รุ้งลาวัลย์ กาวิละ : รอหมอ…ก่อน

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

“ฮัลโหล พี่รุ้ง ขอช่วยไปดูคนไข้ให้หน่อย มาขอชุดทำแผลเยอะเลย ไม่รู้ว่าคนไข้มีแผลใหญ่ขนาดไหน ญาติก็ไม่ได้พาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลด้วย อยากขอทีมเยี่ยมบ้านช่วยไปประเมินคนไข้ให้หน่อยคะ”

สิ้นเสียงโทรศัพท์สนทนาของต้นทางและคู่สาย สัญญาณออกปฏิบัติการของทีมเยี่ยมบ้านได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ บัดนี้ ทีมงานเยี่ยมบ้านคนแรกที่ออกไปประเมินผู้ป่วยเล่าให้ฉันฟังว่า พบปัญหาว่า ผู้ป่วยอ่อนเพลียทานอาหารได้น้อย มีแผลผ่าตัดเย็บปิดทางหน้าท้องด้วยไหมและลวดเย็บ มีแผลผ่าตัดลำไส้ ๒ แผล ถุงระบายอุจจาระหลุด วางแผนที่จะให้ญาติไปรับอุปกรณ์ดังกล่าวที่โรงพยาบาลจังหวัด

๓ วันต่อมา ขณะที่ฉันปฏิบัติงานเวรเช้าวันหยุดที่งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ญาติได้มาของถุงใส่อุจจาระทางหน้าท้องโดยแจ้งว่า ถุงเดิมหลุด ขอไปใส่ให้ด้วย

“หยุดยาวนักขัตฤกษ์ด้วยสิ จะไปเอาได้ไง” ฉันคิดอยู่ในใจ “ลุง งั้นเอาถุงพลาสติกนี่ประยุกต์ใส่แทนก่อนนะคะ แล้วหนูจะตามไปดูคนไข้ให้ที่บ้านเย็นนี้ค่ะ”

ญาติกลับไปด้วยสีหน้าพอใจ พร้อมด้วยอุปกรณ์การแพทย์ชั่วคราว

เย็นวันเดียวกัน ฉันและพี่โกมล (จิตอาสาเจ้าหน้าที่) ไปเยี่ยมคนไข้ตามที่นัดหมาย จากสภาพที่เห็น ผู้ป่วยพักอาศัยอยู่บ้านไม้ชั้นครึ่งแบบใต้ถุนสูง มีบุตรชายดูแลสลับสับเปลี่ยนกัน ยายจันทร์ คือชื่อของหญิงชราวัย ๘๕ ปี ภายใต้รูปร่างอันผ่ายผอม มัดมวยผมสูง ใส่เสื้อบังทรงสีขาวแบบคนสูงวัย ผ้าถุงลายดอกเล็กสีน้ำเงิน เท้าสองข้างบวมกดบุ๋ม แผลผ่าตัดทางหน้าท้อง แผลเย็บยาวเหยียด รูที่ใกล้แผลผ่าตัดลำไส้มีหนองซึมออกมา ผนวกกับแผลเย็บด้วยลวดเย็บอีกนับไม่ถ้วน แผลผ่าตัดลำไส้มีเพียงถุงพลาสติกบางๆ แปะไว้ ๒ ชิ้น เผยให้เห็นรอยตัดของลำไส้อย่างชัดเจน อุจจาระที่ล้นออกมาสีน้ำตาลคล้ำส่งกลิ่นเหม็นคุ้ง ถึงแม้ร่างกายจะเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย แต่สิ่งที่ฉันเห็น ตรงข้ามกับร่างกายที่เจ็บป่วย คือแววตาและรอยยิ้ม ที่เต็มไปด้วยความดีใจ เกรงใจ และความหวังในชีวิตผสมกัน ฉันได้ประเมินอาการของผู้ป่วยซ้ำให้การพยาบาลตลอดจนอธิบายแผนการรักษาอย่างต่อเนื่องในขณะที่พักรักษาตัวที่บ้าน

ลุงหนาน บุตรชายคนที่ ๓ ของยายจันทร์ เล่าให้ฉันฟังว่า ยายจันทร์เป็นม่ายมาหลายปี มีลูกชายทั้งหมด ๕ คน ลูกชาย ๒ คนแรกเป็นลูกกับสามีเก่า ๓ คนหลังเป็นลูกที่เกิดกับสามีใหม่ ซึ่งสามีเสียชีวิตไปแล้วหลายปี บุตรแต่ละคนแยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่ มีเพียงผู้ป่วยคนเดียวที่อยู่บ้านหลังนี้ แต่ก็สร้างอยู่ใกล้บ้านบุตรชายคนเล็ก บางครั้งจะมีหลานชายมานอนเป็นเพื่อนผู้ป่วยบ้าง ปกติยายจันทร์เป็นคนขยัน ไม่มีโรคประจำตัว ล้มป่วยคราวนี้ด้วยอาการปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย พาไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นลำไส้อักเสบ ต้องผ่าตัดลำไส้ แล้วมีรูเปิดระบายอุจจาระไว้ ระหว่างที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังผ่าตัด อาการไม่ดีขึ้น ยายจันทร์ได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจคาไว้ แต่ผู้ป่วยไม่ต้องการใส่ ญาติเห็นผู้ป่วยทรมานจึงลงมติขอให้คุณหมอเอาท่อช่วยหายใจออกและขอนำผู้ป่วยกลับมาพักรักษาต่อที่บ้าน เพียงคิดว่า ยายจันทร์ไม่ไหวแล้ว หากจะตายก็ขอเอาไปตายที่บ้าน เมื่อกลับมาบ้าน อาการของยายจันทร์ดีขึ้น ส่วนแผลผ่าตัดหน้าท้อง คิดว่าจะให้คุณหมอมาตัดให้ที่บ้าน ไม่คิดจะนำผู้ป่วยมารักษาต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน

“สรุปแล้ว ฉันก็ไม่รู้ความจริงว่า ยายจันทร์ป่วยเป็นโรคอะไรกันนี่” คำถามนี้ผุดขึ้นในหัวตลอดเวลาที่ฉันไปเยี่ยมบ้านในขณะนั้น

ก่อนกลับบ้าน ฉันได้ให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ สิ่งหนึ่งที่ประทับใจของฉัน นั่นคือ ยายจันทร์พยายามยกมืออันผอมบางไหว้ฉัน แล้วพูดว่า “หมอ…ถ้ายายหายดีแล้ว ยายจะไปซักผ้าให้หมอนะเป็นการตอบแทน”

ฉันรู้สึกซาบซึ้งกับความซื่อสัตย์ของยาย น้ำตาปริ่มๆ ตรงขอบตาด้วยความตื้นตันใจ คล้ายกับความกตัญญูรู้คุณของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือ มันหายากนะกับความรู้สึกแบบนี้ในสังคมปัจจุบัน

ฉันได้ติดตามการรักษาของผู้ป่วย โดยการโทรศัพท์ไปสอบถามที่โรงพยาบาลจังหวัด ได้ข้อมูลเพียงแค่ว่า ยายจันทร์เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกและได้รับการผ่าตัดลำไส้เท่านั้น เพราะฉะนั้นการรักษาอื่นๆ ที่ตามมาระหว่างพักรักษาตัวต่อที่บ้าน คือ หน้าที่ของทีมเยี่ยมบ้านโรงพยาบาลแม่ลาว ที่ต้องรักษาตามศักยภาพที่มีอยู่

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันเขียนใบส่งตัวจากโรงพยาบาลประจำอำเภอ เพื่อให้ญาติมารับถุงใส่อุจจาระทางหน้าท้องที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เนื่องจากที่โรงพยาบาลชุมชนไม่ได้มีไว้ให้เบิก โดยนัดญาติเพื่อนำอุปกรณ์มาใส่ให้ผู้ป่วยเวลาบ่ายสามโมง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาแทนที่จะเป็นถุงใส่อุจจาระทางหน้าท้อง ญาติซึ่งเป็นบุตรชายคนโต กลับนำใบสั่งยากลับมาบ้านเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า “เขาให้จ่ายเงิน ลุงก็เลยไม่รอเอา”

“อะไรกันนี่ แล้วจะเอาที่ไหนใส่กันหล่ะ” ฉันคิดในใจ ผนวกกับคำถามที่เกิดขึ้นในใจว่า ปัญหาในการเดินทางไปรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ในขณะนั้น เกิดการผิดพลาดตรงไหน

เย็นวันนั้น ฉันได้ตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเดินทางไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์เอง ที่ร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ในตัวจังหวัด แล้วนำมาใส่ให้ผู้ป่วย และวันรุ่งขึ้นได้ติดรถนำส่งผู้ป่วยจากโรงพยาบาลไปรับอุปกรณ์การแพทย์เองที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด พบพี่พยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกผู้ใจดี ที่เป็นคนเขียนใบสั่งให้รับอุปกรณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ฉันได้เล่าเรื่องของผู้ป่วยคร่าวๆ ในการขอรับอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มให้พี่พยาบาลฟัง

“ทำไม แม่ลาวมีเจ้าหน้าที่ใจดีอย่างนี้นะ มาเอาเองเลยเหรอ” พี่พยาบาลแผนกผู้ป่วยนอกถาม ระหว่างที่เขียนใบสั่งยา

ฉันยิ้มและขอบคุณที่พยาบาลที่ชม ในระหว่างที่ดูแลผู้ป่วย ฉันได้ไปเยี่ยมผู้ป่วยวันละครั้ง คือ ตอนเย็นหลักเลิกงาน หรือกับตอนหัวค่ำ หากวันไหนติดธุระ จะโทรฯไปสอบถามอาการของผู้ป่วยเสมอ บางครั้งที่ไปฉันจะมีหนังสือสวดมนต์ อาหาร น้ำหวาน ซีดีเพลงสวดธรรมะไปเปิดให้ฟัง พาจิตอาสาและทีมงานไปเยี่ยมเสมอ

๒ วันก่อนที่ยายจันทร์จากไป เย็นวันนั้น ขณะที่ฉันให้การพยาบาลผู้ป่วย สังเกตเห็นว่าผ้าอ้อมที่ผู้ป่วยใส่ยังไม่ได้เปลี่ยน แผลที่ก้นกบเปียกชื้น วัดสัญญาณชีพปกติ บุตรชายคนโตของผู้ป่วยพูดขึ้นว่า “หมอ ไม่ต้องทำอะไรให้แม่ผมแล้ว ปล่อยไว้อย่างนี้แหล่ะ ผมไม่อยากให้แม่ผมทรมาน”

“ได้ค่ะ แต่ขอทำแผล เปลี่ยนผ้าอ้อมให้คุณยายก่อนนะคะ จะได้สบายกาย สบายใจ” ฉันเงยหน้าตอบญาติ คำถามที่ผุดขึ้นในใจ ระหว่างทำตามหน้าที่ กับหน้าที่ที่ต้องทำและอยากทำให้ อย่างไหนต้องมาก่อน ฉันตัดสินใจว่า วันต่อไปจะมาดูแลยายตามหน้าที่ในเวลาราชการ ไม่ไปนอกเวลาเหมือนทุกวันที่ผ่านมา

๑ วันผ่านไป เมื่อสัญญาณโทรศัพท์มือถือส่วนตัวดังขึ้น “ฮัลโลครับ คุณหมอ วันนี้จะมาเยี่ยมแม่ผมหรือเปล่าครับ แม่เรียกถามแต่คุณหมอรุ้ง ไปไหน ” เสียงของลุงหนาน (บุตรชายคนที่ ๓) พูดมาตามสาย

“ไปค่ะ แต่จะไปตอนสองทุ่มนะคะ เพราะว่าติดธุระอยู่ในตัวเมืองค่ะ” ฉันตอบพลางคิดในใจ รับรู้ถึงความผูกพันที่ฉันมีต่อผู้ป่วย ที่ไปเยี่ยมทุกวันเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

ฉันไม่คิดเลยว่า วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้มาดูแลยายจันทร์ ท่าทางอิดโรย นอนนิ่งไม่ตอบ ลืมตาได้เอง ยกแขนวัดความดันโลหิตลดต่ำลง ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดต่ำลง

“แผนการรักษาพยาบาล คื อจะให้น้ำเกลือและน้ำตาลทางเส้นเลือดดำนะคะ ญาติยินดีจะให้พยาบาลทำหรือเปล่าคะ” ฉันถามลุงหนาน

“ทำเลยครับ แล้วแต่คุณหมอ สมาชิกลูกๆ ตกลงกันว่า ถ้าคุณหมอมาจะทำอะไรให้แม่ผม ทุกคนยินดีทั้งนั้นครับ เมื่อกี้แม่ยังเอ่ยปากถามถึงคุณหมออยู่นะครับ” ลุงหนานตอบ

ฉันรับรู้ถึงได้ถึงแรงศรัทธาและความไว้วางใจที่มีให้กับฉัน ระหว่างให้การพยาบาล ฉันสังเกตเห็นอกของผู้ป่วยกระเพื่อมเบาๆ ค่อนผ่อนลงช้าๆ ร่างกายไม่เคลื่อนตอบสนอง

“ถ้าหากว่าคุณยายจะไป ญาติจะปล่อยให้คุณยายหลับไปอย่างสบาย สงบหรือเปล่าคะ ตอนนี้สัญญาณชีพลดต่ำลงเรื่อยแล้วค่ะ” ฉันถามญาติ

“ให้แม่ไปเถอะครับ ลูกทุกคนทำใจได้หมดแล้วครับ แม่ครับ หลับให้สบายนะครับ แม่เป็นแม่ที่ดีของเราทุกคน ผมรักแม่นะครับ” ลุงหนานพูดกับฉัน แล้วหันไปยกมือไว้ผู้ป่วย

ในเวลาไม่ถึงสิบนาทีที่ฉันไปถึงที่บ้านผู้ป่วยพร้อมให้การพยาบาล ไม่คิดว่านั่นคือสัญญาณสุดท้าย ที่รอหมอ....มาดูแลหรือเปล่า อาจเป็นสัญญาณจิตที่ส่งถึงกันระหว่างยายจันทร์กับฉัน ที่ไว้วางใจให้ฉันดูแลเสมือนลูกหลานคนหนึ่ง

“แม่ผมคงรอหมอมานะครับ สุดท้ายก็มาจากไป หมอรุ้งก็มาจริงๆ แม่ผมไว้ใจคุณหมอครับ ผมคิดว่าแม่ผมจากไปอย่างสงบ ด้วยการดูแลของคุณหมอ ผมอยากจะขอให้คุณหมออาบน้ำศพให้กับแม่ผมเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้สมกับที่แม่ผมไว้วางใจให้คุณหมอมาดูแลครับ" ลุงหนานพูดพร้อมน้ำตาอาบสองแก้ม

ฉันรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรตินี้ ฉันนึกย้อนไปในอดีต แม่ฉันผู้จากไปก่อนหน้านี้ ฉันยังไม่มีโอกาสได้อาบน้ำศพให้กับแม่ตัวเอง แล้วนี่ ฉัน..ซึ่งไม่ได้เป็นลูกหลานของยายจันทร์ กลับได้รับเกียรตินี้ก่อนลูกๆ ของยายด้วยซ้ำไป

หลังเสร็จสิ้นงานศพยายจันทร์ ทีมงานเยี่ยมบ้านได้กลับไปเยี่ยมบ้านยายจันทร์อีกครั้ง พบลุงหนานที่บ้าน ทีมงานได้ให้กำลังใจและรับปากว่าจะมาเยี่ยมให้กำลังใจญาติเป็นระยะ ลุงหนานฝากทิ้งไว้ความรู้สึกต่อดิฉันและทีมเยี่ยมบ้านว่า “ผมรู้สึกขอบคุณคุณหมอและทีมที่ดูแลแม่มาตลอด ดูแลเหมือนญาติ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ญาติ แม่โชคดีมากครับ ที่มีหมอมาดูแลถึงที่บ้าน จะหาคุณหมอดีๆ แบบนี้ได้ที่ไหนอีก อยากให้มีจิตอาสามาเยี่ยม และคุณหมอมาดูผู้ป่วยคนอื่นต่อไปอีกครับ”

ฉันเชื่อแน่ว่า หากทีมงานเยี่ยมบ้านและจิตอาสาทุกคนที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ด้วยตัวเอง เท่ากับเสริมพลังและกำลังใจแก่ทีมงานทุกคนอย่างแน่นอน

“ทำความดีด้วยจิตที่คิดจะให้ ทำด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์เสมือนครอบครัวเดียวกัน” มันคือความสุขใจเสมอ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know7: บันทึกเกี่ยวกับการตายดีที่บ้าน



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ บันทึกดีดีนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

มีดอกไม้มาฝาก..มีรักอันสูงส่งด้วยเมตตาต่อกัน..ของคุณหมอ.ให้.แพร่สะพัดไปใน..หน้า..โกทูโนนี้เจ้าค่ะ..

(ดอกไม้นี้เป็นเพียงดอกหญ้าดอกเล็กที่แทบจะมองไม่เห็น..ตามทางเดินข้างทุ่งนา..คงไม่มีชื่อหรู..แต่นำมาขยายดูให้เห็นความงาม..ของคำว่ารักและเมตตา..ที่มีต่อกัน..ในมวลมนุษย์..)