Voice of Fear

 

Palace of The Jedi -Council Chambers- Sunset

ANAKIN stands before the TWELVE JEDI. MACE WINDU holds a small hand-held viewing screen. In rapid succession, images flash across the screen.

ANAKIN: A ship... a cup... a speeder.

MACE WINDU turns the viewing screen off and nods toward YODA.

YODA: Good, good, young one. How feel you?

ANAKIN: Cold, sir.

YODA: Afraid, are you?

ANAKIN: No, sir.

MACE WINDU: Afraid to give up your life?

ANAKIN: I don't think so.

ANAKIN hesitates for a moment.

YODA: See through you, we can.

MACW WINDU: Be mindful of your feelings...

KI-ADI: Your thoughts dwell on your mother.

ANAKIN: I miss her.

YODA: Afraid to lose her.. I think

ANAKIN: (a little angry) What's that got to do with anything?

YODA: Everything. Fear is the path to the dark side... fear leads to anger... anger leads to hate... hate leads to suffering.

ANAKIN: (angrily) I am not afraid!

YODA:  A Jedi must have the deepest commitment, the most serious mind. I sense much fear in you.

ANAKIN: (quietly) I am not afraid.

YODA: Then continue, we will.

 

 

ป็นที่น่าสนใจว่า "อารมณ์"  มีอิทธิพลมากขนาดไหนต่อกระบวนทัศน์ พฤติกรรม การแสดงออก และจากภาพยนต์ STARWAR ทำไมโยดาจึงดูเหมือนจะคำนึงเรื่องอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ด้านลบ อะไรเป็นสาเหตุและผลตาม เมื่ออารมณ์ด้านมืดของมนุษย์อยู่ใน Strategic cockpit ?

ปกติแล้ว เราอยู่ใน MODE ใดมากกว่ากัน? mode ปกติ หรือ mode ปกป้อง?

ในบรรดาอารมณ์อันซับซ้อนของมนุษย์นั้น "ความกลัว" ดูเหมือนจะมีบทบาทสำคัญใหญ่ ต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอารมณ์ที่ช่วยเหลือมนุษย์ทำให้อยู่รอด และกำลังเป็นฐานให้มวลมนุษย์หันมาใช้เพื่อ integrate กับความคิด ดังนั้น ทั้งความคิดและความรู้สึกมีความสอดประสานกันอยู่ตลอดเวลา หรือ "เกือบ" ตลอดเวลา


 

"ความกลัว"  เป็น mode ปกป้องของสมองชั้นต้น พัฒนามาตั้งแต่ชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป้าหมายชัดเจน ทำอย่างไรให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ความกลัวจึงสามารถบังเกิดได้ โดยยังไม่มีการแปลผลในระดับสูงเสียด้วยซ้ำ หรือไม่ต้องเข้าไปถึงระดับ "ความเข้าใจ" ด้วย ความกลัวสามารถบ่งการการเคลื่อนไหวที่เป็น reflect ของร่างกาย โดยไม่ต้องคิด การก้มหัวหลบลงต่ำ เมื่อได้ยินเสียงดัง เสียงผิดปกติ ร่างกายกระตุกเตรียมพร้อม ม่านตาเบิ่งกว้าง ขนลุกชัน หัวใจเต้นแรงเร็ว เป็นปฏิกิริยาเพื่อ "ความอยู่รอด"

 

 <p> </p><p>เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมพัฒนาการใช้สมองชั้นกลาง บูรณาการการใช้ hippocampus, temporal lobe, amygdala หรือสมองส่วน limbic system มากขึ้น อารมณ์เริ่มมีความสลับซับซ้อน และ "มีความหมาย" มากขึ้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม "เริ่มมีความรัก" ซึ่งเป็นจุดเริ่มกำเนิดของการอยู่เป็นฝูง เป็นชุมชน ที่มีปฏิสัมพันธ์ไม่เพียงแต่ for survival แต่เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ก้าวหน้า ที่เสริม 1+1 ไม่ได้เท่ากับ 2 แต่มากย่ิงกว่า นั่นคือนิยามของ "ความเป็นองค์รวม Holism" นั่นเอง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จึงมี mission ในการ "อยู่ร่วม" ไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” เท่านั้น ความกลัว ซึ่งมีมาแต่สมองชั้นต้น ก็มีการพัฒนามากขึ้น มีการกลัวที่มีเนื้อหา contents ตามวิวัฒนาการ แต่ ณ จิตวิวัฒน์ระดับนี้ เป็น "ความกลัวที่จะไม่ถูกรัก และความกลัวที่จะรัก" คือ "กลัวการทอดทิ้ง และความระแวงที่จะให้" นั่นเอง</p><p>สำหรับ primate และมนุษย์ที่มีการพัฒนา neocortex สมองส่วนหน้าในปริมาณมากมาย จน grey matter ครอบคลุมปกปิดสมองส่วนกลางและสมองส่วนต้นไปหมด นั่นคือวิวัฒนาการของสมองที่ทำงานซับซ้อนมากขึ้น สามารถนำเอาความทรงจำเก่า มาประติดประต่อ และสรรสร้างอะไรที่ไม่เคยมี ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักมาก่อน นั่นคือสมองที่มีศักยภาพแห่ง "จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์" และ mission ของสัตว์ที่วิวัฒน์ถึงจุดนี้คือ "อยู่อย่างมีความหมาย" นั่นเอง พูดถึงมนุษย์ใน class นี้ ก็แสดงออกถึง “class” ที่จัดลำดับด้วยรูปและนามที่แตกต่างกันออกไป อาทิ แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า เก่งกว่า เร็วกว่า เงินเดือนมากกว่า ฐานะสูงกว่า มีพื้นที่มากกว่า สะดวกสบายกว่า ฯลฯ status อันแสดง “ศักยภาพ” ยังรวมไปถึง "ระดับแห่งจิตวิญญาณที่สูงกว่า" ด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจจะเป็น levels of development of MIND ในสมองระดับนี้ได้ด้วย และความกลัวที่มีจุดกำเนิดมาจากสมองชั้นต้น ก็วิวัฒน์ตามสิ่งใหม่ไปด้วย ก็กลายเป็น "ความกลัวที่จะสูญเสีย status ที่สมองส่วนนี้มีความอยากมี อยากเป็น" นั้นเอง จิตที่อยากมี อยากเป็น ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป ที่จริงทางพุทธ แบ่งกุศลจิต อกุศลจิต และอัพยากฤต คือ กลางๆ ไม่กุศล ไม่อกุศล ออกเป็นถึง 89 แต่ก็ยังแสดงให้เห็นว่า ความกลัวมีวิวัฒนาการตามสิ่งมีชีวิตมาโดยตลอด</p><p>จะเห็นได้ว่าใน mode ปกป้อง ของสมองทั้งสามชั้น fear หรือความกลัวจะมีบทบาทเกลื่อนไปหมด ความกลัวเป็นร่องอารมณ์ที่ primitive มากๆ และเป็น the source ให้มนุษย์ทำอะไรทั้งสร้างสรรค์และทำลายมาตลอด ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์</p><blockquote><p>ในการจะกำจัด voice of fear จะเป็นด่านสุดท้าย ที่เราจะลงไปก้นตัวยู หลังจากทะลุทลวง voice of judgment, voice of cynicism และสามารถ open mind, open heart ได้แล้ว สุดท้ายก็คือ การกล้าหาญ ทะลุกำแพง open will ทำตามเจตน์จำนงค์ของเราได้ เป็นเสมือนผ่านด่าน I in me (downloading), I in it (seeing and open mind), I in you (sensing and open heart) มาถึงด่านสุดท้าย คือ I in now (presensing and open will) เป็นระยะที่เราสามารถละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราเคย hold ว่าเป็นเรา เป็นสถานะของเรา เป็น form เรา นั่นคือ let go ได้ ปล่อยวางได้ เพื่อที่จะ let come หรือ อนุญาตให้อนาคตอันบริสุทธิ์ “ผุดกำเนิด” ขึ้นตามวาระอย่างแท้จริง ไม่ได้ตระเตรียม ไม่ได้ปรุงแต่ง</p></blockquote><p align="center">ในสภาวะนี้ก็คือ การที่เกิด moral courage หรือ ความกล้าทางคุณธรรมนั่นเอง</p><p>เพราะความกล้าทางคุณธรรม เป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ที่เป็น selfless ไร้ตัวตน มีเพียงความสวยงาม ความดี ความเป็นสิริมงคล พึงกระทำ หลงเหลืออยู่ ไม่มีความคาดหวังแต่เปี่ยมไปด้วยความหวัง</p><p>คนสอนหนังสือจะไม่สนว่า ฉันจะลองสอนแบบใหม่ๆแล้วใครจะว่ายังไง หลังจากใคร่ครวญไตร่ตรองดูแล้ว ฉันเกิดศรัทธาเต็มที่ โดยไม่ได้อิงประโยชน์ส่วนตน ว่านี่คือหนทางที่ดี ฉันก็จะกล้าลงมือกระทำ ไม่ต้องเหลี่ยวซ้าย แลขวา ว่ามีใครทำเหมือนฉันไหม ไม่ต้องสอดส่ายสายตาหา approval หรือคำชมเชย หรือคอยระวังหลบคำตำหนิ ติเตียน พร้อมที่จะชี้แจง และแสดงศรัทธาอันบริสุทธิ์ออกมา </p><p style="background-color: #ffcc00">ความกล้าทางคุณธรรม แปลว่าเราไม่ได้ "รู้ผลล่วงหน้า" ว่าทำแล้วจะเป็นอย่างไร การรู้ผลลูกเต๋า แล้วค่อยทอย หรือ แทง นั้น ไม่ได้อาศัยความกล้าสักเท่าไร  แต่ทำเพราะมัน “ควร” โดยไม่รู้ผล นี่จึงเป็นความกล้าแท้จริง </p><p>เดี๋ยวนี้คนไม่ค่อยกล้าเดินออกจาก comfort zone หรือพื้นที่ไข่แดงเท่าไร จะออกไป ก็ต่อเมื่อมีคนไปทำ mine screen แล้วว่าปลอดภัย เดินได้ อาศัย guideline อาศัย care map กางแผนที่ตลอดเวลา ทั้งๆที่แผนที่หรือ care map หรือ guideline ไหนก็ตาม ไม่ได้การันตีความไม่แน่นอนต่างๆที่พร้อมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา caremap และ guideline ลด adventurous feeling และจิตกระตือรือร้น และข้อสำคัญที่สุดคือ บางครั้งลดศักยภาพที่แท้จริงของสมองส่วนหน้า คือ จินตนาการ สร้างสรรค์ ลงไปอย่างน่าเสียดาย</p><p>พลังแห่งเจตน์จำนงค์ หรือ Will Power เกิดมาควบคู่กับการพัฒนาฐานกาย คือ ประสบการณ์ตรง ที่เราเอาชีวิต เอาตัวเข้าไปแลก เป็นวิธีการเรียนของเด็กเล็กๆ ไม่มีความกลัว ไม่มี form ที่จะต้องระวังรักษา เป็นการเผชิญหน้ากับ unknown future ด้วยจิตอันปีติ เปี่ยมล้นด้วยพลังกระตือรือร้น</p><p>เรื่องราวหลายเรื่อง ที่เราเรียนรู้ว่าดี (open mind) และก็โดนใจด้วย​(open heart) แต่ก็ไม่ทำ เพราะมันไม่แน่นอน มันไม่เคยมีคนทำ ไม่มีพวกร่วมสังฆกรรมด้วย ทำแล้วหน้าตา ฐานะ ตำแหน่ง หน้าที่จะเป็นยังไงหว่า ………….​ฯลฯ มีกี่ครั้ง ที่เรื่องที่เรา "เข้าใจว่าน่าจะดี" และ "รู้สึกว่าน่าจะทำ" แต่ไม่ได้ทำเพราะ ไม่กล้าทำ กลัวไม่สำเร็จ กลัวเสียหน้า? </p><p>สารพันเหตุผล</p><p>สารพันระแวดระวัง</p><p>เพราะ “ความกลัว” ตัวเดียว กลัวไม่ survive, กลัวไม่ถูกรัก ไม่ถูกเคารพ. กลัวสูญเสียตำแหน่งฐานะ กลัวจากทั้งสามฐานของสมอง ชั้นต้น กลาง หน้า</p><p>หลุดจากด่านนี้ไป เราจะมองโลกอีกอย่างหนึ่งได้ มองอย่างทีมันเป็น มองอย่างที่คนอื่นเห็น มองอย่างสวยงามเปี่ยมศักยภาพ เข้าใจในอิทัปปัจจยตา เห็นในความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของการรับรู้และสิ่งที่เกิดขึ้น</p><p style="background-color: #ffcc00">และตกผลึกเป็นอนาคตอีกแบบหนึ่ง </p><blockquote><p> </p></blockquote>