ทัศนีย์ ขันทอง : ​ส่งลูกกลับไปหาเง็กเซียนฮ่องเต้

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

คืนหนึ่งดิฉันได้รับข้อความทางไลน์จากน้องพยาบาลที่หอผู้ป่วย ให้ช่วยไปดูคนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลซึ่งแพทย์ได้คุยกับพ่อแม่แล้วถึงอาการของผู้ป่วย และตัดสินใจร่วมกันว่าจะรักษาแบบประคับประคอง จะไม่ใส่ท่อช่วยหายใจและไม่นวดหัวใจถ้าหัวใจหยุดเต้น และจะให้ยาเพื่อช่วยลดอาการเหนื่อยหอบ พ่อและแม่ของน้องจึงขอนำผู้ป่วยกลับบ้าน ก่อนกลับบ้าน น้องยังมีไข้สูงและไม่สามารถให้กินยาลดไข้ชนิดใดได้เลย เนื่องจากการทำงานของตับไม่ดี และมีภาวะเกร็ดเลือดต่ำ

เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปหาพยาบาลที่ดูแลประจำเพื่อทำแผนที่บ้าน ขอข้อมูลคนไข้และครอบครัวเพิ่มเติม เนื่องจากไม่เคยเจอผู้ป่วยมาก่อน เมื่อเสร็จภาระกิจงานประจำในช่วงเช้า จึงชวนแพทย์ประจำบ้านขับรถกันไปตามหาบ้านคนไข้ ระหว่างหาทางไปบ้านก็ได้โทรศัพท์เพื่อแจ้งแม่คนไข้ว่า กำลังจะเข้าไปเยี่ยม และสอบถามเส้นทางเพิ่มเติม คุณแม่ใช้เพลง 'อิ่มอุ่น' เป็นเสียงรอสาย น้ำเสียงที่ได้ยินปลายสายฟังดูร้อนรนและพูดฟังไม่ได้ศัพท์

เมื่อไปถึงบ้าน ภาพที่พบคือ ผู้ป่วยเป็นหญิงสาววัยรุ่น หายใจดูเหนื่อย ใส่ออกซิเจนทางจมูก มีอาการกระสับกระส่ายๆ และส่งเสียงร้องคราง สลับกับเสียงในลำคอเหมือนเสียงอาเจียน เพราะน้องพยายามเค้นให้น้ำลายเหนียวๆ ในคอให้ออกมา พบว่ามีเลือดสีแดงสดปนออกมาด้วย ในขณะที่แม่ของผู้ป่วยอยู่ในอาการร้องไห้ฟูมฟาย และตกใจกับอาการของลูกสาว และทำอะไรไม่ถูก

พวกเราจึงเข้าไปจับมือและบอกกับแม่ผู้ป่วยให้ใจเย็นๆ เดี๋ยวพวกเราจะช่วยกัน และได้รีบไปดูอาการผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในอาการสลึมสลือ กระสับกระสาย ผุดลุกผุดนั่ง บ่นเหนื่อยและร้องไห้ พูดตลอดว่า "หนูเป็นอะไรๆ" และร้องเรียกแม่ตลอด แม่จึงเข้าไปกอดน้องไว้

จากการสอบถามคุณแม่ บอกว่าน้องได้รับยามอร์ฟีนชนิดน้ำเชื่อมไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว จึงได้ป้อนยาให้ ๑ ช้อนชา น้องยังกลืนยาและน้ำได้ช้าๆ หลังกินยาได้ประมาณ ๑๕ นาที น้องก็หลับไปช่วงสั้นๆ ก็ตื่นมาตาลอยๆ ร้องโวยวาย มือสองข้างไขว่คว้าไปข้างหน้าเหมือนกำลังมองหาใครสักคน แล้วก็นอนนิ่งไป แม่ตกใจมากคิดว่าลูกสาวได้จากเธอไปแล้ว จึงร้องฟูมฟายและรีบโทรฯตามสามี ซึ่งออกไปเปลี่ยนถังออกซิเจน ให้รีบกลับมาด่วน

ระหว่างนั้นดิฉันและคุณหมอก็ประเมินอาการคนไข้พบว่า ชีพจรยังแรงแต่เร็ว ตัวน้องร้อนมาก น้องหลับไปได้แค่ช่วงสั้นๆ ประมาณ ๕ นาที ก็รู้สึกตัว ลืมตามองเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนแล้วพูดว่า "หนูหลับไปใช่มั้ย" เรียกหาแม่ แม่ก็เข้ามากอด

ดิฉันกับคุณหมอก็นั่งจับมือแม่และคนไข้อยู่ข้างๆ และแนะนำแม่ให้ลองร้องเพลงกล่อมเหมือนตอนลูกยังเล็กๆ

คุณแม่บอก "แม่ร้องไม่ได้ๆ เดี๋ยวแม่จะร้องไห้หนักกว่านี้"

พวกเราเลยแนะนำว่า "งั้นคุณแม่ลองพูดความรู้สึกดีๆ ของแม่ที่มีต่อลูกดูก็ได้ค่ะ"

คุณแม่ก็เลยกอด และพูดกับลูกว่า "แม่รักลูกนะ รักลูกที่สุดในโลก แม่ทำทุกอย่างได้เพื่อลูก ดูแลลูกจนแม่ต้องมาเป็นมะเร็งไปอีกคน"

เมื่อได้ยินประโยคนี้ คุณหมอซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม รีบส่งสัญญานมือห้ามเตือนสติคุณแม่

คุณแม่นิ่งชั่วขณะแล้วก็พูดต่อ "ลูกแม่เป็นเด็กดี ไม่เคยทำให้พ่อกับแม่หนักใจ ไม่เคยเกเร แม่รักลูกนะ แล้วแม่ก็ร้องเพลง 'อิ่มอุ่น' ขึ้นมาเองได้อย่างต่อเนื่อง น้องนอนฟังแม่นิ่ง แต่ยังมีอาการหายใจเหนื่อย ต่อมาน้องเริ่มมีอาการไออีก และรู้สึกหงุดหงิดที่มีก้อนจุกๆ ในคอ อยากล้วงออก กระสับกระสาย ผุดลุกผุดนั่ง ระหว่างนั้นก็ได้โทรฯเล่าอาการคนไข้กับทีมที่จะตามมาสมทบ

ต่อมาทีมพยาบาลที่หอผู้ป่วยก็มาถึงบ้าน และได้ปรึกษากับแม่และพ่อของน้องว่า เราจะให้ยานอนหลับกับน้องดีมั้ย น้องจะได้สบายกว่านี้ ครั้งแรกคุณแม่ปฎิเสธ และตัดพ้อว่าพยาบาลว่า "จะให้น้องเค้าไปจากแม่เร็วขึ้นเหรอ"

พยาบาลซึ่งสนิทกับคุณแม่มากก็ได้พูดคุยว่า ตอนนี้คุณแม่ก็เห็นว่าสภาพของน้องแล้วว่าเป็นอย่างไร ถึงน้องจะอยู่หรือไม่อยู่ตรงนี้ ความเป็นแม่เป็นลูกก็ยังคงมีอยู่ตลอดไป

ในที่สุดพ่อและแม่ก็ยอมที่จะให้ยา หลังจากได้ยามอร์ฟีนชนิดน้ำเชื่อม และยานอนหลับ lorazepam บดและใส่ใต้ลิ้น น้องก็หลับได้ ไม่กระสับกระส่าย บางช่วงตื่นมาพูดแบบสลึมสลือเรียก 'เง็กเซียนฮ่องเต้' แล้วน้องก็จากครอบครัวไปอย่างสงบ

โดยภายหลังพวกเราได้ทราบว่าก่อนจะตั้งท้องน้อง พ่อกับแม่ได้ไปกราบไหว้ขอลูกกับองค์ 'เง็กเซียนฮ่องเต้' พ่อกับแม่จึงคิดว่าลูกคงกลับไปอยู่กับ 'เง็กเซียนฮ่องเต้' อีกครั้ง อย่างไรก็ตามทีมได้วางแผนร่วมกันเพื่อจะติดตามดูแลพ่อและแม่ของน้องต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know7: บันทึกเกี่ยวกับการตายดีที่บ้าน



ความเห็น (0)