ทัศนีย์ ขันทอง : เราอยู่ด้วยกันอย่างดีๆ นะ

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

การเยียวยาตนเอง.....เราอยู่ด้วยกันอย่างดีๆ นะ

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครจะยอมรับและใช้ชีวิตแต่ละวันให้ผ่านไปได้ ขณะที่ได้รับรู้ว่าโรคที่ตนเองเป็นอยู่ไม่มีหนทางที่จะรักษา อีกทั้งอาการไม่สุขสบายต่างๆ ก็รุมเร้า แต่ น้องหนู ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีความเข้มแข็งและอดทนต่อภาวะคุกคามต่างๆ จากความเจ็บป่วย ในแต่ละวัน ให้ผ่านไปได้อย่างปกติมากที่สุด

เธอเป็นหม้าย แยกทางกับสามีตั้งแต่ลูกสาวยังจำความไม่ได้ แม่ของเธอและครอบครัวพี่สาวของสามีช่วยกันเลี้ยงลูกเธอ เมื่อเธอต้องย้ายมาทำงานต่างจังหวัด แม้จะแยกกันอยู่ แต่ไม่ทำให้ความผูกพันระหว่างแม่ลูกลดน้อยลงเลย น้องหนูเคยทำงานเป็นสาวโรงงาน ต่อมาได้งานใหม่เป็นแม่บ้านในหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเธอมีอาการจุกแน่นท้องอย่างฉับพลันและรุนแรง เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายก็ส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยอีกหลายอย่าง แพทย์วินิจฉัยว่า เธอเป็นมะเร็งที่ลำไส้และลุกลามมาที่ตับ และได้รักษาโดยให้ยาเคมีบำบัดมาหลายสูตร ก็ไม่ตอบสนองต่อการรักษา เธอมานอนโรงพยาบาลบ่อยเพราะมีไข้สูง

แพทย์จึงนัดครอบครัวมาพูดคุยร่วมกันว่า ไม่สามารถรักษาตัวโรคได้แล้ว แต่ยังคงรักษาอาการต่างๆ ที่มีอยู่ต่อไป และพูดคุยถึงการรักษาในระยะท้าย น้องหนูตัดสินใจจะไม่เอาท่อช่วยหายใจ และปฎิเสธการกดนวดหัวใจถ้าหัวใจหยุดเต้น ลูกสาวและญาติสนิทรับทราบร่วมกัน และยอมรับการตัดสินใจของน้องหนู

น้องหนูขอหัวหน้างานให้เธอทำงานต่อ แม้ว่าเธอจะยังมีอาการเพลีย เบื่ออาหาร เดินมากๆ จะมีอาการเหนื่อย ซึ่งหัวหน้างานก็ยอมและปรับงานให้เธออยู่เวรเฉพาะกะเช้า เธอหยุดงานบ่อย เพราะมีไข้เกือบทุกวัน ถ้าวันไหนไข้สูงมาก ก็ต้องหยุดงาน บางครั้งต้องนอนโรงพยาบาล แพทย์ตรวจไม่พบการติดเชื้อที่ใด เธอมีอาการหนาวสั่น บางครั้งมีอาการร้อนเหงื่อแตก เธอไม่ได้กินยาพาราเชตตามอลเ พราะตับเธอผิดปกติ เธอใช้กระเป๋าน้ำร้อนเมื่อมีอาการหนาวสั่น และใช้เจลแช่เย็นประคบตามตัวเมื่อมีอาการตัวร้อน ต่อมาแพทย์ได้ให้ยาระงับปวด Naproxen เพื่อลดอาการไข้ ก็ช่วยบรรเทาอาการได้บ้างในช่วงระยะเวลาหนึ่ง บางวันเธอจะมีอาการปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงด้านขวาและบริเวณยอดอก เธอรู้สึกเหมือนท้องเธอโตขึ้น ช่วงที่มีอาการปวดมากๆ 8/10 คะแนน ต้องนอนหัวสูงและตะแคงด้านซ้ายเท่านั้น ระยะหลังแพทย์จึงให้ยา Dexamethasone ไว้ด้วยถ้ามีอาการปวดแน่นท้องมากขึ้น

ทุกครั้งที่พูดคุยกัน ยังไม่เคยเห็นความหม่นหมองจากสีหน้าของเธอ คงเห็นแต่ความเข้มแข็งในแววตาคู่นั้น จากที่ได้ถามเธอว่า "น้องคาดหวังยังไงบ้างกับการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ตอนนี้"

เธอบอก "หนูไม่ได้หวังไปไกล ขอแค่ให้แต่ละวันให้หนูสามารถดูแลตัวเองได้ ทำงานได้"

ทุกวันเมื่อกลับจากทำงาน เธอจะบอกชื่นชมตัวเอง "วันนี้ฉันเก่งจังเลยนะ ทำงานได้ทั้งวัน" และก่อนนอนทุกคืน เธอจะเอามือมาจับก้อนที่ชายโครงขวา และพูดว่า "ฉันรักเธอนะ เราอยู่ด้วยกันแล้วนะ อยู่ด้วยกันดีๆ นะ" เธอเล่าให้ฟังด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและหัวเราะเบาๆ

กำลังใจสำคัญของเธอ คือ ลูกสาวสุดที่รักคนเดียวของเธอ ซึ่งตอนที่ทีมไปเยี่ยมบ้านพวกเรามีโอกาสได้พูดคุย เพราะได้เดินทางมาอยู่กับแม่ในช่วงปิดเทอม และกำลังจะเดินทางกลับไปอยู่กับยายในวันรุ่งขึ้น ลูกสาวทราบว่าแม่อาจจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน ช่วงนี้ขออยู่ดูแลแม่ให้นานที่สุด และไม่อยากแสดงอาการอ่อนแอให้แม่เห็น จากการพูดคุยทำให้ทราบว่า น้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบสูง ช่วยป้าทำงานในช่วงวันหยุด เพราะแม่สอนมาตั้งแต่เล็กให้พยายามช่วยตนเอง ทีมเยี่ยมบ้านได้ชื่นชมความเป็นเด็กดีและมีความเข้มแข็งของน้อง

ช่วงหนึ่งก่อนออกจากบ้าน พวกเราได้บอกกับน้องว่า "เมื่อถึงวันนึง ไม่ว่าใครก็ต้องจากคนที่รัก อาจจะเร็วหรือช้า พวกพี่ก็เช่นกัน"

"คุณแม่ของน้องเป็นคนเก่งและเป็นคนดีมาก เป็นที่รักของทั้งเพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมงาน มีน้ำใจกับทุกคน วันนี้ก็เช่นกัน คุณแม่ได้เป็นเหมือนคุณครูให้นักศึกษาแพทย์ได้มาเรียนรู้ทั้งเรื่องโรค การเจ็บป่วย และได้เห็นมุมมองชีวิตการปรับตัวกับการเจ็บป่วยของคุณแม่ ซึ่งพวกเราจะนำสิ่งดี ๆ ที่คุณแม่ใช้ดูแลตนเอง ไปแนะนำแก่คนไข้คนอื่น และที่สำคัญคุณแม่มีลูกที่น่ารักและเก่งที่สุด"

"เป็นการดีมากที่หนูเข้มแข็งและแสดงให้คุณแม่เห็นว่าหนูสามารถดูแลตนเองได้ พี่ๆ เป็นกำลังใจให้หนูนะคะ"

น้องยิ้มรับน้ำตาคลอๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know7: บันทึกเกี่ยวกับการตายดีที่บ้าน



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ บันทึกดีดีนี้ค่ะ