ข่าวดีเรื่องคุณภาพการศึกษา


ผมได้รับ อีเมล์ จาก อ. พิทักษ์ โสตถยาคม ที่ผมถือเป็นข่าวดี จึงขออนุญาตนำมาเผ่ยแพร่ต่อ และท่านอนุญาตแล้ว โดยบอกว่ายังเป็นแนวคิดเบื้องต้น

เรียน อ.เกียรติวรรณ ที่เคารพ

(cc. บุคลากร สนก. สพฐ. และนักการศึกษา)

จากการที่อาจารย์ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์) ให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ในภารกิจที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมาย) "การลดภาระงานครูและเรียน" และชวนผมเข้าร่วมรับฟังการประชุมเมื่อวาน (23 ก.ย.) ด้วย ทำได้รับทราบจากผู้เข้าประชุม ทั้งจากผู้รับผิดชอบเรื่องการประกันคุณภาพของ สพฐ. คุณครูแต่ละโรงเรียน และผู้ทรงคุณวุฒิ ต่างยืนยันว่า ครูมีภาระงานที่กระทบชีวิต ครอบครัว และคุณภาพการสอน อาทิ

1.การอบรม/ประชุม/สัมมนา ทั้งเสาร์อาทิตย์ (ทุกเสาร์อาทิตย์ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานแล้ว) และวันที่ครูต้องสอนนักเรียน ซึ่งเป็นการอบรมที่เกิดจากผู้จัดอบรม มีงบประมาณ และต้องใช้เพราะได้รับจัดสรรมาแล้ว จึงต้องเชิญครูเข้าร่วม การที่ครูจะปฏิเสธไม่เข้าร่วม ก็กระทบสัมพันธภาพระหว่างผู้บริหารโรงเรียน ตัวครูเอง และผู้บริหารหน่วยงานของผู้จัด ซึ่งผู้จัดอบรมเป็นทั้งหน่วยงานต้นสังกัด (เขต, สพฐ.) และหน่วยงานภายนอกกระทรวงศึกษาธิการ

2. การประเมินต่างๆ ทั้งจากเขตพื้นที่ จาก สพฐ. จากหน่วยงานอื่นๆ ทั้งการประเมินโรงเรียน ประเมินครู และประเมินนักเรียน ทั้งเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการสอน การบริหารจัดการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

3. งานธุรการ ให้ข้อมูล ตอบหนังสือสั่งการ หนังสือขอความร่วมมือต่างๆ

4. งานพัสดุ จัดซื้อจัดจ้าง ต้องระวังไม่ให้ผิดพลาด

5. งานประกวดแข่งขัน

6. งานจรต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโรงเรียนแต่ละวัน

7. งานบริการชุมชน ซักซ้อมการแสดง ให้เด็กเข้าร่วม ใช้พลังเด็กให้บริการชุมชน วัด และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่รอบโรงเรียน

8. งานโครงการพิเศษที่โรงเรียนเข้าร่วมจากหน่วยงานต่างๆ


ซึ่งการใช้เวลาปกติของครู ส่วนใหญ่จะมีการสอน 18 ชั่วโมง/ สัปดาห์ สำหรับโรงเรียนประถมศึกษาที่ต้องสอนประจำชั้น สอนหลายวิชา อาจจะต้องสอนถึง 25 ชั่วโมง (วันละ 5 ชั่วโมง) หรือมากกว่านั้น ดังนั้น ถ้าแต่ละวันครูอยู่โรงเรียน 7 ชั่วโมง หรือ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แสดงว่า ครูเหลือเวลาในโรงเรียน 35-25=10 ชั่วโมง ซึ่ง 10 ชั่วโมงที่มีครูยังมีภาระงานต่างๆ จำนวนมาก ทั้งการตรวจงานนักเรียน การดูแลการรับประทานอาหารกลางวันของนักเรียน/ ตักข้าวให้นักเรียน การดูแลการเข้าแถว ฯลฯ ถ้าครูสอนหลายวิชาก็ไม่สามารถมีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมการสอน/ เขียนแผนการสอนได้ครบทุกวิชา

ดังนั้น จะเห็นว่าภาระที่กระทบครูมีหลากหลายเรื่อง มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และเรื้อรังมานาน การแก้ไขจึงต้องอาศัยความจริงจังจริงใจของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ และจะต้องมีกลยุทธ์ในการทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับนั้น เห็นพ้องและร่วมมือร่วมใจครับ

สำหรับกรอบการแก้ไขมุ่งไปที่ ระบบและวิธีการประเมิน ครั้งนี้ ถือเป็น 1 เรื่องที่สำคัญใน 8 เรื่องข้างต้น หากแก้ไขได้ก็จะส่งผลกระทบและช่วยให้ภาระเรื่องอื่นๆ เบาบางลงได้ และถือเป็นภารกิจระดับนโยบาย ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในโรงเรียน จะต้องส่งเสริม สนับสนุน หรือกำกับให้ ผู้นำ ระดับปฏิบัติ ทั้งในระดับโรงเรียนและเขตพื้นที่เป็นผู้จัดการแก้ไข



การประชุมมีข้อคิดเบื้องต้นสู่การแก้ไข ดังนี้

ระยะสั้น

  • จัดระบบงบประมาณเพื่อการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานต้นสังกัด อาจนำไปไว้ที่โรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของครู
  • การพัฒนาครูแบบที่ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์จริง ให้มุ่งสู่การเชื่อมโยงกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ และควรจัดเพียงปีละ 1 ครั้งก่อนเปิดเรียน เพื่อ update ความก้าวหน้าทางการสอน ทบทวนจุดที่ควรให้ความสำคัญในการสอน และช่วยให้ครูสอนให้ดียิ่งขึ้นได้จริง
  • มีแผนการสอนกลาง เพื่อเป็น “ทางเลือก” ให้ครูสามารถหยิบไปใช้ได้สะดวก และบรรลุเป้าประสงค์ของการสอน/ Concept ที่กำหนดไว้
  • ปรับมาตรฐานและตัวชี้วัด และวิธีการประกันคุณภาพ โดยการแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อให้มีระบบประกันภายในเพียงหนึ่งเดียว หรือถ้าจะมีภายนอกด้วยก็ให้ระบุให้ใช้มาตรฐานและตัวชี้วัดเดียวกัน และไม่ต้องมากมาตรฐานและตัวชี้วัด และให้ใช้เป็นเครื่องชี้ทิศทางและเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการประเมินของประเทศไทย เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปีต่อเนื่อง เมื่อกำหนดมาตรฐานนี้แล้ว ก็ให้ทุกๆ งาน/โครงการใช้วัดความสำเร็จ ไม่ให้คิดมาตรฐานและตัวชี้วัดใหม่ ที่ส่งผลให้โรงเรียนต้องใช้ ต้องทำอีก


ระยะยาว

  • คัดสรรคนมีประสบการณ์เป็นผู้บริหารโรงเรียน ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์มากพอที่จะเป็นผู้นำทางการเรียนการสอน อาจระบุเงื่อนไขจำนวนปีที่เป็นครู ฐานเงินเดือนขั้นต่ำ จำนวนปีที่เป็นหัวหน้างาน ไม่ใช่รับคนสอบเก่งแต่จัดการไม่เป็นมาเป็นผู้บริหารโรงเรียน เพราะเกือบร้อยทั้งร้อย ที่ ผอ.ร.ร.ดี โรงเรียนจะดีด้วย
  • ผู้บริหารต้องมีชั่วโมงสอนนักเรียน ควรกำหนดให้ผู้บริหารโรงเรียน ต้องมีหน้าที่ “สอน” ด้วย เพื่อร่วมพัฒนาเด็กแบบเข้าถึง เข้าใจ และเกาะติดกับสภาพปัจจุบันปัญหาอย่างแท้จริง มิฉะนั้น จะบริหารจัดการโรงเรียนแบบลอยอยู่เหนือ “กระบวนการและผลการเรียนรู้ของเด็ก” และทำให้ครูที่ไม่ชอบสอน/ หนีการสอน หันเหเส้นทางชีวิตมาเป็นผู้บริหารโรงเรียน
  • สร้างครูให้เป็นครูแท้จริง สถาบันผลิตครู และหน่วยงานด้านการพัฒนาครู รวมพลัง “สร้างครูให้เป็นครู” เป็นครูที่มีจิตวิญญาณครู เป็นแบบอย่างและเอาใจใส่ลูกศิษย์
  • สร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อการเรียนรู้ ประสานความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ในสังคม ป้องกันสิ่งจูงใจภายนอกที่ไม่พึงประสงค์และกระทบต่อความสนใจในการเรียนของเด็ก รวมทั้งส่งเสริมให้โรงเรียนจัดระบบการบริหารจัดการให้สามารถดูแลพฤติกรรมการใช้ ICT ผ่าน Smart Phone การเล่นเกม หรือ Social Media ของนักเรียนอย่างเหมาะสม
  • ใส่ใจดูแลชีวิตเด็กในพื้นที่ขาดแคลน การบริหารจัดการงบประมาณและอื่นๆ ของกระทรวงศึกษาธิการควรช่วยด้านปัจจัยพื้นฐานของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ในพื้นที่ชายขอบ ในพื้นที่ชนบท เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ด้วย




สิ่งที่คิดต่อ

ผมคิดว่าสิ่งที่อาจารย์ได้ยกร่างไว้น่าสนใจ ซึ่งผ่านการศึกษาวิจัยของอาจารย์และคณะมาอย่างต่อเนื่อง หากจะเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในเชิงนโยบายเลยก็ได้ครับ แต่ถ้าจะมีกระบวนการรับฟังจากผู้เกี่ยวข้องอีก ก็จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายตามข้อเสนอนี้มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นครับ ซึ่งกระบวนการรับฟัง อาจพิจารณาจัดวง/เวทีรับฟังความคิดเห็น ดังนี้

What: จัดสนทนากลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ทั้งคนในโรงเรียน และนอกโรงเรียน โดยประสานกับคนในเขตพื้นที่ (ที่เชื่อมือได้) ทำการจัดสนทนากลุ่มครู/ ผู้บริหารโรงเรียน/ ผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น อย่างน้อย 1 กลุ่ม ต่อเขตพื้นที่ จะได้ 225 กลุ่ม (หากมีข้อจำกัดอาจดำเนินการบางส่วน)

Why: หาฉันทามติจากประชาคมวงการศึกษา เพื่อความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง

Where: ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือที่โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง ใน 225 เขตพื้นที่ เขตละ 1 กลุ่ม

When: ต้นเดือนตุลาคม 2558 เช่น ช่วงวันที่ 1-3 ตุลาคม ซึ่งภายในวันที่ 5 ตุลาคม ก็น่าจะได้ข้อมูลครบถ้วน

How:

  • ทำ Demo/ VDO clip นำเสนอระบบและวิธีการประเมินแบบใหม่ และเอกสารแนะนำระบบและวิธีการ เพื่อส่งให้ moderator ใช้ประกอบการสนทนากลุ่ม (focus group)
  • ประสานผู้ทำหน้าที่จัดสนทนากลุ่ม/ Moderator และขอความร่วมมือทำภารกิจจัดรับฟังความคิดเห็นจากครู/ ผู้บริหารโรงเรียน โดยนำ clip และเอกสารให้ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มช่วยให้ความคิดเห็น สรุปข้อมูลในเชิงปริมาณ (ผู้เข้าร่วมประเมินว่า “ใช้ได้” “ไม่แน่ใจ” หรือ “ใช้ไม่ได้” ในแต่ละประเด็นที่ต้องการเช็คความคิด-เหมือนการหา IOC) และเชิงคุณภาพ (ข้อเสนอแนะเพื่อให้ระบบและวิธีการนี้ใช้ได้ เป็นประโยชน์จริง และบรรลุตามหลักคิดของระบบและวิธีการประเมิน) และนำเสนอผลผ่านระบบออนไลน์กลับมาเพื่อประมวลผล
  • ประมวลสรุป เติมเต็มระบบและวิธีการ
  • นำเสนอสู่การใช้จริงในเชิงนโยบาย

ผมได้เช็คความคิดด้วยการโทรศัพท์ไปพูดคุยเกี่ยวกับระบบและวิธีการประเมินนี้กับ ตัวจริง ของการทำงานในพื้นที่เพื่อช่วยโรงเรียนอย่างจริงจัง ลงลึก ก็คือ ศน.สมชัย แซ่เจีย ศึกษานิเทศก์จอประสาทตาเสื่อม-มองไม่เห็น ทำงานอยู่ที่ สพป.เชียงใหม่ เขต 4 แต่เป็นคนทำงานแบบเกาะติด เจาะลึก และเป็นที่พึ่งของครูและโรงเรียนกลุ่มหนึ่ง ให้เข้าไปช่วยเชิงวิชาการ ณ สถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง อาจารย์สมชัยเห็นว่า แนวทางการประเมินคุณภาพที่นำเสนอนี้เป็นแนวทางที่ดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม มีข้อคิดดังนี้

1.ให้ทำเพียงหนึ่งโครงการสำคัญตอบได้ทุกมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น ผลคณิตศาสตร์ตกต่ำ สมมติว่าโรงเรียนทำโครงการพัฒนาคณิตศาสตร์ จะต้องวิเคราะห์ก่อนว่า ที่ตกต่ำเช่นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร จากครู จากหลักสูตร จากสื่อการสอน จากผู้ปกครอง หรือจากผู้บริหารโรงเรียน ดังนั้น เมื่อปรับปรุงจากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ ก็จะบรรลุมาตรฐานทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องได้เลย โดยที่โรงเรียนไม่ต้องคิด/ทำโครงการเฉพาะเพื่อตอบมาตรฐานทุกมาตรฐาน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของ ระบบประกันคุณภาพ โดยแท้ ส่วนสภาพของการประเมินโรงเรียนในปัจจุบัน ถ้าผู้ประเมินพบว่า โรงเรียนไม่ทำโครงการรองรับมาตรฐาน ยากที่จะผ่านมาตรฐานนั้นๆ

2.ระวังการประเมินแบบไม่ใส่ใจและเข้าข้างตนเอง ปัจจุบันการติดตามประเมินของเขตพื้นที่การศึกษา ก็ลงไปดูโครงการที่โรงเรียนทำเช่นกัน จะขอดูร้อยละความสำเร็จ และโรงเรียนก็เตรียมแฟ้มงานโครงการไว้ให้ตรวจ อย่างเช่น เขตจะไปตรวจเรื่องการเยี่ยมบ้านนักเรียน ครูก็ต้องมีภาพถ่ายของครู กับผู้ปกครอง และนักเรียน ที่บ้านของนักเรียน ปรากฏอยู่ในแฟ้มเอกสารด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาระของครู นอกจากนั้นโรงเรียนส่วนใหญ่ (อาจเป็นนิสัยของคนไทยส่วนใหญ่) จะประเมินโครงการที่ตนเองทำเองว่า ดี/ สำเร็จ จะประเมินตนเองว่าโครงการที่ทำมีความสำเร็จ ร้อยละ 70 บ้าง ร้อยละ 80 บ้าง ซึ่งสภาพเช่นนี้อาจจะไม่เป็นตามเจตนารมณ์ของการติดตามที่งานโครงการที่โรงเรียนทำ จากสิ่งที่สังเกตได้จากการทำรายงานประจำปีของโรงเรียน โรงเรียนจะ copy รายงานของปีที่แล้ว แล้วมาเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเลข ส่วนโครงการต่างๆ ที่ปรากฏยังคงเป็นดังเดิม อย่างไรก็ตาม ก็เชื่อว่าถ้าโรงเรียนทำจริง จะสามารถเล่าได้ ส่วนคนที่ไม่ได้ทำจริง จะไม่สามารถเล่าได้ ก็น่าจะทำให้สามารถรู้ได้ว่าโรงเรียนมีความพยายามเพียงใดในการทำงาน

3.ประเมินปลายทางภาคปฏิบัติและสะท้อนคุณภาพแท้ของผู้เรียน การพิจารณาคุณภาพของโรงเรียนและการจัดการเรียนการสอน อาจพิจารณาจาก (1) บันทึกผลการเรียนรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรม และ(2) บันทึกเชิงคุณภาพในการทำงานของครู เป็นการมุ่งตรงไปที่สิ่งที่ผู้เรียนได้รับ ได้เรียนรู้ และการนำความรู้ที่ได้ไปสู่การปฏิบัติให้มากที่สุด จึงจะรู้ว่า งานโครงการต่างๆ ที่โรงเรียนทำ เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนหรือไม่ เพียงใด ซึ่งอาจกำหนดประเด็นการพิจารณาเหล่านี้ไว้ในร่องรอยของงานโครงการ เพื่อสะท้อนความสำเร็จของโครงการก็ได้

4.มาตรฐานและตัวชี้วัดเป็นหนึ่งเดียวกัน มาตรฐานและตัวชี้วัดของการประเมินคุณภาพภายในและภายนอกควรใช้มาตรฐานเดียวกัน ตัวชี้วัดเดียวกัน เพื่อลดภาระของโรงเรียนที่จะต้องออกแบบการดำเนินงานให้ตอบสนองของหน่วยประเมิน

5.ตัวชี้วัดแบบ Performance ปฏิบัติจริง จับต้องได้ ตัวชี้วัดปัจจุบันเป็นคำใหญ่ๆ แต่ไม่รู้ว่าให้เด็กทำอะไร เช่น นักเรียนสรุปความรู้จากเรื่องที่อ่านและฟังได้, นักเรียนวิเคราะห์..., นักเรียนคาดการณ์และตั้งเป้าหมายได้, นักเรียนแก้ปัญหาได้ เป็นต้น ควรปรับให้เป็นตัวชี้วัดที่ให้ทุกฝ่ายเข้าใจ จับต้องได้ วัดได้ ปฏิบัติตามได้จริง ซึ่งหากกำหนดตัวชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ ถือเป็นกุศโลบายให้โรงเรียนทำงานได้ตรงกับตัวชี้วัด จับต้องได้ง่าย ปฏิบัติได้จริง และจะส่งผลกระทบให้ครูค่อยๆ ทิ้งหนังสือเรียน/ แบบเรียนสำนักพิมพ์ มาสอนแบบลงมือปฏิบัติจริง เพื่อมุ่งสู่ตัวชี้วัดที่จะปรับปรุงใหม่นี้ และไม่ต้องตีความ หาเครื่องมือวัด มาวัดในสิ่งที่เป็นนามธรรม/ ยากที่จะวัดได้ด้วยโรงเรียนเอง เช่น การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ตัวอย่างตัวชี้วัด อาทิ

a. นักเรียนสามารถพูดสรุปได้ว่า....

b. นักเรียนสามารถอ่านแล้วพูดเล่าเรื่องได้

c. นักเรียนสามารถเขียนสรุปความรู้จากเรื่องที่อ่านได้ (ซึ่งถ้ากำหนดเช่นนี้ ก็จะไกด์กิจกรรมว่า จะต้องมีเรื่องให้นักเรียนอ่าน แล้วให้เขียนสรุปเป็นความคิดรวบยอดได้)

d. นักเรียนสามารถทำโครงงานแก้ปัญหาเรื่องส่วนตัว และสังคม (ครอบครัว, ชุมชน, โรงเรียน) ได้

e. นักเรียนสามารถร่วมกันทำโครงงานแก้ปัญหาสังคมของนักเรียนได้ (การระบุว่า “ร่วมกัน” จะทำให้นักเรียนได้ปฏิบัติและเรียนรู้ร่วมกัน)

f. นักเรียนสามารถสรุปความรู้ทำเป็นหนังสือเล่มเล็กหรือเป็นเอกสารอื่นได้

g. นักเรียนมีบันทึกการอ่านไม่น้อยกว่า ....เล่ม/ ปี พร้อมระบุหรือบอกแนวทางการนำความรู้ไปใช้ได้ (กรณีเกี่ยวกับการรักการอ่าน)

h. นักเรียนสามารถอ่านเรื่องราว ไม่เกิน 5 บรรทัด แล้วบอกความหมายของเรื่องที่อ่านได้

i. นักเรียนสามารถอ่านได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว ในเรื่องราว ไม่เกิน 10 บรรทัด ได้

6.องค์ประกอบของผู้ประเมิน

a. คนนอกโรงเรียนควรพิจารณา (1) ประธานกรรมการสถานศึกษา 1 คน (2) ตัวแทนผู้ปกครอง 1 คน (3) ผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนท้องถิ่น 1 คน (4) รอง ผอ.เขต 1 คน (5) ศึกษานิเทศก์เขต 1 คน

b. คนภายในโรงเรียน ได้แก่ (1) ผู้บริหารโรงเรียน (2) ครูวิชาการ (3) ครูผู้สอน 1-3 คน

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา หวังว่าข้อมูลนี้จะพอมีประโยชน์บ้างในการพิจารณาเรื่อง การลดภาระงาน/กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครูและนักเรียน ในส่วนของการประเมิน/ประกันคุณภาพครับ

ด้วยความเคารพ

พิทักษ์

--

พิทักษ์โสตถยาคม

นักวิชาการศึกษา กลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัยทางการศึกษา

สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กระทรวงศึกษาธิการ เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

โทรศัพท์ 022885882 มือถือ 0

email: pitaklink(at)gmail.com

blog: ajpitak.blogspot.com

ผมภาวนาให้เกิดผลสำเร็จในทางปฏิบัติ ที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้น



วิจารณ์ พานิช

๒๕ ก.ย. ๕๘

ลอส แอนเจลีส


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เป็นแนวทางที่ดีมากครับ

การพัฒนาผู้บริหารและการได้มาซึ่งผู้บริหารสำคัญมากครับ

บางพื้นที่ผู้บริหารทุจริตและพยายามล็อคตัวผู้ประเมินระดับ 9

ทำให้ได้ผู้บริหารระดับ 9 ไม่ยาก โดยไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์


รอดูผลความสำเร็จจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นครับ

ประเด็นเรื่องภาระงานครูที่หนักหนาเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวนะคะ ครูบ่นกันหนักมากนะคะ