​แม่จากไปแล้ว

โสภณ เปียสนิท

…………………………………

“ไปพี่ ไปลอยแม่กันเถอะ” น้องชายพูดท่าทางลุกรี้รุกรน “ลอยอังคารแม่” ผมนึกปรับคำพูดน้องให้ดีขึ้น รับพานสีเงินขนาดใหญ่มาอุ้มไว้ระดับหน้าอก บนพานมีห่อผ้าสีขาวขนาดใหญ่วางอยู่ เดินขึ้นรถกระบะของน้องชายไปอย่างเงียบๆ รถค่อยๆ เลื่อนออกจากบ้านงาน พี่น้องคนอื่นๆ ต่างพากันลุกขึ้นจากวงอาหารและเครื่องดื่มเพื่อไปขึ้นรถแล้วขับตามกันไป บางคนติดต่อประสานงานไปที่บ้านญาติที่อยู่แถวน้ำตกเอราวัณ เพื่อให้ติดต่อเรือเพื่อลอยอังคาร หรือส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้ของสังขารแม่

ราวครึ่งชั่วโมงคณะของเรารถสี่คันถึงบ้านญาติ เรือนริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ใกล้น้ำตกเอราวัณ และเขื่อนศรีนครินทร์ ทักทายกันไม่กี่ประโยค เจ้าของบ้านพาเรามุ่งหน้าสู่เหนือสันเขื่อนศรีนครินทร์ สิบนาทีต่อมาเราถึงท่าน้ำ มองเห็นเรือนำเที่ยวโล่งๆ คะเนแล้วคงนั่งได้ราวสิบคน คณะของเราแปดคนถือว่าพอดี พากันเดินขึ้นเรือลำนั้น ผมยังอุ้มพานกับห่อผ้าสีขาวบรรจุอังคารของแม่ไว้ เหมือนว่าขอทำหน้าที่อุ้มแม่เป็นการตอบแทนที่อุ้มเราตั้งแต่เล็กกว่าจะโตอยู่รอดเป็นคนมาได้จนปัจจุบัน

ภาพของแม่ยังอยู่ในความทรงจำของผมอย่างชัดเจน จากวัยสาวแม่แม้จะร่างเล็ก แต่ดูร่างกายแข็งแรง ทำงานได้ทุกอย่างหนักเอาเบาสู้ ทำไร่ ทำนา ค้าขาย เป็นแม่ค้าทั้งขนม และอาหาร ต่อมาภาพของผู้หญิงชราร่างอวบอ้วนท่าทางแข็งแรงในตอนแรก ระยะหลังแขนขาของแม่เล็กลงเพราะอาการป่วยไข้แทรกซ้อนหลายรายการ หลังพิธีพระราชทานเพลิงศพแม่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 ณ วัดทุ่งลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี ร่างของแม่หลงเหลืออยู่เพียงในห่อผ้าขาวที่ผมถืออยู่เท่านั้น นี่แหละเรือนร่างของคนหนึ่งคน ไม่ว่าใคร วาระสุดท้ายของชีวิตแล้วเหลือเพียงกองเท่านี้ กับอีกสองภาชนะสวยๆ ที่เรียกว่า “โกษ” อีกสองอัน อันแรกเพื่อนำไปบรรจุไว้ที่วัดท่ามะนาว วัดที่แม่กับเพื่อนๆ และหมู่ญาติร่วมกันก่อสร้างมาแต่แรก อีกอันหนึ่งเพื่อบรรจุไว้ที่วัดลาดหญ้าวัดบ้านเกิดของแม่ตามคำสั่งเสียก่อนจะจากไป

แม่ของผมชื่อนางไมตรี เปียสนิท ชื่อเล่นนกเอี้ยง เกิดที่ริมฝั่งน้ำแควใหญ่ เหนือวัดทุ่งลาดหญ้า เมื่อราวแปดสิบก่อน ตามบัตรประชาชนบอกว่า แม่เกิดเมื่อปี พุทธศักราช 2579 เป็นน้องเล็กสุดของครอบครัว เขียวแก้ว พ่อชื่อ ฉ่ำ เขียวแก้ว แม่ชื่อพ่วง เขียวแก้ว เมื่อถามแม่ว่า อายุเท่าไรแล้ว คุณแม่มักบอกว่า 84 เสมอ อาจเป็นเพราะแม่จำผิด เพราะตรวจสอบกับลุงช่วย ซึ่งเป็นพี่ชายของแม่ ยืนยันว่า แม่อายุย่างเข้าสู่ปีที่ 80 แน่นอน เพราะลุงเพิ่งอายุ 83 ปี

ภาพของผู้หญิงร่างเล็กคนหนึ่งที่เลี้ยงลูกรอดเป็นคนมาได้ถึง 10 คน เป็นผลงานแห่งชีวิตของแม่ จำได้ว่า แม่ทำงานทุกอย่างพร้อมกับการเลี้ยงลูก 10 คน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับบันทึกไว้ในหอเกียรติยศของมนุษยชาติได้แล้ว ใครไม่เชื่อก็ลองมีลูกแล้วเลี้ยงเองสักคนสองคน แค่นี้ก็พอจะเห็นพ้องต้องกันได้ แต่ถึงแม้ว่าใครหลายคนอาจไม่เห็นด้วย แต่อย่างน้อยในใจของผม แม่ย่อมต้องอยู่ในหอเกียรติยศอันมีค่าควรแก่การเคารพบูชาเหนือสิ่งอื่นใด เพราะเหตุความทรหดต่อสู้ชีวิตของแม่มาด้วยตาของตนเองเป็นเวลายาวนาน

โชคดีของแม่ที่มีลูกคนแรกเป็นหญิง พวกเราเรียกกันว่า “เจ๊นุช” ซึ่งเป็นคู่บุญบารมีของแม่โดยแท้ เพราะพอเริ่มโตก็ต้องทำหน้าที่ผู้ช่วยแม่เลี้ยงน้องอย่างต่อเนื่อง กว่าจะได้ออกเรือนแต่งงานไป น้องๆ ก็โตพอที่จะหาอาหารกินเองกันได้แล้วทุกคน เจ๊นุชจึงเป็นแม่คนที่สองของพี่น้องทุกคน เพราะมีพระคุณกับน้องทุกคนรองจากแม่

ลูกแต่ละคนต่างมีวีรกรรมของตน แม่ต้องคอยดูแลราวจับปู่ใส่กระด้ง ยุ่งขนาดไหนลองคิดเอาเอง เพราะเลี้ยงเด็กคนเดียวหากไม่แข็งแรงจริงสุขภาพอาจทรุดโทรมได้ บางคราแม่ และพี่สาวถึงขนาดต้องผูกขาพวกเราไว้กับต้นเสา ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากความซนได้ พวกเราเติบโตกันมาจากเรือต่อลำใหญ่ริมท่าน้ำแควใหญ่ หมู่บ้านท่ามะนาว เพราะพ่อมีอาชีพเก่าตัดไม้ล่องแพไปขายที่หน้าเมืองกาญจน์ ผ่านการตกน้ำ จมน้ำมาได้ ต่อมาจึงย้ายขึ้นมาอาศัยพื้นที่ของญาติปลูกกระต๊อบอยู่ชายตลิ่งริมท่าน้ำ เรียกว่า เริ่มขยับขึ้นฝั่งมาอีกนิด

ก่อนหน้านั้น แม่และพ่อปลูกบ้านหลังแรกไว้ที่บ้านทุ่งลาดหญ้า ติดกับบ้านของลุงช่วยซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของแม่ ผมยังทันได้เห็นบ้านหลังนี้ แต่ก็ยังเด็กอยู่มาก ความทรงจำถึงบ้านหลังนี้จึงจางลางเลือนไป เหลืออยู่เฉพาะส่วนเฉพาะตอนที่สำคัญ เช่น จำแมลงภู่ตัวดำขนาดหัวแม่มือบินว่อนกัดกินต้นเสาเรือน ขื่อ คานไม้ เป็นรูพรุนไปทั่วไป จำได้ว่าเคยร้องไห้เพราะขึ้นนั่งหลังควายไม่ได้ เหมือนพี่และเด็กที่โตกว่าเขาทำกัน เคยเล่นกับลูกของลุงในดงต้นไม้กวาด แล้วทะเลาะกัน เพื่อนเอามีดฟันโดนแขนเป็นแผลเป็นมาถึงวันนี้

ความทรงของผมมาชัดเจนอีกครั้งก็ตอนที่อยู่เรือท่าเมืองกาญจน์แล้ว ผมเริ่มไปเรียนหนังสือวันแรกกับเพื่อนชื่อเนตร เดินผ่านผิวทรายหนาวเย็นมากด้วยเท้าเปลือยเปล่า อาบน้ำเช้าช่างหนาวเย็นจับใจ อ้าปากพูดแต่ละคราว ควันสีขาวพวยพุ่งออกจากปาก ปัจจุบันนึกแปลกใจที่หมู่บ้านท่ามะนาวไม่เคยมีควันออกปากยามหน้าหนาวอีกแล้ว

ที่หมู่บ้านท่ามะนาวแม่ยังคงทำงานหนัก หรือหนักกว่าเดิม เพราะพ่อมีที่ดินสืบทอดจากพ่อของพ่อ และซื้อเพิ่มเองทีหลังอีกหลายแปลง แม่จึงต้องทำไร่ บางครั้งก็ทำนา พร้อมค้าขายไปด้วยกันแล้วเก็บเงินส่วนนี้ไว้ในไห จนวันหนึ่งพ่อต้องการซื้อรถยนต์ไว้ใช้ แม่เอาเงินที่เก็บไว้ออกมาร่วมสมทบทุน ปรากฏว่าเงินขึ้นรา ต้องเอามาซักน้ำแล้วรีดด้วยเตารีดโบราณตราหัวไก่ พ่อซึ่งไม่ค่อยได้ชมแม่เท่าไร ถึงกับต้องเอ่ยปากชมว่า “แกก็รวยนี่นา” ว่าแล้วก็ยิ้มคาดว่าจะพึงพอใจไม่น้อย ข้อความนี้แม่เล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจของแม่เอง

เมื่ออายุครบ 8 ปี พ่อกับแม่ส่งกลับไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้ากับพี่ชาย โดยให้ไปอาศัยอยู่วัดทุ่งลาดหญ้า โดยมีพระอาจารย์ทอง เป็นผู้ควบคุมดูแล แต่ผมถูกท่านอาจารย์ตี และคาดโทษเพราะไม่ค่อยช่วยงานพระเณร และทนความคิดถึงบ้านไม่ได้ จึงร้องไห้ขอกลับบ้าน จนยายพ่วงแม่ของแม่ส่งข่าวให้แม่มารับกลับไปเรียนหนังสือที่บ้านท่ามะนาว ส่วนพี่ชายโตกว่าผม อาศัยอยู่วัดลาดหญ้าและเรียนหนังสือต่อไปได้

กลับมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านท่ามะนาวจนจบ 4 ปี แล้วพ่อกับแม่จึงพาผมไปเรียนหนังสือที่วัดถ้ำเขาปูน เพราะมีสายสัมพันธ์กับหลวงพ่อเจ้าอาวาสในขณะนั้น หลวงพ่อณรงค์ วิเศษสิงห์ ต่อมาดำรงตำแหน่ง พระเทพเมธังกร เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี พาผมไปบวชเณรในถ้ำเขาปูนหน้าพระนอนองค์โต บวชแล้วผมจับแขนแม่แล้วถามว่า “แม่ผมกลับบ้านได้ตอนไหน” หลายคนห้ามกันเสียงหลงว่า เป็นเณรจับแขนแม่ไม่ได้แล้ว “ผมงง” เพราะไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ผมเรียนนักธรรมตรีที่นี่และย้ายตามหลวงพ่อเจ้าอาวาสไปวัดท่ามะขาม หรือวัดราษฏร์ประชุมชนาราม เรียนนักธรรมโท และเอกที่วัดนี้ พร้อมกับได้เรียนพิเศษภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกกับครูพระ อดีตนายทหารเรือที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

ดำรงความเป็นเณรมาถึงวัย 20 ปี พ่อกับแม่สร้างฐานะดีขึ้น ส่งลูกชายไปเรียนที่ศึกษาสงเคราะห์พนมทวนคนหนึ่ง ส่งไปบวชเรียนอยู่วัดสองคน พี่สาวคนโต เรียนจบประถมเจ็ดที่โรงเรียนลาดหญ้าพิทยาคมแล้วกลับบ้าน ทำหน้าที่ช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ อยู่บ้าน ลูกชายคนหนึ่งจบ ปวช. ส่วนอีกคนจบ ปวส. ปัจจุบันเรียนต่อจนจบปริญญาตรีแล้ว แม่คอยให้กำลังใจลูกๆ ให้ตั้งใจเรียน ไม่อยากให้ลูกทุกคนต้องลำบากเหมือนแม่ แต่วิถีแห่งชีวิตย่อมขึ้นอยู่กับเจ้าของชีวิต คือลูกๆ เอง แต่ละคน แต่แม่ได้ต่อสู้ได้ศึกษาเล่าเรียนเสมอ จำได้ว่า ครั้งหนึ่งผมมีโรคปวดตารักษาไม่หาย ไปโรงพยาบาลมาหลายแห่ง ตั้งแต่โรงพยาบาลในเมืองกาญจน์ นครปฐม ราชบุรี เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟัง มีคนแนะนำให้ไปหาหมอที่กรุงเทพฯ ผมบอกว่าไม่รู้จัก แม่ยอมทำหน้าที่เป็นคนนำผมไปเอง ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว แม่ก็ไม่รู้จักโรงพยาบาลจุฬาลงกรณเช่นกัน

แปลกที่โรงทางตาของผมมาหายที่โรงพยาบาลนี่เอง แต่ก็ใช่ว่าจะง่าย เพราะต้องไปหลายครั้ง โดยครั้งแรกแม่เป็นคนพาไปเอง ทั้งที่ลูกโตอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 21 แล้ว หลังจากได้แม่พามาที่โรงพยาบาลนี้แล้ว ผมมาอีกสองสามครั้งโรคทางตาหายไป หมอแก้ได้ถูกจุด หมอสรุปว่าผมเป็นโรคกล้ามเนื้อตาอ่อน แล้วบอกวิธีแก้ให้เรียบร้อย กลับมาแล้วผมอ่านหนังสือได้ตามปกติ ผมดีใจมาก ที่สายตากลับคืนมา อย่างน้อยก็ไว้อ่านหนังสือ เพราะใจเพิ่งจะเริ่มรักการเรียนรู้

แม่ยังเลี้ยงน้องและทำงานอย่างหนักประคองครอบครัวใหญ่ของเราต่อมา ส่วนผมและพี่น้องสามคนถูกส่งไปเรียนที่วัดและโรงเรียนแบบสังคมสงเคราะห์ แยกออกไปจากครอบครัว เหมือนคำโบราณที่ว่า “บ่ออกจากบ้านสิบ่อเห็นด่านแดนไกล” ผมเรียนรู้การศึกษาแบบวัด ทำให้ผมได้เรียนรู้หลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เรียนวิชาภาษาบาลี วิชาภาษาอังกฤษ วิชาการทางพระศาสนาอย่างกว้างทั้งปริยัติและปฏิบัติ ได้รู้จักวิชาปฏิบัติสายพุทโธ สายวิชชาธรรมกายของหลวงปู่วัดปากน้ำ คำว่าธรรมกายหมายถึงพระพุทธเจ้า ที่ต้องรีบอธิบายไว้ตรงนี้เพราะหลายคนไปสรุปแบบมิจฉาทิฐิ ว่าวิชชานี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ได้รู้จักวิชาพองยุบว่าเป็นมาอย่างไร จุดเน้นอย่างไร

แม่ของผมอายุ 60 กว่าปีเริ่มเป็นโรคเบาหวาน หลังจากนั้นโรคร้ายตามมาเป็นชุด โรคหัวใจ โรคความดัน หลายปีต่อมาแม่เข้ารับการผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจ แม่ต้องกินยารักษาทุกโรคมากขึ้นเรื่อยๆ กินทีหนึ่งหลายเม็ด ตอนแม่ยังมีแรงแม่กินยาได้ดีแม้จะรู้สึกฝืนบ้างก็ตาม แม่เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ที่เมืองกาญจน์บ้าง ที่กรุงเทพฯบ้าง จำได้ว่าครั้งหนึ่งแม่เข้าโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาที่เมืองกาญจน์ ผมไปนอนเฝ้าข้างเตียงแม่ ก่อนที่ผมจะนอนหลับข้างเตียง กำหนดอยู่ว่า หากแม่ลงจากเตียงผมต้องรู้สึกตัวตื่นแน่ แต่การณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผมสะดุ้งตื่นอีกทีราวตีสองกว่า เห็นแม่ลุกขึ้นไปยืนริมระเบียงรับลมเย็นผมของแม่ขาวโพลนปลิวไสวรับลม ผมใจหายเพราะเกรงว่าแม่จะล้มลง และเป็นอันตรายยิ่งขึ้น ออกไปยืนคุยกับแม่อยู่สักพักแล้วชวนแม่กลับเข้ามานอน “แม่ ทำไมไม่ปลุกผม” แม่ตอบง่ายๆ “เกรงใจ ลูกเดินทางมาเหนื่อยๆ แม่ยังเดินเองได้” จริงตามที่แม่ว่า แม่เข้มแข็งมาตลอดชีวิตของแม่ หลังจากพ่อสิ้นแล้วแม่ทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้ลูกมาเพียงลำพัง เป็นศูนย์กลางให้ลูกๆ 10 คนที่แยกย้ายไปทำงานในต่างถิ่นได้ไปมาหาสู่กันตามเทศกาลสำคัญๆ ที่เวียนมาถึง คอยเป็นห่วงเป็นใยคนที่ยังน่าห่วง แม่สอบถามถึงคนนั้นคนนี้ เมื่อเจอหน้าลูกๆ

หลังจากพ่อลาจากไปแม่อยากทำการค้าขายเหมือนกับที่เคยทำมา เพื่อให้มีรายได้เข้าครอบครัว และให้ลูกๆ ที่ยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่งได้งานทำโดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร นี่คือน้ำใจของแม่ แต่การค้าขายครั้งนี้ ใหญ่กว่าเดิม “แม่อยากขายวัสดุก่อสร้าง” แม่ปรารภ และสอบถามคนนั้นคนนี้ ที่แม่คิดว่ามีความรู้และยินดีให้คำปรึกษา และไม่ลืมขอความเห็นลูกๆ ทุกคนให้มีส่วนร่วมด้วย พวกเราลงทุนร่วมด้วยเงินก้อนแรกในการถมที่ ที่ใกล้ปากทางเข้าวัดท่าเสา ที่อัศจรรย์ก็คือ แม่เรียนไม่จบประถมปีที่4 แต่แม่สามารประคับประคองธุรกิจวัสดุก่อสร้าง มาได้อย่างยาวนานจนมาวางมือเมื่อร่างกายของแม่อ่อนแอลง ไม่สามารถทนทานงานหนักได้อีก

หลังจากนั้นแม่เข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้งขึ้น ตามคำแนะนำของหมอ ทุกครั้งที่เข้าโรงพยาบาลหมอให้ยาแก้โรคต่างๆ มามากมายเป็นกอบเป็นกำ ตามสำนวนว่า “กินยาแทนข้าว” แม่กินยาตามหมอสั่งได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นกิจวัตรสืบต่อมานาน และกลายเป็นสาเหตุแห่งโรคตับไตตามมาในระยะหลัง

แม่เริ่มมีอาการของโรคทางตับไตเพิ่มขึ้นมาอีก เพราะเหตุแห่งการทานยามากเกินไป ก็ต้องรักษาอาการของโรคทางตับไตเข้าไปอีก แถมระยะหลังๆ มีเนื้องอกในท้องอีกหนึ่งโรค หมอเรียกลูกๆ ไปพบเพื่อบรรยายอาการให้ฟัง หมอมองหน้าพวกเราแล้วทักทายว่า “พร้อมกันแล้วนะ หมอจะได้ไม่ต้องอธิบายซ้ำอีก” และเริ่มเล่าอาการของแม่อย่างช้าๆ เพื่อให้ลูกทุกคนเข้าใจ ตอนนี้แม่มีโรคหลายโรครุมล้อมอยู่ ทั้งเบาหวานความดันหัวใจตับไตเนื้องอก การจะทำการรักษาโรคใดโรคหนึ่ง ต้องคอยระวังโรคอื่นจะกำเริบด้วย ขณะที่ผมฟังหมอค่อยๆ เล่าอาการ

นึกเปรียบร่างการของแม่เป็นเมือง เมืองหนึ่งที่ข้าศึกล้อมเมืองไว้อย่างหนาแน่น ข้าศึกแต่ละรายล้วนมีกองกำลังมากมายแข็งแกร่ง บางรายปิดล้อมประตูชีวิตของแม่มายาวนาน บางรายเป็นกองกำลังใหม่เพิ่งยกพลเข้ามารายล้อมไว้อีกด้าน การที่หมอจะช่วยแม่ด้วยการเปิดประตูออกไปขับไล่ศัตรูฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายอื่นๆ ก็จะช่วยกันโจมตีจนกองกำลังของแม่ต้องถอยร่นกลับเข้าค่ายปิดประตูตกเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว คุณหมอพยายามอธิบายอาการของแม่อย่างช้าๆ ระมัดระวังเพื่อให้ลูกทุกคนเข้าใจสถานการณ์ อีกประการหนึ่ง เป็นการบอกเตือนลูกหลานทุกคนให้ทำใจว่า ร่างกายของแม่ มีแต่ทรงกับทรุด ทรง คืออาการอยู่ในภาวะเดิมทรุด คืออาการเสื่อมลงไปกว่าเดิม คนหนึ่งในกลุ่มเราถามหมอว่า “เนื้องอกนั้นตัดออกให้หมดในครั้งเดียวเลยได้หรือไม่” หมอนิ่งสักครู่ ก่อนค่อยๆ อธิบายอย่างใจเย็น “ตอนนี้คุณแม่ยังพูดคุยกับลูกหลานได้บ้าง แต่หากผ่าตัดแล้ว คุณแม่พูดเคยกับลูกไม่ได้ เสี่ยงเกินไป หมอคิดเห็นร่วมกันว่า ให้แม่อยู่อย่างเดิมนี่ดีกว่า” พวกเรารับฟังอย่างเงียบงัน ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความเข้าใจสถานการณ์

หลังเดินทางกลับจากโรงพยาบาลศิริราช แล้วเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพหลฯ ที่กาญจนบุรี ร่างกายของแม่เสื่อมลงตามลำดับ กลับมาพักผ่อนที่บ้านได้ไม่นานนัก โรคร้ายรุมล้อมร่างกายของแม่จนอ่อนล้าลงเรื่อยๆ ในที่สุดก็สิ้นเรี่ยวแรง แม่นอนหลับไปอย่างสงบเมื่อเวลาเย็นของวันที่ 11 ธันวาคม 2558 ตามหลักการแห่ง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ในที่สุด

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าริมระเบียงโบสถ์



ความเห็น (7)

ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของท่านด้วยนะครับ อาจารย์

เขียนเมื่อ 

ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับอาจารย์

เขียนเมื่อ 

ทราบข่าวการจากไปของท่าน

ที่อาจารย์เขียนบันทึก ก่อนนั้น

ก็หลังงานของท่านไปแล้ว

เสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมงานของท่านนะ

นี่แหละ ความเศร้าสุดของลูกทุกคน

ที่จะได้พบ

sr
IP: xxx.231.17.120
เขียนเมื่อ 

My condolences.

Love still lives on.


PS. please look at this: "เมื่อราวแปดสิบก่อน ตามบัตรประชาชนบอกว่า แม่เกิดเมื่อปี พุทธศักราช 2579...".

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

คุณยายขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ อาจารย์โชคดีกว่าหลายๆคนที่มีโอกาสได้ดูแลแม่ ส่วนคุณยายเรียนจบมาทำงานแค่ปีเดียวแม่ก็เสีย ยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณตามที่ตั้งใจไว้เลยค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอแสดงความเสียใจด้วยครับอาจารย์

คุณแม่ท่านสมควรบันทึกไว้ในใจและหอเกียรติยศจริงๆครับ

ขอร่วมไว้อาลัยคุณแม่ด้วยค่ะ