การพัฒนามหาวิทยาลัยไทย (ตอนที่ 1)

ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยของรัฐ 79 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งด้านการวิจัย 9 แห่ง มหาวิทยาที่เข้มแข็งระดับปานกลาง 20 แห่ง และเป็นมหาวิทยาลัยที่กำลังพัฒนาศักยภาพ (มรภ.และ มทร.) 50 แห่ง

การพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World Class University หรือ WCU) ตัวชี้วัดสำคัญ คือ งานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมที่เป็นเลิศ ผลงานตีพิมพ์ที่มีคุณภาพสูงและได้รับการอ้างอิงมาก สิทธิบัตร ฯลฯ ซึ่งเกิดจากการทำงานวิจัยที่มีคุณภาพของอาจารย์จำนวนมาก บัณฑิตศึกษาที่เข้มแข็ง ระบบนักวิจัยหลังปริญญาเอก โครงสร้างพื้นฐานด้านงานวิจัย เครื่องมืออุปกรณ์ ทุนวิจัย เครือข่ายวิจัย ฯลฯ

หากประเทศไทยจะพัฒนามหาวิทยาลัยไทยให้เป็น WCU จะต้องทุ่มเงินงบประมาณอย่างมหาศาล ซึ่งอาจจะไม่มีงบประมาณมากพอจะพัฒนาได้หลายมหาวิทยาลัย (แม้จะใช้เงินกู้จากต่างประเทศ) อาจจะทำได้เพียง 2-3 แห่ง ซึ่งก็จะต้องใช้งบอย่างมหาศาลแล้ว

แต่ข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่เงินงบประมาณเพียงอย่างเดียว ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกมาก เช่น จำนวนอาจารย์ที่ทำงานวิจัยคุณภาพสูง (ปัจจุบัน ในแต่ละมหาวิทยาลัย ยังมีอาจารย์ทำวิจัยจำนวนน้อย อย่างมากก็ไม่เกิน 30% ของอาจารย์ทั้งหมด โดยยังไม่ต้องพูดถึงคุณภาพของงานวิจัย) ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านงานวิจัย ระบบบริหารจัดการงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ระบบบัณฑิตศึกษาและระบบนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่เข้มแข็ง เครือข่ายวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ฯลฯ

จะเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ถ้าสมมุติว่าประเทศไทยลองคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งทางด้านงานวิจัยสักสองแห่ง แล้วทุ่มเงินให้ปีละสัก 5,000 ล้านบาทต่อมหาวิทยาลัยต่อปี (นอกเหนือจากงบประมาณปกติ) ให้เวลาสัก 5 ปี ใช้เงินรวม 5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้พัฒนาเป็น WCU ที่ถูกจัดอันดับอยู่ใน 1 ใน 100 อันดับของมหาวิทยาลัยของโลก มหาวิทยาลัยที่ถูกคัดเลือกจะทำได้หรือไม่ ปัญหาแรกที่มหาวิทยาลัยจะต้องเผชิญ คือ จะเพิ่มสัดส่วนและจำนวนอาจารย์ที่ทำวิจัยคุณภาพสูงได้อย่างไร เช่นให้ได้อีกเท่าตัว (เช่น 60%) คงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ยังไม่ต้องพูดถึงความพร้อมในด้านต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

แต่ถึงแม้ประเทศไทย จะมีการลงทุนเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยสักสองแห่งเป็น WCU โดยทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาล มหาวิทยาลัยที่เหลืออีก 77 แห่งก็ยังคงจะต้องได้รับการพัฒนา

การพัฒนามหาวิทยาลัยจำนวนที่เหลืออีก 77 แห่ง ให้มีคุณภาพ อาจจะไม่ได้ใช้เงินมาก หากมีการวางแผนที่ดี มีการบริหารจัดการและการดำเนินการที่มีคุณภาพอย่างเป็นระบบ เป็นอิสระต่อระบบราชการ มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ คือ มหาวิทยาลัยจะต้องทำงานวิจัยในลักษณะเครือข่ายวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยและในลักษณะคลัสเตอร์วิจัย (research cluster) ที่ทำอย่างมีคุณภาพ ให้ครบห่วงโซ่คุณค่าของงานวิจัย (research value chain) ที่สามารถตอบโจทย์และปัญหาของสังคมไทยและช่วยพัฒนาประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การศึกษา



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

596732

เขียน

27 Oct 2015 @ 07:47
()

แก้ไข

27 Oct 2015 @ 10:13
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 2, อ่าน: คลิก