ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๙ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ร.ร.เทศบาลบ้านส่องนางใย

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ CADL ร่วมกับคณะครูระดับปฐมวัยจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม การเยี่ยมประเมินเชิงพัฒนาคราวนี้ เรามีเครื่องมือเสริม เพิ่มการมองวิธีการจัดกิจกรรมการสอน (อ่านที่นี่) โดยตั้งคำถามว่า ทักษะใดที่เด็กๆ ได้ฝึกฝนในแต่ละขั้นตอน ... ขอบคุณท่านผอ.สิทธิชัย สมศิลา รองผอ.วิลัดดา วงศ์ประดับแพร และคุณครูทุกท่านครับ ที่ให้การต้อนรับ และให้เกียรติทีมผู้เยี่ยมเยือนอย่างยิ่ง

ผมประทับใจกระบวนการเตรียมนักเรียนก่อนเข้าห้องเรียนของ ร.ร.เทศบาลบ้านส่องนางใย และเสนอว่าทุกโรงเรียนควรนำไปพิจารณาปรับใช้บ้าง ผมเห็นการฝึกระเบียบ วินัย บริหารฐานกาย และให้ความสำคัญกับการเตรียมฐานใจ ด้วยการให้ฟังเพลงผ่อนคลายและใช้การนั่นสมาธิ ...



การนิเทศคราวนี้ ผู้เยี่ยมแบ่งออกเป็นทั้งสิ้น ๘ ทีม สำหรับ ๘ ห้องเรียน ใช้เวลาตั้งแต่ ๘:๓๐ น. - ๑๐:๐๐ น. อยู่ดูจนครบกระบวนการทั้งหมด เพื่อที่จะได้เห็นความเป็นธรรมชาติของกระบวนการสอนปกติมากที่สุด ก่อนจะมารวมทำ AAR กันที่ห้องประชุมเวลา ๑๐:๐๐ น.เศษๆ เรา BAR (Before Action Review) กันว่า เด็กๆ สนุกและได้ฝึกทักษะวิทยาศาสตร์อย่างไรในโรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย

ข้อดีของวิธีการนิเทศแบบนี้ คือ มีเวลานานพอสำหรับการสังเกตการสอนจนครบกระบวนการ ทำให้ผู้สังเกตสามารถสะท้อนได้อย่างละเอียด ... เสียดายที่ตอนทำ AAR ผมไม่ได้เปิดโอกาสให้แต่ละทีมสะท้อนหรือป้อนกลับข้อสังเกตให้ผู้สอนมากนัก ... ผมเสนอว่า การเยี่ยมโรงเรียนถัดไป น่าจะกำหนดกระบวนการให้ แต่ละทีมสะท้อนป้อนกลับทันทีหลังการสังเกต ก่อนจะมาสรุปภาพรวมที่วง AAR อีกครั้งหนึ่ง

ผมเข้าสังเกตการสอนห้อง อนุบาล ๓/๒ ห้องของครูเพ็ญ และครูหนิง น้องนิสิตฝึกสอน (ขออภัยหากจำผิดนะครับ) การทดลองวันนี้คือ "ไข่ไดโนเสาร์" ผมไม่เคยเห็นการทำกิจกรรมนี้มาก่อน จึงพยายามนึกเชื่อมโยงว่า ครูเพ็ญต้องการจะสอนทักษะอะไรจากการทดลองเรื่องนี้ เมื่อรู้วิธีการทั้งหมด ซึ่งไม่ยากเลย จึงสงสัยกิจกรรมนี้จะง่ายเกินไปไหม สำหรับนักเรียนอนุบาล ๓ แต่พอได้สังเกตตลอดการทดลอง พบว่า ครูเพ็ญเน้นเรื่องการสอนการคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบ และแนวคิดของโครงการทดลองได้น่าสนใจมากครับ





ผมตีความว่า ครูเพ็ญและครูหนิง จะฝึกให้นักเรียนคิดหาคำตอบ คำถามส่วนใหญ่ต้องการจะให้เด็กอธิบายว่า ทำไมไข่ต้มซึ่งปกติปอกออกจะสีขาว จะเป็นสีลายกลายเป็นไข่ไดโนเสาร์ไป การรีบเฉลยคำตอบ และการตั้งคำถามนำ ทำให้การสอนที่ต้องการเน้นกระบวนการคิดและอธิบายเหตุการณ์ กลายเป็นการสอนแบบเน้น "เนื้อหา" ไป

การทดลองนี้น่าจะเป็นการทดลอง ก่อนการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ โดยเฉพาะถ้ามีโครงการพาเด็กไปทัศนศึกษาที่ภูกุ้มข้าว และภูน้อย ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (ถิ่นไดโนเสาร์) คือเป็นกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน

สาระสำคัญของการทดลองนี้ ไม่ซับซ้อน เช่น คือสี รั่วเข้าไปตามรอยแตกของเปลือกไข่ ซึมเข้าไปย้อมไข่ให้เป็นสี ไข่จึงมีสีลายตามรอยแตกของเปลือกไข่ .... ผมเสนอว่า ครูน่าจะมองไปที่มุมมองเพื่อสอนว่า เปลือกไข่มีรูพรุนจะดีกว่า เพื่อสอนให้เด็กรู้จัก "การแพร่" ที่นำมาใช้ในการทำไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า...

อุปกรณ์ที่ต้องใช้คือ ไข่ต้มคนละฟอง ช้อนเอาไว้เคาะเปลือกไข่ สีผสมอาหารสีต่างๆ อ่างใส่น้ำไว้ล้างไม่ให้เปื้อนเกินไป ถุงพลาสติกใส และจานเอาไว้ใส่เปลือกไข่และสำหรับไข่ที่ปอกเปลือกออกแล้ว

วิธีการที่ผมเห็น อาจสรุปเป็น ดังนี้ครับ

  • เอาช้อนเคาะเปลือกไข่ต้มให้แตกทั่วฟอง
  • เอาไข่ใส่ในถุงพลาสติกใส แล้วตักน้ำสีผสมอาหารใส่ประมาณ ๒ ช้อน ปิดปากถุง แล้วพลิกขย้ำไปมา ย้อมสีไข่ให้ทั่วฟอง ทิ้งไว้ ๕ นาที
  • เอาไข่ออกมาล้าง แล้วแกะเปลือกไข่ออก เท่านี้ก็จะได้ไข่ต้มมีลาย คล้ายๆ ไข่ไดโนเสาร์

จุดเด่นของการทดลองนี้ คือ ทำง่าย อุปกรณ์ราคารถูก เด็กได้ลงมือทำทุกคน ผมสังเกตว่า เด็กๆ ที่นั่งเป็นกลุ่มในขณะที่ทำงานเดี่ยวนั้น ไม่น่าจะใช่วิธีที่ดี เพราะเด็กๆ จะหยอกล้อ คุยกัน คุมสมาธิได้ยากมาก

อย่างไรก็ดี ผมสังเกตว่า เด็กๆ ก็ยังสนุกและมีความสุขกับการเรียนของครูเพ็ญ โดยเฉพาะการตั้งตารอว่า เมื่อไหร่ครูจะให้กินไข่เสียที หลายคนทนไม่ไหว แอบฝืนคำสั่งครูเดินไปหยิบเอาไข่ในจานด้านหลังครูเอาดื้อๆ

ส่วนที่ผมชอบที่สุด ในกระบวนการของครูเพ็ญและครูหนิงคือ ท่านพยายามออกแบบกิจกรรมการทดลองที่จะเป็นพื้นฐานของการทำ "โครงงาน" มีการกำหนดตัวแปร มีการเปรียบเทียบ และมีการทดลอง มีการสรุปผล ท่านนำไข่ต้มมาสองฟอง ฟองหนึ่งกระเทาะให้แตก ส่วนอีกฟองไม่ทำอะไร ทำการทดลองแบบไข่ไดโนเสาร์กับไข่ทั้งสองฟองไปพร้อมๆ กัน โดยแยกไว้ฟองละถุง ให้เด็กๆ ช่วยกันเดาคำตอบ แล้วพิสูจน์โดยการปอกให้ดู แล้วครูก็ตั้งคำถาม และสรุปการทดลอง





ในวงสนทนา AAR สะท้อนป้อนกลับ ผมให้ความเห็นเชิงวิพากษ์กับการสอนเรื่องไข่ไดโนเสาร์ในห้อง อนุบาล ๓/๒ ๓ ประเด็น ดังนี้

๑) ไม่รีบเฉลย ทิ้งเวลาให้เด็กได้คิด และเรียนรู้ด้วยตนเอง หลังจากตั้งคำถามอย่างชัดเจน

๒) การให้นั่งแยกทำงานเดี่ยว และนั่งรวมทำงานกลุ่ม อาจช่วยคุมสมาธิเด็กได้ง่ายขึ้น คือ ถ้าให้ทำงานเดี่ยว เช่น ปอกเปลือกไข่คนละฟอง ก็ให้แยกนั่งกระจายอยู่คนเดียว ถ้าจัดให้นั่งเป็นกลุ่ม ก็ต้องมีกิจกรรมให้ฝึกทำงานเป็นทีมด้วย เช่น ให้วาดรูปร่วมกัน แล้วส่งตัวแทนอธิบาย เป็นต้น

๓) หยิบเอาเหตุการณ์ในห้อง มาเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องที่สอน คือ เมื่อเด็กพูดประโยคที่แสดงถึงความสงสัย ก็ให้ตั้งคำถามต่อเนื่องให้เข้ากับเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ เช่น มีเด็กคนหนึ่งพูดเกี่ยวกับ "ไก่ตี" (ไก่ชน) คงเพราะผู้ปกครองสนใจ และคงเชื่อมโยงกับไข่ไก่ที่ครูเอามาให้เล่นวันนี้ เพื่อนอีกคนพอได้ยิน เพื่อนอีกคน พูดติดตลกว่า "เป็ดตีมีไหม?" ... กรณีแบบนี้ ครูอาจจะเปิดโอกาสให้คนแรกได้เล่าเรื่องไก่ชนที่บ้านให้ฟัง ฝึกการอธิบายและเล่าเรื่อง และอาจตั้งคำถามกับคนหลังว่า ถ้าเราไปทำการทดลองนี้กับไข่เป็ด จะเป็นอย่างไร .... เป็นต้น

ผมก็คิดไปครับ... เพียงแต่ยึดหลักว่า ให้เด็กๆ ได้ฝึกอธิบายจากการสังเกต กรณีที่ไม่มีใครอธิบายเลย หรือเพียงตอบเป็นคำสั้นๆ น่าจะเป็นเพราะยังไม่มั่นใจ วิธีที่ได้ผลคือ ให้อธิบายหรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรู้เดิมที่นักเรียนรู้ดีก่อน ในกรณีข้างต้นก็คือ เรื่องไก่ เป็นต้น ครับ





ภาพสุดท้ายประทับใจเด็กๆ ห้องครูติ๋วครับ น่ารักมาก .... มีความสุขครับ ...

บันทึกต่อไปค่อยมาว่าเรื่อง AAR ภาพรวมครับ ...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์



ความเห็น (1)

มาเยี่ยมอ่านและขอเป็นกำลังใจนัก "ปั่นจักรยานเพื่อพ่อ"ทุกท่านค่ะ