เช้าวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๘ มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ มีวาระเรื่องโครงการวัดบันดาลใจ ที่น่าชื่นชม และกรณีพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง และมูลนิธิพุทธโฆษณ์ ว่าหอจดหมายเหตุฯ จะแสดงจุดยืนและบทบาทอย่างไร

โครงการวัดบันดาลใจ เป็นโครงการที่ดี น่าชื่นชมมาก ในฐานะประธานผมทำหน้าที่ “ทนายแทนปีศาจ” (Devil’s advocate) ตั้งคำถามว่า ในการเลือกวัดเข้าโครงการ ได้ระมัดระวังไม่เลือกวัดที่หมกมุ่น “แนวทางแห่งกิเลส” หรือ “แนวทางสนองกิเลส” หรือเปล่า

วัดสนองกิเลส จะสร้างรูปเคารพของสารพัดเทพ ไว้ให้คนมาอ้อนวอนขอโชคลาภ เป็นอุบายดึงคนเข้าวัด และมา “ทำบุญ” หารายได้เข้าวัด (และฆราวาสที่เข้าไปจัดการ) สนองทั้งกิเลสคนเข้าวัด และคนวัด ผมตั้งข้อสังเกตว่า หอจดหมายเหตุฯ พึงระมัดระวังการเข้าไปร่วมกิจกรรมกับวัดแบบนั้น

ผมอธิบายว่า หอจดหมายเหตุฯ มุ่งเผยแผ่พุทธธรรมแนวท่านพุทธทาส ที่มุ่งลดละกิเลส มุ่งชีวิตที่ดีที่กิเลสน้อย และเผื่อแผ่แก่เพื่อนร่วมวัฏฏสงสาร ไม่ใช่มุ่ง กินกามเกียรติ และตัวกูของกู ในการทำกิจกรรมใดๆ พึงมีสติในเรื่องนี้อยู่เสมอ โดยไม่แสดงท่าที “ข้าดีกว่า” “ข้าบริสุทธิ์กว่า”

กรณีพระคึกฤทธิ์ และมูลนิธิพุทธโฆษณ์ ซับซ้อนกว่า เพราะมีการดำเนินการเพื่อ “ความดัง” และ “ผลประโยชน์” แบบระมัดระวัง มีการนำนิพนธ์ของท่านพุทธทาสมาดัดแปลง จัดหมวดหมู่ และชื่อใหม่ ให้ดูเสมือนเป็นของมูลนิธิพุทธโฆษณ์ ที่ได้รับการอนุญาตจากประธานมูลนิธิธรรมทานแล้ว

พระและมูลนิธิแบบนี้ผมไม่คบ และไม่แนะนำให้ใครคบ

เป็นอคติส่วนตัวของผม เพราะได้กลิ่นกิเลสหนา



วิจารณ์ พานิช

๒๔ ก.ย. ๕๘