ส่งลูกไปเรียนพิเศษที่บ้านนอก : ว่าด้วยท่อนฟืนหลังบ้านและรอยมือรอยเท้าของปู่ย่า

น้องแดนจะเรียนรู้เองตามสภาพของไม้ว่าผุกร่อนแค่ไหน ท่อนไหนเหมาะที่จะใช้เลื่อย ท่อนไหนเหมาะที่จะใช้มีด หรือท่อนไหนเหมาะที่จะใช้เท้าเหยียบไว้แล้วทำการหักโค่นด้วยมือและเท้า

เกือบค่อนครึ่งเดือนที่น้องแดนกลับไปเรียนพิเศษที่บ้านนอกอยู่กับ "พ่อปู่"
ทุกครั้งของการกลับบ้าน ถ้า "แม่ย่า" ยังมีชีวิตอยู่น้องแดนจะนอนกับแม่ย่า
แต่ทุกวันนี้ น้องแดน จะนอนกับพ่อปู่-

ผมพยายามกำชับลูกเสมอว่า ให้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ พอปู่ให้จงได้
เอาง่ายๆ จากการป้ดกวาดบ้าน ล้างห้องน้ำ ล้างจาน กรอกน้ำเข้าตู้เย็น
ซักถึงเท้า ตัดฝืน เลี้ยงวัว หรือกระทั่งนึ่งข้าวและทำอาหารในบางอย่าง



วันนี้ (๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘) ผมกลับไปบ้านเกิดเพื่อรับน้องแดน (แดนไท ปรีวาสนา) กลับมายังสารคาม
ครับ-ไปรับกลับมาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การเรียนรู้ในระบบที่จะเปิดเทอมในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ก่อนกลับบ้าน-ทั้งผมและลูกๆ มีเวลาได้ทำกิจกรรมหลังบ้านร่วมกัน
เป็นการงานอันง่ายงาม พอได้เหงื่อๆ เล็กๆ น้อยๆ ครั้งพอลงมือทำจริงกลับอิ่มเอมและได้ความทรงจำอันยิ่งใหญ่ในทันที


ผมเห็นร่องรอยอันเป็น "มือไม้ของแม่" (รวมถึงพ่อด้วย) อยู่หลายอย่าง
ต้นกล้วยที่โน้มเอียงจวนเจียนหักล้ม พ่อและหลานๆ ก็จัดการช่วยกันค้ำยันไว้ด้วยไม้



แน่นอนครับ-คำยันที่ว่านี้ ผมมองถึงการค้ำยันมรดกของแม่ที่ปลูกสร้างไว้ให้-
เช่นเดียวกับการได้พบเจอหม้อไหเก่าที่ถูกทำความสะอาดและจัดเก็บไว้ตามสภาพบ้านๆ
ซึ่งทุกใบคือภาชนะที่แม่ใช้ในการหมักดอง-ถนอมอาหารมาชั่วหลายปี
ผมเองก็อิ่มท้องและอิ่มใจ หรือกระทั่งเติบโตมาจากภาชนะเหล่านั้น
รวมถึงอุปกรณ์ทอผ้า-ปั้นฝ้ายอีกหลายชิ้นที่ยังคงไม่เสื่อมทรุดอย่างที่คิด



อีกหนึ่งภารกิจที่ดิน (แผ่นดิน ปรีวาสนา) และแดน (แดนไท ปรีวาสนา) ได้ลงแรงช่วยกันทำไว้ให้กับ "พ่อปู่" นั่นก็คือการ "ตัดฝืน"

ท่อนฟืนเล็กๆ เหล่านี้ น้องแดนกับพ่อปู่ไปขนย้ายมาจาก "ผืนไร่" ที่เป็นสวนยางพารา

พ่อไม่คุ้นชิน หรืออาจไม่ชอบกับเตาแก๊ชเท่าใดนัก จึงมักหุงต้มประกอบอาหารด้วยท่อนฟืนผุกร่อนเป็นระยะๆ และนั่นอาจหมายถึงชุดความรู้ประสบการณ์ของพ่อเอง หรืออีกสถานะก็คือความทรงจำที่เป็นปัจจุบันของพ่อก็ว่าได้ ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นใดที่ผมจะต้องไขความเข้าใจ หรือเติมเต็มความรู้ใหม่เกี่ยวพลังงานใดๆ ให้กับพ่ออีก เพราะวิถีที่พ่อเป็นอยู่ก็มิได้ทำลายล้างสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่โต--





และการงานในครั้งนี้ ผมเฝ้ามองทักษะการเรียนรู้ของลูกๆ ในการเรียนพิเศษที่บ้านนอกก็คือ การที่พ่อปู่สอนให้น้องแดนได้รู้จักการตัดท่อนฟืนผ่านการบอกเล่า และการลงมือทำเป็นตัวอย่าง

และเมื่อน้องแดนลงมือทำด้วยตนเอง ก็มีทั้งที่ใช้เลื่อย ใช้มีด และใช้เท้า....
ครับ-น้องแดนจะเรียนรู้เองตามสภาพของไม้ว่าผุกร่อนแค่ไหน ท่อนไหนเหมาะที่จะใช้เลื่อย ท่อนไหนเหมาะที่จะใช้มีด หรือท่อนไหนเหมาะที่จะใช้เท้าเหยียบไว้แล้วทำการหักโค่นด้วยมือและเท้า

นี่เป็นเพียงกระบวนการเดียวในการตัดท่อนฟืน ซึ่งผมไม่ได้ชวนคุยถึงที่มาของฟืนบนหัวไร่ปลายนาอันเป็นมรดกของพ่อและแม่ หรือกระทั่งกระบวนการของการหุงหาอาหารด้วยการก่อไฟที่หลายต่อหลายครั้งผมเห็นว่าน้องแดนก่อไฟได้ดียิ่ง -

แต่ที่แน่ๆ กิจกรรมหลังบ้านครั้งนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า นอกจากทักษะบางอย่างที่ลูกๆ จะได้รับ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ผมเชื่อว่าจะก่อเกิดและบอกเล่าอยู่ภายในตัวตนของพวกเขาย่อมหนีไม่พ้นภาพชีวิตอันเป็นมรกดของปู่ย่าที่ได้ทำได้สร้างไว้ ซึ่งสักวันคงตกผลึกและแจ่มชัดในตัวของเขาเอง

ครับ, ความง่ายงามคงมิได้หมายถึงความล้าหลัง เฉิ่มเชยเสียทั้งหมด
เพราะความง่ายงามในนิยามของผม ก็คือ ง่าย และงาม

และยิ่งเป็นความง่ายงายบนรอยมือรอยเท้าของพ่อแม่แล้วละก็-ผมมองว่ามีคุณค่าเกินชีวิตจะลงลืม



๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘
บ้านเหล่าหลวง
ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

เรียนรู้วิชา ชีวิตจริง นะคะ

ขอบคุณ บันทึกดีดีนี้ค่ะ


เขียนเมื่อ 

น้องแดนและดิน

ได้ทำงานฝึกทักษะชีวิตของตนเอง

โตขึ้นไปจะได้มีความสามารถ

ชอบใจการเลี้ยงลูกครับ

-สวัสดีครับ

-ตามมาชม"น้องแดน"ครับ

-การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เสมอนะครับ

-เพียงแต่การเรียนรู้ครั้งนี้ได้ซึมซับเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้มากมายเหลือเกิน

-ความง่ายและงาม....

-ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

มาภาคภูมิใจ..คุณพ่อ..ชื่อแผ่นดินกับลูกแดน..เจ้าค่ะ

มีภาพมดตัวน้อยนิด

ที่ไม่เคยวิ่งชนกัน..บนแผ่นดินมาฝาก..

เขียนเมื่อ 

น้องแดนใช้มือเก่งทักษะจะติดตัวไปตลอดนะคะ