จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๔๒ : สามเสียงอุปสรรคจิตตื่นรู้ Part III เสียงแห่งความกลัว
การห้อยแขวนไม่ด่วนตัดสินจะนำพาเราจาก I in Me มาสู่ I in It (suspension of assumption to solve voice of judgment) นั่นคือลดทิฏฐิ ลดมานะ ไม่เอาอัตตาตนเองเป็นสรณะ สามารถเปิดสมองรับของใหม่ๆได้ ไม่มัวแต่ downloading ของเก่าๆมาแปล มาใช้ ถ้าทำได้คือ Open Mind
แต่ Open Mind แม้จะทำให้เรารับรู้เรื่องราวมากขึ้น เผื่อความเป็นไปได้ได้มากขึ้น ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะเราอาจจะ "เข้าใจเรื่องราว" ได้ดีก็จริง แต่เรายังมีอุปสรรคที่จะ "เข้าใจคน" รับรู้ความรู้สึกของคน ดังนั้นในการจะดำเนินจาก I in It ไปสู่ I in You จะต้องมีอีกเครื่องมือ คือ ทักษะในการเห็นอกเห็นใจ ความรัก และเมตตาบารมี (Empathy and Compassion) เพื่อกำจัดเสียงแห่งความคลางแคลงใจ (voice of cynicism) ณ ระดับนี้เราไม่เพียง Open Mind เราจะยังสามารถ Open Heart ได้ด้วย
การเปิดสมอง (open mind) ทำให้เรารับรู้สิ่งใหม่ๆเข้ามาสู่ชีวิต เป็นรากฐานที่ทำให้เราเป็น "นักวิชาการ" ที่ดี การเปิดใจ (open heart) ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่เต็ม มีความรัก มีความเมตตา และเห็นอกเห็นใจคนอื่นๆ อันที่จริงสองประการนี้ก็เพียงพอที่จะเป็นต้นทุนให้เป็นแพทย์ที่ดี เป็นคนที่ดีได้แล้ว คือเป็นทั้งนักวิชาการและมนุษย์ที่มีเมตตา แต่ในหนังสือ Theory U ของออตโต ชาร์มเมอร์ไม่ได้หยุดอยู่ที่ I in You ยังมีอีกระดับหนึ่งคือ I in Now
การที่เรารับฟังคนเบื้องหน้าได้ดี ไม่เพียงเราจะต้องไม่ download ของเก่ามาแปลผล และเราควรจะบ่มเพาะความรักและความเมตตาให้มากๆ ณ สภาวะนั้นเรากำลังอยู่ในสถานะที่สำคัญ คือ "การกำเนิดตัวตนใหม่" ของเรา ที่เป็นความผสมผสานระหว่างเราในอดีตทั้งหมด กับสภาวะปัจจุบัน เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง หรือจุดอิ่มตัว จะมีปรากฏการณ์คือการกำเนิดของตัวเราในศักยภาพที่แท้ emerging of the future self ขึ้นมาได้ แต่การกำเนิดตัวตนใหม่ให้หมดจด บางทีเราจะต้องทำเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การปล่อยวางตัวตนเก่าลงไปก่อน
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เพราะทุกๆขณะจิต เรากำลังเพลิดเพลินกับ self หรือตัวตนของเราเอง มีความภาคภูมิใจ เราเห็นสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เรากระทำ (I have, I am and I can) สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเกิดทัศนะแห่งความรุ่มรวย (prosperity mentality) อันตรงกันข้ามกับทัศนะแห่งความขัดสน (poverty mentality) อันเป็นความหมกมุ่นอยู่กับความขาดแคลน สิ่งที่เราไม่มีแล้วอยากจะมี สิ่งที่เราไม่ได้เป็นแล้วอยากจะเป็น สิ่งที่เราอยากจะทำแต่ทำไม่ได้ (I have not, I am not and I cannot) การที่เรามองเห็นต้นทุนเหล่านั้นเป็นกำลังสำคัญก็จริง แต่ก็เป็นกับดักอีกชนิดหนึ่งที่ถ้าเราไม่สามารถจะปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นลง ได้ เราก็จะไม่มีวันเติบโตไปสู่อีกสภาวะหนึ่งได้ การจะปล่อยวางสิ่งที่เรามี เราเป็น และเราสามารถลง จะเผชิญกับเสียงอีกเสียงหนึ่งคือ "เสียงแห่งความกลัว (voice of fear)"
เสียงแห่งความกลัว (voice of fear)
https://www.gotoknow.org/posts/153780
ความกลัวเป็นอารมณ์ดึกดำบรรพ์ที่สุดของมนุษย์ มีประโยชน์มากในการมีชีวิต
เพราะความกลัวจะทำให้เราอยู่ห่างจากภัยอันตรายต่างๆ
การรับรู้ความกลัวของมนุษย์เกิดจากสมองส่วน primitive ได้ตั้งแต่ thalamus
กระตุ้นระบบอัตโนมัติมากมายในร่างกายให้ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์
ความกลัวจะเป็นกลไกคุ้มครองร่างกาย (หรือชีวิต) ที่เข้มแข็ง ดังนั้น
ถ้าหากมนุษย์มีชีวิต อยู่เพื่ออยู่รอด อยู่เพื่ออยู่ร่วม
และอยู่อย่างมีความหมาย
ความกลัวจะเป็นทหารปกป้องเตือนภัยเมื่อมีภาวะคุกคามต่อชีวิต
ตั้งแต่การคุกคามต่อการรอดชีวิต การคุกคามต่อการพรากจาก
และการคุกคามต่อสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา
ความกลัวจะเริ่มทำงานทันทีที่ชีวิตเราถูกคุกคามไม่ว่าจะกับส่วนใดก็ตาม
ดังนั้นถึงแม้ว่าเราจะ open mind แล้ว ถึงแม้ว่าเราจะ open heart แล้ว เมื่อถึงเวลาสำคัญที่เราจะต้องปล่อยวางตัวตนเก่า คือสิ่งที่เราเป็น เรามี และเราทำ ในการที่จะถือกำเนิดตัวตนใหม่ เราจึงต้องเอาชนะ voice of fear ที่เกิดขึ้นให้ได้
การจะเอาชนะความกลัวได้ ไม่ใช่การพยายามจะไม่กลัว แต่เป็นการแสวงหาอะไรบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่าความกลัวมาเป็นสรณะในชีวิต ดังที่ Mark Twain เคยกล่าวไว้ว่า "Courage is not the absence of fear but the realization that there is something more important than the fear." ความกล้าหาญที่แท้จริง ไม่ใช่การที่เราไม่มีความกลัว แต่คือการที่เราได้ให้ความหมายอะไรบางเรื่อง บางอย่าง หรือบางคน ว่าสิ่งนั้นสำคัญมากกว่าอะไรที่เรากลัวได้ การที่ชีวิตของเรามีสรณะเยี่ยงนี้ได้ จะต้องผ่านการตกผลึกชีวิต ตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน และพร้อมที่จะก้าวไปถึงอีกจุดๆหนึ่งที่มากกว่าจุดที่เราเป็นอยู่
ทำไมแพทย์จะได้ประโยชน์จากการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้?
ประการแรก หมอที่ open mind จะเปิดรับต่อความรู้ใหม่ ไม่หมกมุ่นติดกับอยู่กับสิ่งที่เราเคยคิดว่าถูก คิดว่าใช่ คิดว่าดี แต่พร้อมที่จะเรียนรู้ทั้งชีวิต (live-long learning) และการที่หมอสามารถ open heart คือทำความเข้าใจไม่เพียงแค่ทฤษฎี ความรู้ และยังยอมให้เกิดความรัก ความเมตตา ความสงสารจากการรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้คนได้ ในระดับสุดท้ายสิ่งที่จะท้าทายการตัดสินใจ ก็ต่อเมื่อหมอเผชิญกับ the most fear ของตนเอง
ในการทำงานทั่วๆไปหมอจะค่อยๆลดความกลัวลง และในที่
safe zone นั้นๆเราจะรู้สึกเป็น "ปกติ" สั่งยา สั่งการรักษา
และสื่อสารได้เรียบร้อยดี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิด "จี๊ด" ขึ้นมา
นั่นคือวาระแห่งการ "สอบไล่"
เพราะแสดงว่ายังมีเรื่องราวบางอย่างหลงเหลือให้เราขุ่นมัว
และส่วนใหญ่แล้วก็มักจะเป็น "ความกลัว"
บางอย่างที่ยังค้างคาในชีวิตของเรานั่นเอง
@ กลัวถูกฟ้องร้อง (ซึ่งจะสูญเสียเงิน ฐานะ ชื่อเสียง)
@ กลัวเผชิญความจริงว่าเราก็ไม่ได้เก่งอย่างที่เราคิด (เวลาเจอโรคที่เรา manage ไม่ได้)
@ กลัวสภาวะอารมณ์ที่ทรุดโทรมของผู้ป่วย (เกิด sympathy
และเกิดความกลัวในอารมณ์ร่วมนั้น เช่น เจอผู้ป่วยหมดหวัง จะฆ่าตัวตาย
รักษาไม่ได้ หรือ ณ end of life วาระสุดท้ายแห่งชีวิต)
@
กลัวละเมิดกฏหมาย กลัวเพราะไม่มีเขียนไว้ในตำรา
กลัวเพราะไม่เคยมีคนทำมาก่อน (กลัวการเดินต่อไปใน unknown entity
เนื่องจากเคยเดินแต่ในที่ที่มีแผนที่ มี guideline มี care map
มีหลักฐานเชิงประจักษ์มาแล้วเท่านั้น)
@ อื่นๆอีกมากมาย
เราจะถึงวาระสำคัญที่จะได้ทดสอบว่าเราก้าวข้ามความกลัวเหล่านั้นได้หรือไม่
ในตอนนี้เราไม่ได้ open mind หรือ open heart แต่จะต้องทำการ Open Will
หรือการใคร่ครวญรับรู้ถึง "เจตน์จำนงแห่งการมีชีวิต"ของเราให้ได้เท่านั้น
เราอยู่เพื่ออะไร?
เราอยู่เพื่อใคร?
เราอยู่อย่างมีความหมายนั้น ต้องเป็นเช่นไร?
ในชีวิตของเรามีเรื่องอะไรไหมที่เรา "ไม่สามารถไม่กระทำ (I cannot not do this)"
และในชีวิตของเรามีเรื่องอะไรไหมที่ "ทั้งๆที่เรากลัว แต่เราก็จะต้องกระทำ ไม่ทำไม่ได้"
เมื่อนั้นแหละที่เราจะได้ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิต เมื่อนั้นแหละที่เราจะ let go ปล่อยวางตัวตนเก่า ไม่สนใจกับสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราทำมาก่อน แต่พร้อมที่จะ embrace กับ self ใหม่ ตัวตนใหม่ ที่ได้มาจากการตกผลึกชีวิตทั้งหมดในอดีต อยู่กับปัจจุบันอย่างเต็มที่ และปลดปล่อยตัวตนในอนาคตของเราให้ถือกำเนิดขึ้น
เมื่อนั้น เราจะพบว่าเรื่องบางเรื่องไม่รู้ก็ไม่เป็นไร
เมื่อนั้น เราจะพบว่าเราสามารถร่วมเดินทางเป็นเพื่อนไปกับคนไข้ หรือคนที่กำลังทุกข์อยู่ได้ทุกคน
เมื่อนั้น เราจะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง
ไม่จำเป็นต้องเก่งไปหมดทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องมี guideline care-map
หรือหลักฐานเชิงประจักษ์ไปหมดทุกอย่าง
แต่เราพร้อมที่จะเผชิญอนาคตอันไม่มีอะไรแน่นอน ชีวิตที่ไม่มีอะไรแน่นอน
ได้อย่างเบาสบาย ด้วยจิตที่เบิกบาน ด้วยจิตที่ตื่นรู้
พร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ หรืออาจจะแค่เดินเป็นเพื่อนคนเหล่านั้นไปจนสุดหนทาง ขอบคุณที่ได้มาร่วมเดินทางกับคนเหล่านั้น เพราะทุกๆคนที่เข้ามาในชีวิตของเราต่างก็ต้องเคยทำบุญ ทำกุศลร่วมกันมาก่อนทั้งสิ้น
Open Mind, Open Heart และสุดท้ายก็คือ Open Will กำจัดเสียงแห่งการด่วนตัดสิน เสียงแห่งความคลางแคลงใจ และเสียงแห่งความกลัว
จิตตื่นรู้ ผ่องใส และเบิกบาน
น.พ.สกล สิงหะ
เขียนที่หน่วยชีวันตาภิบาล ร.พ.สงขลานครินทร์
วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เวลา ๙ นาฬิกา ๕๖ นาที
วันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะแม