709. "การจัดการความรู้ คือ.. การจัดการอนาคต"

เรียนรู้ศาสตร์ OD ผ่าน "สามก๊ก" ตอนที่ 39

ผมใช้เวลาตรึกตรองเกี่ยวกับภาพรวมของสามก๊กมาตั้งแต่แต่เมื่อคืน ผมถามตัวเองว่าถ้าสรุปสามก๊กหนา 1,500 หน้าของเจ้าพระยาพระคลัง ลงเหลือคำคำเดียว ผมจะได้คำอะไรอีก แล้วผมก็ได้คำว่า “ความรู้” ครับ ความรู้ นั่นเองที่เป็นทั้งหมดของสามก๊ก ราชวงค์ฮั่นสิ้นเพราะฮ่องเต้รู้น้อกว่าขันที ส่วนก๊กที่เติบโตขึ้นมา ผู้นำต้องใช้ความรู้มากๆ ใช้อย่างเข้มข้น หลักฐานชัดมากๆ คือมีการใช้ที่ปรึกษาอย่างเข้มข้น ที่ปรึกษาดีๆ หนึ่งคน เป็นแหล่งความรู้ที่ผู้นำสามารถนำมาสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล

ความรู้เป็นทุกอย่าง มีความรู้ก็สามารถก่อการใหญ่ได้ ไม่รู้ก็ตายอย่างเดียว

และเนื่องจากสามก๊ก มีความเป็นองค์กรในตัว ผมเลยนึกถึงเรื่องหนึ่งนั่นคือการจัดการความรู้ (Knowledge Management) ครับ

มาถึงตรงนี้ผมตื่นเต้นมากๆ เพราะเผมรู้สึกว่ามีการจัดการความรู้ตลอดทั้งเรื่อง

มาคุยกันก่อนว่าความรู้นี้คืออะไร Polanyi กล่าวความรู้มีสองประเภทคือความรู้ในหัว หรือความรู้จากประสบการณ์ (Tacit Knowledge) อีกตัวคือความรู้นอกหัว หรือความรู้ที่ผ่านการจัดระบบเป็นเอกสารในรูปแบบต่างๆ สมัยนั้นก็คัมภีร์ และเรื่องเล่าต่างๆ ของวีรบรุษยุคก่อนหน้านั้น (Explicit)

ชัดมากว่าขงเบ้งและปราชญ์ของสามก๊กล้วนแล้วแต่อ่านตำราโบราณ (Explicit) นอกจากนี้ยังผ่านการสั่งมสมความรู้ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Tacit Knowledge) รวมถึงการนำความรู้ไปปฏิบัติแล้วเกิดความรู้ใหม่ทั้งสิ้น

Tacit Knowledge และ Explicit Knowledge มีเต็มหัวกุนซือ ผู้นำสามก๊กล้วนแต่ดึงคนเก่งมาใช้งาน นั้นหมายถึงการดึงความรู้ของคนกลุ่มนี้มาใช้ นั่นคือการจัดการความรู้นั่นเอง เพราะปล่อยคนเก่ง ไม่เอาความรู้มาใช้ ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

มาในโลกปัจจุบัน Takeuchi และ Nonaka ได้ศึกษาบริษัทระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น ค้นพบว่ามีการใช้กระบวนการจัดการ เอาความรู้สองอย่างนี้มาใช้อย่างเข้มข้น ตามแผนภาพนี้

อธิบายได้ดังนี้

  1. Socialisation คนทุกคนมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เล่าให้กันฟังก็เกิดความรู้ใหม่ เช่นบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง เจอปัญหาเรื่องเทคนิก ก็จะพาวิศวกรไปอาบน้ำออนเซ็น แล้วตั้งกฏให้ทุกคนเสนอความเห็น โดยเน้นว่าต้องเป็นความเห็นที่ “สร้างสรรค์” ไม่ใช้ตำหนิ หรือบ่นอย่างเดียว Socialisation ดูจะเกิดขึ้นตลอดเวลาในก๊กต่างๆ คุณจะเห็นการปรึกษาหารือ ถามความรู้เกิดขึ้นตลอดเรื่อง แล้วคุณจะเห็นเลยว่าหากผู้นำ ทำกระบวนการนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นไม่ได้ เช่นฮ่องเต้ฮั่นสององค์สุดท้าย แม้กระทั่งฮ่องเต้วุยก๊กในระยะหลัง หรือมแม้กระทั่งเล่าเสี้ยน จะเห็นว่ามีการเปิดวงน้อยมาก ผมอนุมานเอาว่าฮ่องเต้ทั้งหลายที่พังไป เพราะขาดความรู้ครับ ผมเชื่อว่า เล่าปี่ช่วงเจอกวนอู เตียวหุย ก็มีการคุยเรื่องการรบ วิทยายุทธ์กัน และเชื่อว่าหลังจากรบโจรโพกผ้าเหลืองมาหลายสมรภูมิ ทั้งสามก็มีประสบการณ์พอกพูนขึ้นมามหาศาล แต่ดูเหมือนว่า Socialisation อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีอะไรต่างออกไป
  2. Externalisation การสร้างความรู้ใหม่ๆ ผ่านการตกผลึกร่วมกัน การใช้อุปมาอุไมย ความคิดสร้างสรรค์ แนวความคิด Concept ใหม่ บริษัทญี่ปุ่นเวลาจะออกแบบรถยนต์ การจะเอาวิศวกรนักออกแบบมาคุยเรื่องเทคนิค ก็อาจไม่พบอะไรใหม่ๆ ง่ายๆ เลยต้องมีขั้นตอนที่กระตุ้นให้เกิดความคิด แนวคิดใหม่ๆ เช่นฮอนด้ามีครั้งหนึ่งครั้งที่มีการออกรถ Honda City รถเล็กที่ขับในเมือง แนวคิดนี้เกิดจากการที่ฮอนด้า ลองให้วิศวกรคิดว่ารถยนต์คือแมลงชนิดหนึ่ง แล้วแมลงตัวนี้น่าจะวิวัฒนาการมาเป็นอะไร ที่สุดวิศวกรก็บอกว่าแมลงต้องตัวเล็กลง ที่สุดเลยกลายเป็นฮอนด้าซิตี้ ถามว่าแมลงเกี่ยวกับรถตรงไหน ไม่เกี่ยวครับ แต่มันกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีวิธีการกระตุ้นความคิด เราอาจคิดอะไรเหมือนเดิม ทำให้ติดยึดความรู้ได้ การทำ Externalisation ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เกิดการดึงประสบการ์เดิม มาต่อยอดสร้างประสบการณ์ใหม่ได้ครับ มามองดูเล่าปี่ ผมว่าก๊กของเล่าผงาดขึ้นมาได้ด้วยการทำ Externlisation แต่แรกครับ ขงเบ้งเป็นคนเสนอยุทธศาสตร์ เสนอ Concept ใหม่ๆ ว่าต้องไปตั้งฐานที่มั่นที่เสฉวน และเป็นพันธมิตรกับซุนกวนเพื่อต่อต้านโจโฉ และค่อยบุกยึดภาคเหนือในอนาคต คุณจะเห็นว่านี่คือ Concept ใหม่ๆ ที่สร้างทิศทางใหม่ให้กับจ๊กก๊ก ทำให้ทุกคนให้มามุ่งทุ่มเทพลังความคิด พลังงานทั้งหมดเพื่อยึดเสฉวน เกิดความรูความสำเร็จตามมา

3.Combination การจำแนกประเภทความรู้ แล้วจัดระบบความรู้ ตรงนี้จะเห็นว่าพอมีความรู้ ทำให้เห็นภาพใหญ่ เพื่อให้จัดการง่ายขึ้น บริษัทญี่ปุ่นจะเริ่มจัดประเภทความรู้ เพื่อง่ายต่อการสั่งสม จัดการ บางที่อยู่ในรูปมาตรฐาน หรือคู่มือตำราต่างๆ ตรงนี้เราจะเห็นว่าเมื่อมีการแยกศัตรูออกเป็นวุยก๊ก ง่อก๊ก ซึ่งพอแยกแล้ว เราจะสามารถสั่งสมประสบการณ์ได้ง่ายขึ้น เพราะจะรู้ว่าของเดิมมีอะไร เช่นเมื่อพบว่ามีง่อก๊ก ขงเบ้งก็จะรู้ว่าใครเป็นใคร ต้องเข้าหาใคร ทำให้ปฏิบัติการทางการทหารและการฑูตเป็นไปอย่างได้ผลมากขึ้น แม้กระทั่งเวลาจะไปสร้างอิทธิพลต่ออีกฝ่ายก็มีการจำแนกประเภทว่าใครมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้นำอีกฝ่าย แค่แยกเท่านี้ก็สามารถดึงประสบการณ์ของทุกคนมากองรวมกัน แล้วเอามาใช้ในการวางแผนได้ทันที ทำให้เกิดความสำเร็จได้ง่ายกว่า การจัดระบบความรู้นี้ถ้าให้ดีก็ควรบันทึกไว้ จะเห็นชัดว่าหนังสือสามก๊กนั่นเอง ก็คือผลของการจัดระบบความรู้ ทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ข้อคิดดีๆ มาจนถึงทุกวันนี้ และก็สะท้อนว่าทำไมวุยก๊กจึงกลายเป็นมหาอำนาจ เพราะดูเห็นความสำคัญของความรู้มากๆ จะว่าไปดูแววก็ชัดตั้งแต่แรก เพราะว่า โจโฉว่ากันว่ามีที่ปรึกษา ผู้รู้ นักปราชญ์อยู่รอบตัวมากที่สุดกว่าทุกก๊ก

4.Internalisation ความรู้จากการปฏิบัติ จะเห็นก๊กของเล่าปี่ ตั้งแต่ต้น มีการปฏิบัติการ ลุยอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการดึงความรู้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดๆ มาใช้อย่างเข้มข้น ทำให้เกิดการต่อยอดประสบการณ์ไปมากขึ้นเรื่อยๆ จากกองทหารเล็กๆ กลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่ จากเขตปกครองอำเภอเล็กๆ กลายเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่

ส่วนวุยก๊กเองดูจะเข้มข้นเกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Socialisation Externalisation Combination และ Internalisation และแม้ท้ายสุดสุมาอี้จะเจอความกดดันมากก็ตาม สุมาอี้ก็ดูหมือนจะมีการจัดการความรู้อย่างเข้มข้น และเนื่องจากปฏิบัติมากลุยมาก เลยมีความเก๋ามากขึ้น ที่สุดเอาชนะขงเบ้งด้วยแนวคิดอย่างเดียวคือ “ตั้งรับ ไม่รบ” อย่างเดียว และที่สุดด้วยประสบการณ์ความเก๋าของสุมาอี้นั่นเองที่ทำให้ตระกูลสุมา โดดเด่นและรวมแผ่นดินได้สำเร็จ และดูในภาพรวมแล้ว “ความรู้” ทำให้ผู้นำทุกคนในยุคนั้นสร้างตัวจาก “ศูนย์” ได้

แล้วทำอย่างไรตัวท่านเองและคนในองค์กรจะไปไกลได้มากๆ ลองทำตาม SECI Model ครับ

  1. ลองหาทางตั้งวงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในงานของท่านเองกับเพื่อนร่วมงาน ติดปัญหาอะไรลองถาม ลองแบ่งปันกันดู ผมเองในอาชีพนักพัฒนาองค์กร ผมก็จะมีวงของผม เวลาไปทำงานด้วยกันก็แชร์เทคนิคกัน แชร์ปัญหาและทางออกด้วยกัน แค่นี้ก็เก่งขึ้นแล้วครับ งานดีขึ้น ความก้าวหน้ามากขึ้น อย่าหวงความรู้กันครับ กั๊กมากไม่ค่อยเก่งหรอกครับ เห็นมานานสร้างชื่อไม่ได้สักที ตรงนี้เรียกว่าคุณกำลังทำ Socialisation
  2. ลองเปิดตัวเองไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ปีก่อนผมก็ไปเรียน Positive Pscyhology ที่อังกฤษ ได้ความรู้อะไรใหม่ๆ แปลกๆ มาทำให้งานของผมในปัจจุบันดีขึ้น ได้เห็นคนอีกวงเขาทำอะไรไปไกลมากๆ กลับมาได้ความรู้มาดูแลคนในครอบครัว และคนอื่นอีกมากๆ แถมเปิดโอกาสใหม่ๆ ตอนนี้ผมเป็น Certified Positive Psychology Practitioner ผมอนุมานได้ง่าผมอาจเป็นคนแรกๆ ของประเทศ เรียนจบมาตอนนี้ไปบรรยายให้โรงพยาบาลกว่า 8 แห่งในช่วงเวลาสามเดือนที่ผ่านมา ทำให้ได้แวดวงใหม่ๆ อีก สุดยอดครับ ปีหน้าต้องไปอีกครับ นี่ก็เรียกว่าผมกำลังทำ Externalisation ตรงนี้ในองค์กร คุณเป็นวิศวกรก็ทำได้ครับ อาจจัดวงกินกาแฟกับฝ่ายบัญชี เพื่อคุยแนวคิดกัน คุณอาจได้อะไรใหม่ๆ อย่างที่คุณนึกไม่ถึงครับ ล่าสุดผมรู้จักลูกศิษย์ที่เป็น Identity Coach ชื้อคุณติ๊ก ที่มีความเชี่ยวชาญการจับสไตล์การแต่งตัวให้เหมาะกับงาน และ Passion ในชีวิต คุณติ๊กกลายเป็นโค้ชที่ช่วยค้นหาจับสไตล์การแต่งตัว ที่เหมาะกับที่ปรึกษาที่เเน้นแนวคิดเชิงบวกอย่างผล ออกมาดีเลยครับ เรียกว่าผมจะแต่งตัวได้อย่างนี้ ถ้าเรียนรู้เองก็ยากครับ (FB โค้ชติ๊ก https://www.facebook.com/tig.kirana?fref=photo)
  3. ถ้ามีโอกาสลองจัดระบบความรู้ของคุณ ควรเขียนลงไปจะดีมากครับ ผมเองใช้การเขียนความรู้ตัวเอง โดยเชื่อมโยงกับสามก๊ก และความรู้ต่างๆ ผมเขียนประสบการณ์ผมลงไปใน Blog ตอนนี้เป็นตอนที่ 709 แล้ว เกิดอะไรขึ้นครับ อย่างแรกใครจะเรียนการพัฒนาองค์กรจากผม ก็ไปอ่านงานที่ผมเขียนได้ ผมเองเวลาเขียนหรือคุยกันใครตอนนี้สะดวก เพราะบางเรื่องไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มเติม เพียงไปอ่านก็เข้าใจได้แล้ว ทุ่นเวลามากๆ อีกเรื่องครับ ผมเองลองเขียนแบบวิชาการก็มีคนอ่านกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ในชีวิตจริงการพัฒนาองค์กรก็จะมีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แค่ผมจัดประเภทคนเป็นสองกลุ่มคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แค่นี้ก็เกิดทิศทางการสั่งสมประสบการณ์ใหม่ๆ ขึ้นแล้ว เช่นหลังจากการทำงานร่วมกับคนไม่เห็นด้วยก็เริ่มจับทิศได้ว่าจะทำงานร่วมกันอย่างไร เช่นเวลาผมพัฒนาองค์กรด้วย Appreciative Inquiry ที่เน้นการถามคำถามเชิงบวก ตอนหลังค้นพบว่า ถ้าพูดว่า AI เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาชนิดหนึ่ง คนที่ดูต่อต้านจะร่วมมือกับเราในระดับหนึ่ง ถ้าไม่พูดจะถูกต่อต้านแต่แรก เพราะคนในองค์กรคิดว่าวิธี AI สอนให้หลีกเลี่ยงปัญหา จริงๆไม่ใช่ครับ แต่ไม่พูดนี่มีปัญหาทันที ถ้าพูดนี่ลดแรงต้านได้ทันที ถ้าคุณทำอย่างนี้คุณกำลังทำ Combination ครับ

4.ปฏิบัติเยอะๆครับ (Internalisation) ทำอะไรก็ตามคุณต้องปฏิบัติมากๆ ยิ่งคุณทำมากๆ คุณจะเจอแรงต้าน หรือปัญหามากขึ้น ก็เอาโจทย์มามาตั้งวงถามกัน Socliasation สมัยนี้มี Line ช่วยได้ครับ ลูกศิษย์ผมอยากทำเรื่องประหยัดพลังงาน ถามไปใน Line เพื่อนวิศวะ ได้มาเป็นสิบครับ แต่ไม่พอถ้าต้องการสร้างความแตกต่าง เปิดโอกาสใหม่ๆ ลองไปเรียนอะไรใหม่ๆ ไปทำงานร่วมกับคนวงการอื่นๆ (Externalisation) ที่สำคัญลองจัดระบบความรู้ Combination บางครั้งก็เอามาจากปัญหานั่นเอง เช่นผมเจอคนต้าน ไม่ต้าน ก็เอามาทำ Socialisation กันต่อก็ได้ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นอีก

ทำไปเถอะครับ คุณจะมีความรู้ความสามารถมากขึ้น และถามว่าทั้งหมดที่ทำใช้เงินไหม ส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้หรอกครับ ใช้ก็ไม่มาก เพราะความรู้คือประสบการณ์ คนทุกคนมีประสบการณ์ นั่นหมาบยถึงคนทุกคนนมีความรู้อยู่แล้ว ความรู้รอคุณอยู่ อนาคตรอคุณอยู่ อยู่ที่คุณแล้วครับ

ถ้าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จในด้านใดก็ตาม

ก็เพราะะคุณยังไม่มี “ความรู้” พอ

แนะนำให้หา “ความรู้” ครับ

SECI Model เป็นอีกทางเลือก แทบไม่ต้องเข้าชั้นเรียน เพราะหาได้รอบตัว ถูกมากๆครับ

จะว่าไปการจัดการความรู้ก็คือ การจัดการอนาคตนั่นเอง

ไม่มีความรู้... ก็ไม่มีอนาคตครับ

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ



Credit รูปภาพ

ภาพแรก https://www.cbased.com/en/consultation/wise-leader-von-ikujiro-nonaka/chapter/11786

ภาพสอง http://p1-mag.com/year-of-honda/

ภาพสาม http://tieba.baidu.com/p/13608894


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)