705. เรียนรู้ศาสตร์ OD ผ่าน "สามก๊ก" (ตอนที่ 35)

ความสุข (Happiness)

ผมเขียนสามก๊กมาหลายตอน ต้องออกตัวก่อนว่า ผมเขียนสามก๊กในมุมของการพัฒนาองค์กร มิใช่ว่าผมอวดรู้ว่าผมรู้สามก๊กอย่างลึกซึ้ง ผมเป็นเพียงผู้ที่ศึกษาสามก๊กเท่านั้น ผมไม่ถึงกับจำได้แม่นทุกตอน เพียงแต่ผมมองเห็นประเด็นดีๆ ที่ซ่อนอยู่...แล้วเกิดเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นเข้ากับสิ่งที่ผมสนใจ นั่นคือศาสตร์ของการพัฒนาองค์กร (Organisation Development) ...ซึ่งผมคิดว่าผู้นำไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ผู้นำที่พยายามนำคนมากกว่าสองคนขึ้น (เราเรียกว่าองค์กร หรือ Organisation) ให้สามารถสร้างความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน เรียกว่าเขากำลังพัฒนาองค์กร (Organisation Development) ด้วยกันทั้งนั้นครับ

ยิ่งศึกษาสามก๊กก็ยิ่งเห็นว่าผู้นำยุคสามก๊กได้เพียรพยายามอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาองค์กร ให้แกร่ง และส่งบทเรียนข้ามกาลเวลาให้เราได้ทบทวนตนเอง จะว่าไปสามก๊กเหมือนเป็นกระจกให้คนยุคนี้หันกลับมามองตัวเอง

ประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึงวันนี้คือเล่าปี่ คนมักบอกว่าเล่าปี่ไม่ฉลาด อันนี้ผมไม่ตัดสิน เพราะผมไม่รู้จักเล่าปี่ สิ่งที่เห็นเป็นเพียงร่องรอยในประวัติศาสตร์ ไม่น่าจะมีใครแม่นขนาดบอกข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด แต่เรื่องที่เล่าปี่ทำได้อย่างดีเรื่องหนึ่งที่ผมพอปะติดปะต่อได้ คือ คนไกล้ชิดรอบตัวเล่าปี่ ไม่ว่าจะเป็นกวนอู เตียวหุย ขงเบ้ง น่าจะมีความสุขมากๆ ที่ได้ทำงานร่วมกับเล่าปี่ จนยอมลำบาก ทิ้งทุกอย่างร่วมฝ่าฟันช่วงเล่าปี่สถาปนาอาณาจักรได้สำเร็จในระยะแรก

ความสุขในการทำงานคืออะไรครับ ศาสตราจารย์ริชาร์ด เจ. แฮคแมน ปรมาจารย์ผู้ศึกษาเรื่องทีมงานประสิทธิภาพสูง (High-performing Team) ที่ผมได้ศึกษางานของท่านสมัยเรียนปริญญาเอก ท่านวิจัยจากองค์กรจริง ได้ให้ข้อสรุปดังนี้ คนทำงานจะมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย (รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า) ก็ต่อเมื่อนายของเขา

  1. ดึงพรสวรรค์และทักษะของพนักงานที่มีอยู่หลากหลายมาใช้
  2. ลูกจ้างได้ทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ
  3. ลูกจ้างรู้สึกว่างานที่ทำส่งผลกระทบต่อคนอื่น

พอผมอ่านถึงตอนนี้ ผมมรู้สึกเลยว่า เล่าปี่เก่งครับ เก่งสามอย่างเลย โดยเฉพาะในระยะก่อนตั้งจ๊กก๊ก หรือก่อนเป็นฮ่องเต้ จะเห็นว่า เล่าปี่ทำอย่างนี้ตั้งแต่นาทีแรกที่เล่าปี่ปรากฏตัวขึ้นในสามก๊ก เรียกว่าตั้งแต่ Day 1 เลย

คุณจะเห็นคนทุกคนได้ใช้พรสรรค์อย่างเต็มที่ ได้ทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ และรู้สึกว่าสิ่งที่ทำส่งผลกระทบต่อประชาชนจริงๆ

Credit: http://www.betterchinese.com/middle-school/Storybo...

แต่หลังจากเป็นฮ่องเต้ ส่ิงที่เล่าปี่ทำคือประกาศสงครามล้างแค้นกวนอู กับง่อก๊ก ซึ่งในที่สุดจบลงด้วยความพ่ายแพ้ คุณจะเห็นกระบวนการชัดเจนที่ขัดกันมากๆ ได้แก่ การไม่ได้นั่งขบคิดจริงจังว่าจะดึงจุดแข็ง พรสวรรค์ใครมาใช้อย่างเป็นระบบ ที่สุดๆคืองานที่ทำส่งผลกระทบต่อ “เล่าปี่” เท่านั้น เพราะเป็นความแค้นส่วนตัว ไม่ใช่ทำเพื่อประเทศชาติ ผมว่ารวนกันทั้งหมด คนคงหมดศรัทธา ตั้งแต่ตอนประกาศสงคราม

แน่นอนครับเราคงไม่เห็นความสุขในอาณาจักรจ๊กก๊กหลังการประกาศสงครามครั้งนั้น ทั้งในกองหน้าและกองหลัง นอกจากนี้เนื่องจากไม่มีการดึงพรสวรรค์มาใช้ นั่นหมายถึงวิธีการกลยุทธ์ก็ด้อยไปด้วย ไม่เหมือนฝั่งซุนกวที่ขณะนั้นน่าจะนำด้วยเงื่อนไขสามข้อ เพราะทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อตนเอง แถมยังสามารถดึงพรสวรรค์ของคนมาใช้ได้ตรงจุด เรียกว่าคนในง่อก๊กมีความสุขและทำงานอย่างมีความหมายตามนิยามนี้ชัดเจน ที่สุดก็ชนะ

มองแล้วชัดมากๆครับ

แล้วผมมองเห็นอะไร

ผมเห็นว่าองค์กรที่เห็นในยุคนี้ แม้กระทั่งองค์กรที่ดูดังๆ ขลังๆของไทย ดูเหมือนจะทำเหมือนเล่าปี่ตอนเป็นฮ่องเต้แล้ว ชัดมาก หายนะชัดๆ ผมเห็นองค์กรดังๆทำอย่างนี้ครับ

  1. ไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก และไม่ดึงพรสรรค์ของคนมาใช้อย่างเต็มที่
  2. งานแบ่งเป็นส่วนๆ ไม่ได้ทำตั้งต้นจนจบ ไม่ได้ทำครบกระบวนการ
  3. ลูกจ้างไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองทำส่งผลกระทบ ในทางบวกต่อผู้อื่นอย่างไร (ต่อสังคมเป็นต้น)

เอาแค่ข้อที่สามนี่ก็แทบไม่เห็นครับ ผมไม่เคยเจอลูกศิษย์ไม่ว่าจะทำธนาคารไหนก็ตามกลับมาบอกว่า “ตอนนี้ทำงานธนาคารแล้วภูมิใจมากๆ เพราะรู้สึกว่าเราเหมือนได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจดีๆ เราเป็นกำลังสำคัญของชาติเลยนะ”

เจอแต่คนขายประกันครับ ไม่มี Banker จริงๆ ใครๆก็ดูเหมือนถูกส่งมาขายประกันคุณอย่างเดียว คุณจะมีบ้าน คุณจะวางแผนชีวิตอย่างไร ไม่สน ประกันคือพระเจ้า

ดูเหมือนคนเป็น Banker จะพยายามเป็นคนขายประกันอย่างเดียว เรื่องอื่นไม่คิดแล้ว ลูกค้าจะมีพรสวรรค์ ความต้องการอะไรในชีวิตไม่เกี่ยว มีส่วนเดียวเท่านั้น เคยถามว่า “น้องๆ ขายประกันเป็นอย่างเดียวเหรอ ไม่ขายอย่างอื่นให้พี่เหรอ”

“ผมอยากลงทุน อยากซื้อ LTF อยากลงทุนอย่างอื่น ประกันล้นบ้านแล้ว แนะนำพี่หน่อยสิ”

“เออ...อาจารย์คะ ที่ตอบอาจารย์ไม่ได้ พูดตรงๆนะคะ มันผิดกฎหมายค่ะ พนักงานเรายังสอบ CFA ไม่ได้ เลยไม่สามารถแนะนำเรื่องการลงทุนได้ กลัวธนาคารแห่งประเทศไทยส่งคนมาสุ่มจับค่ะ”

เออ แฮะ แล้วทำอะไรกัน ทำไมไม่ไปสอบ...คำตอบคือ ....ยุ่งมากค่ะ แค่ทำตาม KPI ธนาคารก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว

สรุปแล้วผมเป็นลูกค้าธนาคารที่ไม่รู้จักธุรกิจการเงินธนาคารอย่างลึกซึ้ง แต่ Pitch ขายประกันเป็นอย่างเดียว

คนในประเทศนี้ควรเอาเงินมาลงประกันอย่างเดียว ไม่ต้องไปลงทุนการศึกษา ซื้อที่ดินไว้สักแปลง หรือทำอาหารเก่งมากแต่อยากทำ Startup บุกโลก แต่ไม่ต้องทำแล้ว ... ใช่ไหมครับ ทำประกันดีกว่า

ผมพูดตรงๆ ครับพนักงานธนาคารจำนวนมากในยุคนี้ ผมสัมภาษณ์มาเกือบสิบปี แทบไม่เคยเห็นใครบอกว่ามีความสุขครับ และเราเริ่มเห็นธนาคารไทยถูกซื้อจากธนาคารต่างชาติมากขึ้น สักพักผมเชื่อว่าถ้าคนในธนาคารที่ไม่มีความสุขอย่างนี้ (อ้อไม่ใช่ธนาคารเท่านั้น มหาวิทยาลัย องค์กรต่างๆ ที่ดังๆทั้งหลาย) ต่อไปคงไม่เหลือเป็นกิจการของคนไทยอีกต่อไป เพราะคนไม่มีความสุข ไม่เปล่งประกาย สร้างประโยชน์ได้จำกัดมากๆ ลูกค้าเริ่มเซ็ง เพราะไม่ได้คู่คิดที่ดี

ที่เขียนอย่างนี้เพราะล่าสุดภรรยาถูกกล่อมจากธนาคารให้เอาเงินมาฝากประจำ ดูไปดูมาก็รู้ว่าเป็นประกันแต่ พนักงานธนาคารบอกว่าเป็นเงินฝาก แต่เรารู้ทันก่อน ไม่งั๊นยากนานครับ เพราะต้องเอาเงินฝากไปนาน กว่าจะได้ก็หลังเกยียณ ดูเหมือนต้องตายก่อนถึงได้ ...บ้าไปแล้ว

ถ้าเรื่องนี้ CEO เป็นคนสนับสนุนให้ทำแบบนี้ CEO คนนั้นก็คิดแบบฮ่องเต้เล่าปี่ชัดๆ ..

อยากให้คนผู้บริหารธนาคารบางแห่งเลิกทำตัวเป็นฮ่องเต้เล่าปี่สักทีครับ อยากเห็นวีรบุรุษผู้ก่อร่างสร้างตัวตอนต้นมากกว่า ผมอยากเห็นผู้นำที่เป็นเล่าปี่ช่วงก่อนเป็นฮ่องเต้

ผู้นำที่ดึงพรสวรรค์คนมาใช้ คนได้ทำงานเต็มที่ เพื่อประโยชน์ของอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง

ผู้ที่สร้างความหวัง ความรุ่งเรืองให้โลก

ทุกวันนี้ผมฝันเห็นธนาคารที่

ไม่บ้าขายประกัน

เป็นที่ปรึกษาให้คนไทย เรื่องความฉลาดทางการเงิน

ผมเห็นคนรุ่นใหม่กลับบ้านมาบอกผมว่า ธนาคารไม่ให้กู้ค่ะ เขาบอกว่า “น้องอย่าเพิ่งเอาเงินเดือนๆ แรกมากู้ซื้อของฟุ่มเฟือย พ่อแม่เลี้ยงดูเรามาตั้งนาน เอาเงินก้อนแรกไปให้พ่อแม่ จะเป็นบุญใหญ่”

ผมฝันเห็น “ผมมองสถานภาพพี่แล้ว พี่ไม่ต้องทำประกันแล้วครับพี่ ก่อนอื่นไหนเล่าให้ผมฟังสิครับ พี่ชอบอะไร ...อ้อ พี่รู้ไหม ผมว่าพี่สนใจอสังหานะ... ธนาคารเรามีกลุ่มลูกค้าที่สนใจอสังหาเดี๋ยว ผมจะแนะนำให้ครับพี่ พี่อาจจะเริ่มลงทุนซื้อที่แปลงเล็กๆ ..นะ เดี๋ยวผมแนะนำให้ ผมเชื่อมั่นพี่ พี่ต้องโตแน่นอน เพราะนี่คือจุดแข็งของพี่...”

“น้องครับบัตรเครดิต ไม่ใช่ของดีนะครับ ...น้องทำงานราชการ เงินเดือนขนาดนี้ พี่เห็นน้องไปรูดบัตรร้านอาหารราคาแพง มันเกินฐานะน้อง พี่และธนาคารอื่นรู้แล้ว พวกเราขอระงับการใช้บัตรน้องชั่วคราวนะครับ เป็นข้าราชการต้องทำเพื่อประชาชน ใช้เกินตัวอย่างนีอาจส่งผลต่อน้อง เมื่อน้องไม่มีตังค์ น้องจะอาจทุจริตก็ได้ ประเทศชาติเสียหายแน่”

"น้องครับ พี่เห็นน้องทำกาแฟได้สุดยอดมาก ...เดวพี่ให้สินเชื่อ ...ถ้าไม่ได้ เพราะมันเสี่ยง พี่รู้จักกลุ่มทุน เดี๋ยวพี่ Matching มาคุยกัน ธนาคารพี่จะลงทุนด้วยแต่ไม่มากนะครับ"

"ข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลก ...ธนาคารทุกธนาคารในไทยประกาศตัวต่อต้านไม่รับฝากเงิน ทำธุรกรรมกับเจ้าหนี้เงินนอกระบบ เก็บดอกเบี้ยรายวัน แถมยังประสานงานกับลูกหน้ีธนาคารทุกธุรกิจ ไม่ทำการค้ากับพวกที่รังแกชาวบ้าน..ทำให้เจ้าหนี้เงินนอกระบบถึงกับต้องหนีออกนอกประเทศ"

นี่ครับธนาคารในฝัน เชื่อว่าถ้าเล่าปี่ก่อนเป็นฮ่องเต้มาเป็น CEO ธนาคารเราน่าจะเห็นธนาคารแบบนี้

ธนาคารบางแห่งปัจจุบันดูเหมือนบริหารโดยเล่าปี่ตอนเป็นฮ่องเต้แล้ว เลยดูประหลาดๆ ขาดความรู้ ขายแต่ประกัน ดูไม่มีความสุขทั้งคนทำและคนใช้บริการ คงไปไม่ถึงไหนแน่นอน

ครับพอเท่านี้ครับ

ยังไงก็ตามต้องขอถวายบังคมฮ่องเต้เล่าปี่ ความรุ่งเรือง และความล่มสลายของท่าน กลายเป็นกระจกบานใหญ่ของคนในยุคปัจจุบัน

ผมเขียนตอนนี้ไปก็ตกใจไป แต่ไม่เป็นไรยังแก้ทัน เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ แก้อย่างไร ติดตามตอนต่อไปครับ

และอยากดึงคนเก่งเข้ามาทุ่มเทให้คุณ สร้างสรรค์ความสุดยอดให้เกิดกับสังคมไทย ก็อย่าลืมมองสามปัจจัยความสุขคนทำงานข้างต้นนะครับ เราสามารถใช้ทรัพยากรเพียงน้อยนิด สร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้

คนทำงานมีความสุข ลูกค้าก็มีความสุข องค์กรคุณก็รุ่งเรือง

คนทำงานไม่มีความสุข ลูกค้าก็ไม่มีความสุข ตัวครตัวมันครับ


วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry

คำสำคัญ (Tags)#พัฒนาองค์กร#สามก๊ก#od#ธนาคาร#เล่าปี่#organisation development#High performing team#Richard j. hackman

หมายเลขบันทึก: 597061, เขียน: 05 Nov 2015 @ 16:20 (), แก้ไข: 06 Nov 2015 @ 15:32 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 4, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วได้ความรู้ผมนำเอาไปทำกระบวนการเพื่อการเรียนรู้ด้วย

ขอบคุณมากๆ

อาจารย์หายไปนานมากเลยครับ