทำงานค่ายอาสาพัฒนาและการจัดกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ที่ประกอบด้วย

  • รู้ตัวตนโครงการ
  • ทุกถิ่นฐานมีเรื่องเล่า
  • เราไม่ใช่นักเสกสร้าง
  • ทุกเส้นทางมีปัญหา
  • คลังปัญญาชุมชน
  • เราคือคนต้นแบบ
  • อย่าแยกส่วนการเรียนรู้
  • หันกลับไปดูบ้านเกิด
  • ก่อเกิดองค์ความรู้ใหม่




ใช่ครับ, นี่คือการจัดการเรียนรู้ในแบบของเรา เป็นความท้าทายของเราที่ต้องจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการกับห้องเรียนที่มีคนเรียนร่วมๆ 250-300 คน

ยากมากครับกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ในแบบบันเทิงเริงปัญญา เพื่อให้ผู้เรียนได้ซึมซับทั้งความรู้ ทัศนคติ และทักษะ และถ้าไม่เข้าข้างตัวเองนัก ผมก็เชื่อว่า เราทำได้ดีพอสมควรเลยทีเดียว ---