จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๓๗: Wellness สุขภาวะอันเป็นองค์รวม

Phoenix
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

จิตตปัญญาเวชศึกษา ๒๓๗: Wellness สุขภาวะอันเป็นองค์รวม

เดี๋ยวนี้ถ้าใครไป ร.พ.ระดับตติยภูมิ หรือแม้แต่ทุติยภูมิ ก็จะเจอปรากฏการณ์ที่พบว่าการแพทย์เราแบ่งแยกย่อยเป็นแผนกต่างๆมากมาย เช่น อายุรกรรม ศัลยกรรม สูติกรรม กุมาร กระดูกและข้อ ฯลฯ ในแต่ละแผนกก็ยังแบ่งยิบย่อยลงไปอีก เช่น ของศัลยกรรมก็มีศัลย์ทั่วไป ศัลย์ระบบประสาท ศัลย์กุมาร ศัลย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศัลยกรรมพลาสติก ศัลย์ทรวงอกหัวใจหลอดเลือด หรือย่อยลงไปกว่านั้นเช่นในศัลย์ทั่วไปก็แบ่งเป็นระบบตับทางเดินน้ำดี ระบบลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ศัลย์เต้านม ศัลย์ศีรษะและลำคอ เพราะว่าในแต่ละระบบนั้นมีความรู้ที่ลึกซึ้งแตกฉานลงรายละเอียดมากขึ้น เรื่อยๆ จนยากที่ใครจะรู้ทั้งหมด

นั่นคือมุมมองฝ่ายที่จะเป็นคนทำงาน ฝ่ายที่ต้องรู้เรื่องและศึกษาสิ่งที่เราต้องทำให้ดีที่สุด

แต่เมื่อเดินกลับมาอีกฝั่งหนึ่งคือฝั่งคนไข้ หรือภาวะโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้น ทุกอย่างที่เกิดกับตัวคนไข้ และครอบครัวของคนไข้ ล้วนแต่เป็นเรื่องของ "ความทุกข์" และที่มา ร.พ.ก็อยากจะหายทุกข์ จะเป็นทุกข์ระดับเรียบง่าย หรือทุกข์ระดับซับซ้อน ระดับเฉพาะทางแค่ไหน เขาไม่ได้สนใจ สนใจแต่ว่าทุกข์นี้มันจะบรรเทาลงหรือหายขาดได้หรือไม่ นั่นคือโจทย์ หรือวัตถุประสงค์ที่คนทุกๆคนต้องการ แถมความทุกข์ที่ว่านี้ก็ผสมกลมกลืนไปกับทุกข์อื่นๆ อาทิ ทุกข์เรื่องต้องลางาน ต้องออกจากงาน ทุกข์ที่ต้องกินยาทุกมื้อทุกวัน ทุกข์ที่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม อะไรที่เคยทำก็ทำไม่ได้ อะไรที่ทำได้ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น ผิดพลาดมากขึ้น ทุกข์ที่ต้องไปหาเงินหาทองมาชำระค่ารักษาพยาบาล ค่าเช่าบ้าน ทุกข์ที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูก ทุกข์ที่นั่งสวดมนต์ไม่ได้ ทำละหมาดไม่สะดวก ทุกข์ที่ตนเองเป็นโรคที่สังคมรังเกียจ ทุกข์ที่ตนเองไม่สามารถจะเป็นพ่อที่ดี เป็นแม่ที่ดีเหมือนเดิมได้ ฯลฯ

ความทุกข์จึงไม่ใช่แค่ร่างกายระบบไหนอย่างเดียว แต่ทุกข์นั้นเป็นองค์รวม ดังนั้น "สุขภาวะ" ก็เป็นองค์รวมด้วยเช่นกัน คือมีหลายมิติ แบ่งแยกไม่ได้ ทำอะไรกับมิติหนึ่งก็จะมีผลสะท้อนไปยังมิติอื่นๆเสมอไป

การที่สุขภาวะเป็นองค์รวม คือประกอบด้วยหลายมิติ เป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวร้ายก็คือ มันซับซ้อนกว่าที่คนคิด ประเมินยากกว่าที่คนคิด ไม่ใช่การประเมินแบบบัญชี แบบมีตัวเลข เห็นกราฟได้ชัดเจน ทำให้งานซับซ้อน และต้องการจิตใจที่ละเอียดอ่อน เข้าใจเรื่องมิติทางสุขภาพ จึงจะประเมิน วางแผนรักษา ป้องกัน และสร้างเสริมในเรื่องนี้ได้ แต่ข่าวดีก็คือ เราสามารถจะใช้ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของสุขภาวะหลายมิติ ในการเยียวยา ในการรักษา ได้มากขึ้น การเยียวยาในมิติหนึ่งๆก็มีผลสะท้อนไปยังมิติอื่นๆได้ด้วย ฉะนั้น เมื่อหนทางหนึ่งดูจะตีบตัน เราอาจจะพบทางเข้าอีกด้านหนึ่งได้ เพิ่มศักยภาพและความเป็นไปได้ในการช่วยเหลือ รักษา เยียวยา ป้องกัน และสร้างเสริมได้อีกมากมาย เกิดนวตกรรมตามแต่ที่เราจะจินตนาการได้

คนไข้ระยะสุดท้ายที่โรครักษาไม่หายแล้ว มีความทุกข์ทางกายหลายประการ ทั้งเจ็บ ปวด พิการ หรือหมดสมรรถภาพทางกาย แต่ก็ใช่ว่าทุกๆคนจะจมทุกข์ หลายๆคนก็ยังมี "ความสุข" สุขภาวะไม่หายไป เผลอๆ wellness จะดีกว่าหลายๆคนที่ไม่ได้ป่วยกายเสียอีก

@@@ Wellness is an active process of becoming aware of and making choices toward a healthy and fulfilling life.

"...a state of complete physical, mental, and social well-being, and not merely the absence of disease or infirmity." - The World Health Organization (WHO) @@@

คนไข้นอนติดเตียงบางคน ก็หันกลับไปอยู่กับการหายใจ กับลมหายใจ ฝึกชี่กง ก็อยู่ในสภาวะสงบ ไม่ทุรนทุราย บางคนไม่ต้องทานยาแก้ปวดด้วยซ้ำ ก็สามารถอยู่ได้ บางคนก็ทำพิธีกรรมตามความเชื่อ ตามศรัทธา ตามศาสนาของตน พิธีกรรมเหล่านั้นจะมีความศักดิ์สิทธิ์แบบไหนเพราะอะไรไม่สำคัญ แต่มีหลักฐานมากมายเมื่อมนุษย์ใช้สติ มีสติ และอยู่กับสติให้มากขึ้น ก็เกิด "สุขภาวะ" หรือ bliss ขึ้นมาได้ ในขณะที่โลกมีศาสนามากมาย หลากหลายความศรัทธาและความเชื่อ แต่ทุกๆศาสนามี "พิธีกรรม" ที่เชื่อมโยงความหมายภายในของตนกับกิจกรรมที่กำลังปฏิบัติ เกิดความสุขสงบได้ ทุกๆศาสนามี ritual มีการ chanting หรือการเปล่งเสียงสวดเป็นเสียงพื้นฐานที่ปราศจากความหมาย หรืออาจจะเป็นบทสวดที่มีความหมายลึกซึ้งในเรื่องของความจริง ความดี และความงาม ทุกๆบทสวดและพิธีกรรมเหล่านั้นถ้าหากคนปฏิบัติ ก็จะพบว่าตนเองอยู่ใน "สุขภาวะ" ได้ เป็นสุขภาวะทางอารมณ์ และสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ศาสนามีอยู่คู่กับมนุษย์และสังคมมานานเท่านาน

แน่นอนว่าเมื่อทำๆไป ก็มีคนไม่เข้าใจ (ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของคนที่ไม่เข้าใจ) เพราะตนเองไม่เคยปฏิบัติอย่างที่คนในอดีตเขาปฏิบัติ ทำไปก็ไม่เห็นจะเกิดอะไร ก็ไม่เชื่อ ซึ่งก็ถูกต้องว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่น่าจะเชื่อ แต่การที่เราไม่ได้สัมผัสกับเรื่องบางเรื่องอย่างที่คนอื่นได้รับรู้ ไม่ได้แปลว่าเรื่องนั้นไม่มี เรื่องนั้นไม่จริง อาจจะเป็นที่เราเองที่ยังไม่เปิดอวัยวะใหม่ที่จะรับรู้เรื่องราวบางประการ เท่านั้นเอง

ประเทศภูฎานไม่ได้ใช้ GDP มาวัดประเทศ แต่ใช้ "Happiness" มาวัดแทน ตอนนี้ใครๆก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า การวัดเงิน การวัดตัวเลข การใช้ไม้บรรทัด นับวัน นับหัว นับกิจกรรม อาจจะไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์โหยหา หรือแสวงหา เราก็คงต้องมอบความหวัง

  • หวังว่าแพทย์หรือผู้ที่มีอาชีพเยียวยาผู้คน เข้าใจเรื่อง wellness เรื่องสุขภาวะอันเป็นองค์รวม
  • หวังว่าผู้กำหนดนโยบายเรื่องความเป็นอยู่ ทุกข์สุขของประชาชน เข้าใจเรื่องความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของเหตุปัจจัย อย่าได้มองอะไรแยกส่วน และเข้าใจว่าแต่ละส่วนมันไม่เกี่ยวกัน
  • หวังว่าทุกๆคนเมื่อยังไม่เข้าใจ ก็ไม่รีบด่วนสรุป ไม่รีบด่วนตัดสิน เปิดใจ เปิดสมองรองรับความรู้ใหม่ๆ รับรู้ความจริงใหม่ๆเข้าไปในชีวิตบ้าง

เอานักบัญชีกับไม้บรรทัดมาวัด มาประเมินสุขภาวะ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่สวยนัก สำหรับอนาคตคนในประเทศ

น.พ.สกล สิงหะ
เขียนที่หน่วยชีวันตาภิบาล ร.พ.สงขลานครินทร์
วันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๘ เวลา ๙ นาฬิกา ๘ นาที
วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะแม (วันออกพรรษา เทโวโรหนะ)
ขออุทิศส่วนกุศลให้ทุกคนมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณและปัญญาในวันนี้ด้วยเทอญ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน คันฉ่องนกไฟ



ความเห็น (0)