อภิชญา วรพันธ์ : สภาวะของความเป็น..บ้าน

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

หลังจากคุณพ่อเสียชีวิตที่บ้านเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ เม.ย. ๕๕ โดยเดินทางอย่างสงบ อย่างเตรียมตัว และรู้ตัวเป็นอย่างยิ่ง พอวันที่ ๑๘ เม.ย. คุณแม่ก็ได้เดินทางกลับไปที่วัดป่าบ้านค้อ จ.อุดรธานี ซึ่งคุณแม่จะอยู่ที่วัดมากกว่าบ้านที่กรุงเทพฯมาหลายปีแล้ว ช่วงหลังคุณแม่รับพี่สาว ๒ คน คือ คุณป้าเล็กและคุณป้าจิตจากนครศรีธรรมราชมาอยู่ที่วัดด้วย เพราะคุณแม่เริ่มเดินทางไกลๆ ไปเยี่ยมคุณป้าไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งที่บ้านคุณป้าก็เหลือกันแค่ ๒ คนพี่น้อง ซึ่งไม่มีครอบครัวทั้งคู่ และคุณป้าเล็กเองก็มีอาการหลงๆ ลืมๆ ตามวัยด้วย

เช้าวันศุกร์ที่ ๒๗ เม.ย. ๕๕ ราว ๐๘.๒๐ น. คุณแม่โทรศัพท์มาหาแป๊ว เพื่อปรึกษาเรื่องคุณป้าเล็ก

คุณแม่ - เมื่อวานป้าเล็กก็ยังดูปกตินะลูก ยังกินอาหารได้ แต่เช้านี้ป้าเล็กนอนอย่างเดียวเลย ดูเหมือนจะหายใจออกอย่างเดียว ไม่ค่อยหายใจเข้า แม่เลยว่าจะพาป้าไปโรงพยาบาล ลูกคิดว่ายังไง

แป๊ว - นอกจากที่คุณแม่บอกว่าดูเหมือนจะหายใจออกอย่างเดียว ไม่ค่อยหายใจเข้า คุณแม่ลองจับตัว จับขา จับมือคุณป้าดูสิคะ ว่าเป็นยังไงบ้าง ร้อนหรือเย็นอย่างไร

คุณแม่เงียบไปสักพัก แล้วกลับมาคุยโทรศัพท์ต่อว่า

คุณแม่ - แม่ว่าช่วงล่างตั้งแต่เท้าขึ้นมาเริ่มเย็นไล่ๆ ขึ้นมาเรื่อย แต่ตัวยังอุ่นนะ

แป๊ว - สีผิวของคุณป้าเป็นยังไงบ้างคะ สีขาวซีดๆ สีคล้ำ สีแดงเรื่อๆ

คุณแม่ - อืม!! แม่ว่าสีผิวป้าเค้าคล้ำลงเลยนะ ปกติป้าเล็กเป็นคนผิวขาว ยิ่งไม่ถูกแดดก็ยิ่งขาวซีดๆ นี่ดูคล้ำลงไปเลย งั้นแม่พาป้าส่งโรงพยาบาลเลยมั้ย หรือควรให้รถพยาบาลมารับ

แป๊วฟังจากน้ำเสียงที่คุณแม่พูด ก็รู้สึกว่าคุณแม่เริ่มกังวลมากขึ้น หากประเมินตามที่คุณแม่เล่ามานั้น อาการแบบนี้แสดงสัญญาณค่อยข้างชัดเจนว่านาฬิกาชีวิตเริ่มนับถอยหลัง ออกซิเจนในเลือดก็คงลดลง ทำให้ผิวเริ่มคล้ำ คงเพราะคุณป้าไม่ได้หายใจเข้าอย่างที่คุณแม่บอกให้ทราบ ซึ่งคล้ายๆ หลายเคสที่เคยพบในช่วงวันสุดท้าย ตัวของคุณป้าเองก็มีอาการโรคหัวใจอยู่แล้ว แป๊วจึงบอกคุณแม่ว่า

แป๊ว - คุณแม่คะ อาการแบบนี้มันเหมือนอาการช่วงท้ายๆ ของคนไข้หลายรายที่แป๊วเคยเห็น อาการตัวเย็นก็จะไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ สีผิวก็จะคล้ำลง เพราะปลายประสาทขาดออกซิเจน ถ้าคุณป้าไม่มีอาการอื่นเพิ่มขึ้นที่ยากกับการที่คุณแม่จะดูแล เช่น ชัก ทุรนทุราย หรือคุณแม่อยู่กับอาการที่คุณป้าเป็นตอนนี้ได้ อยู่โดยไม่กังวล ไม่ตกใจกับอาการของคุณป้ามากนัก แป๊วว่าน่าจะให้คุณป้านอนสบายๆ ที่วัดดีกว่านะคะ ส่วนการส่งโรงพยาบาลก็คงไม่ได้ช่วยอะไร และคุณหมอก็คงไม่ทำอะไรให้เช่นกัน ถ้าส่งโรงพยาบาลรัฐ หมอก็อาจให้พากลับบ้าน เพราะอาการลักษณะนี้ไม่ต้องรักษาอะไร ถ้าส่งโรงพยาบาลเอกชน ก็อาจรับตัวไว้ ให้ออกซิเจน ให้น้ำเกลือไป ซึ่งไม่น่าจะมีประโยชน์อะไรมากนัก แต่ก็ไม่ได้รักษาอะไรเหมือนกันค่ะ คุณแม่กลัวมั้ยคะ อยู่แบบนี้ได้มั้ยคะ มีใครอยู่เป็นเพื่อนรึเปล่า

การจะให้ใครทำอะไร หรือรับสภาพอะไรนั้น ต้องให้ผู้ที่อยู่กับสถานการณ์นั้นทำด้วยความเต็มใจ ทำด้วยความสบายใจ ถึงวิธีการที่เราเสนอจะดีหรือควรทำ แต่ถ้าผู้ที่ต้องอยู่กับสถานการณ์นั้น รับไม่ได้ ไม่อยากทำ ก็ต้องทำตามแนวทางที่ผู้รับสบายใจ สะดวกใจ

คุณแม่ - แม่อยู่ได้ ไม่กลัวนะ มีคนที่วัดนี่แหละอยู่ด้วยหลายคน ป้าจิตก็อยู่ด้วย ตกลงแม่ไม่ต้องพาป้าส่งโรงพยาบาลนะลูก แล้วแม่ต้องทำยังไงอีก

แป๊ว - ค่ะไม่ต้องพาส่งโรงพยาบาล ถ้าคุณแม่รับกับสิ่งที่ห็นได้ เรื่องต่อไปคุณแม่น่าจะไปกราบเรียนให้หลวงพ่อทราบอาการของคุณป้าค่ะ แล้วคุณแม่ก็ไปขออโหสิกรรมกับคุณป้า และตัวคุณแม่เองก็บอกอโหสิกรรมให้คุณป้าด้วย ถึงคุณป้าจะดูเหมือนไม่รับรู้อะไรก็ไปบอกได้ค่ะ บางทีประสาทรับฟังเสียงยังทำงาน อาจจะรับรู้ก็ได้ ให้คุณแม่อธิษฐานขอบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช่วยนำทางให้คุณป้าไปสู่สุคติ ไปสู่ภพภูมิที่ดี ช่วงระหว่างนี้คุณแม่อาจจะเปิดเทปบทสวดมนต์ หรือจะสวดมนต์ให้คุณป้าฟังเองก็ได้ เพราะที่ผ่านมาคุณป้าก็ทำอยู่ แล้วก็เตรียมบอกคุณหมอหรือตำรวจที่คุณแม่รู้จักในพื้นที่ เพราะถ้าเสียนอกโรงพยาบาล อาจจะต้องให้ตำรวจและคุณหมอมาชันสูตรศพเหมือนคุณพ่อที่เสียชีวิตที่บ้าน แป๊วว่าการที่ให้คุณป้านอนสบายๆ ที่วัดที่คุณป้าอยู่ เราน่าจะทำอะไรให้คุณป้าได้มากกว่า

จากที่คุยมายาวพอสมควร คุณแม่ก็เห็นด้วยกับแนวทางที่คุยกัน คุณแม่ดูคลายกังวลกว่าช่วงแรกมาก

ช่วง ๐๙.๒๐ น. คุณแม่โทรศัพท์มาบอกว่า ได้ไปกราบเรียนหลวงพ่อให้ทราบแล้ว เมื่อสักครู่หลวงพ่อท่านแวะมาดูคุณป้า และท่านพูดว่า ดีแล้วๆ ท่านให้คนช่วยเตรียมดอกไม้ธูปเทียนเพื่อขออโหสิกรรมด้วย ส่วนอาการตัวเย็นนั้น ก็เย็นมากขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนนี้ขึ้นมาถึงช่วงอกแล้ว

หลังจากนั้นคุณแม่ก็โทรศัพท์มาบอกเล่าอาการของคุณป้าเป็นระยะ ประเด็นเรื่องการจะพาไปโรงพยาบาลหรือไม่นั้น คุณแม่ไม่ได้พูดถึงอีกเลย คงเพราะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี อีกทั้งคุณป้าก็ไม่มีอาการใดๆ ที่น่าตกใจ ระหว่างนั้นเราคุยกันเรื่องการเตรียมงานที่จะต้องตามมาหลังจากคุณป้าเสียชีวิต เช่น การจัดงานศพ รูปที่จะใช้ เป็นต้น

เวลา ๑๓.๔๗ น. คุณป้าเสียชีวิตด้วยอาการสงบ โดยการหายใจค่อยๆ ผ่อนช้าลงไปเองตามธรรมชาติ ไม่มีอาการทรมานใดๆ ให้เห็น ตามร่างกายของคุณป้าปราศจากพันธนาการที่เกิดด้วยความรัก และความพยายามยื้อชีวิตของญาติจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิด

ก่อนเสียชีวิต ๑ วัน ช่วงเช้าคุณป้ายังกินอาหารได้เป็นมื้อ พอช่วงเย็นดื่มนม ๑ กล่อง กินข้าว ๓ คำ แต่ในช่วงเช้าของวันที่เสียชีวิต คุณป้าเพียงแต่นอนนิ่ง หายใจแผ่วลง ยังขับถ่ายในผ้าอ้อมที่ใส่ไว้

สำหรับงานศพนั้น ได้จัดที่วัดป่าบ้านค้อ ซึ่งเป็นสถานที่สุดท้ายที่คุณป้าอยู่ แม้คุณป้าจะไม่ได้เสียชีวิตในสถานที่ที่เรียกว่า “บ้าน” แต่ที่ “วัด” แห่งนี้ ก็เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญสำหรับชีวิตช่วงท้ายของคุณป้า

... คุณป้าซึ่งไม่มีครอบครัว ได้อยู่กับน้องสาวที่รักกันมาก ซึ่งเหลือกันแค่ ๓ คนพี่น้อง

... คุณป้าได้รับการดูแลจากน้องสาวและพี่เลี้ยงเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องอาหาร สุขภาพกาย สุขภาพใจ

... คุณป้าได้สวดมนต์ และทำบุญอยู่เสมอเพราะอยู่ที่วัด

ในบางครั้ง “บ้าน” อาจไม่ได้หมายถึง “สิ่งปลูกสร้าง” เสมอไป

แต่ “บ้าน” อาจหมายถึงที่ที่มีความสุข มีความรัก มีความอบอุ่น มีความสงบ แวดล้อมไปด้วยคนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

ซึ่งสถานที่สุดท้ายที่คุณป้าอยู่มาเป็นปีๆ ก่อนจะเสียชีวิต ก็มีสภาวะของความเป็น “บ้าน” อย่างครบถ้วน

อภิชญา วรพันธ์

๒๖ พ.ย. ๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know7: บันทึกเกี่ยวกับการตายดีที่บ้าน



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

มีดอกไม้มามอบให้..เจ้าค่ะ...กับคำว่า.."บ้าน"....

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับดอกไม้ ... ขอบคุณมากค่ะ

กิ่งกาญจน์ รำไพ
IP: xxx.7.183.128
เขียนเมื่อ 

การจากลาบางครั้งนำพามาซึ่งความโหยหา ความเศร้าโศก มาให้กับคนใกล้ชิดและคนที่รัก แต่การจากลาที่อยู่ท่ามกลางของคนที่รัก และวางใจ ทำให้การเดินทางช่างน่ารื่นรมย์ และเป็นสุขซึ่งคิดว่าผู้จากลาน่าจะนำพาความสุขนั้นติดไปด้วยใจที่เปี่ยมสุข ถึงแม้ว่าที่สุดท้ายไม่ใช่บ้านของตนเองก้อตาม ขอให้การเดินทางไกลครั้งนี้เป็นสุขและสู่สุคตินะคะ


kewalee
IP: xxx.69.16.103
เขียนเมื่อ 

ชอบประโยคบ้านซึ่งหมายถึง ที่ที่ทีความสุข ความรักและความอบอุ่น นี่แหละคำว่าบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆก็ตาม