ผมเดินทางถึงโรงเรียนแต่เช้า ความรู้สึกกระตือรือร้นเป็นพิเศษ มีเพียงสองเรื่องที่อยากทำและจะทำในวันนี้ คือ..เตรียมการก่อนเปิดภาคเรียน โดยขอความอนุเคราะห์พนักงานจากเทศบาลมาช่วยตัดหญ้ารอบอาคารและแหล่งเรียนรู้ทั้งหมด น้ำมันและอุปกรณ์ต่างๆเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว
เรื่องที่สองก็คือ..ฝึกซ้อมเพลงฉ่อย ซึ่งจะเหลือเวลาซ้อมเพียง ๒ ครั้งเท่านั้น ก่อนขึ้นเวทีใหญ่ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ในวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ฉ่อยในหัวข้อ..”ป๋วยร้อยปี”ซึ่งค่อนข้างจะเป็นเรื่องไกลตัวนักเรียนไปสักนิด แต่ไม่ยากถ้าเขาจะพยายาม..
พนักงานเทศบาลมาถึงโรงเรียน ผมชี้จุดให้ทราบว่าควรเริ่มที่ตรงไหนก่อนและท้ายสุด ขอความอนุเคราะห์ให้เขาช่วยดูแลตัดหญ้าบริเวณแปลงเกษตรและรอบคันนาด้วย นักเรียนจะได้ปฏิบัติกิจกรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น
เมื่อพนักงานลงมือทำงาน ผมก็เริ่มซ้อมเพลงฉ่อยทันทีเหมือนกัน วันนี้..นักเรียนร้องฉ่อยโดยไม่ต้องดูบท น้ำเสียงและท่าทางเป็นธรรมชาติมากขึ้น ผมแนะนำให้มองคนดูและพูดกับคนดู ขณะเดียวกัน..ระหว่างที่ฉ่อยให้หยอกล้อกันบ้าง มิฉะนั้น บทร้องที่ค่อนข้างยาว จะจบลงเร็วเกินไป ซึ่งนักเรียนก็เข้าใจ และใส่ท่าทางกันได้แนบเนียนเหลือเกิน
วันนี้..ลึกๆก็รู้สึกภูมิใจในตนเอง ที่คิดว่า อะไรที่ไม่เคยทำ ถ้าสนใจและรักที่จะทำ สำเร็จได้ด้วยความพยายามทั้งสิ้น ทั้งครูและนักเรียน ก็บรรลุความสำเร็จไปมากกว่าครึ่งทางแล้ว อย่างเช่น การละเล่นเพลงพื้นบ้านภาคกลาง อย่างเพลงฉ่อยของหนองผือ เป็นต้น
บอกนักเรียนพักก่อน ครูจะต้องไปดูน้ำดื่มให้พนักงานตัดหญ้า และมีเรื่องราวต้องประสานกับเทศบาล..ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้ความอนุเคราะห์และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันมาตลอด
เสร็จสรรพแล้ว ไม่ทันประสานงานทางไลน์ไปยังเทศบาล ก็มีรถปิคอัพวิ่งเข้ามา ตอนแรกนึกว่าคนขายของ แต่กลายเป็นผู้ปกครองนักเรียน ที่ผมไม่รู้จัก จะนำนักเรียนมาเข้าเรียนในภาคเรียนที่สองนี้ ๒ คน
“มีครูอยู่บ้างไหมครับ” ผู้ชายผู้เป็นพ่อถามผม
“มีครับ กำลังสอนพิเศษอยู่ในห้อง ป.๓ ครับ” ผมบอก สายตาก็สังเกตว่าชายหญิงคู่นี้เป็นใครกัน ใส่เสื้อยืดสีสวย มีสัญลักษณ์ของบริษัทปุ๋ยและยาฆ่าแมลงชื่อดัง
“ผอ.อยู่ไหมครับ” “อยู่ครับ เชิญนั่งครับ”
พอนั่งลงเป็นที่เรียบร้อย ผมก็เริ่มซักถามทันที ว่าเป็นใครมาจากไหน ทำงานอะไร และด้วยเหตุผลอันใดถึงต้องการย้ายลูกหลานออกมาเรียนกลางคันในโรงเรียนขนาดเล็กแห่งนี้...
ผู้เป็นพ่อยิ้มก่อนถามผมว่า..”เป็น ผอ.หรือครับ...”
“ครับ” ผมตอบสั้นๆ แต่ใจก็คิดนะว่า มองไม่ออกเลยหรือ ตัวเล็กเกินไป หรือว่าหล่อเกิน...หรือไม่ทันคิดว่าจะพบ ผอ.มาทำงานในวันหยุดปิดภาคเรียน..ผมคิดแค่นี้แหละ หมดเวลา..ต้องรีบแล้ว ยังมีงานรออีกเยอะ
คุยกันสักพักก็ได้ความว่า..ลูกชายที่เรียนอยู่ ป.๕ ที่กรุงเทพ ติดเกมและพ่อก็เลิกกับแม่แล้ว ก็เลยจะย้ายโรงเรียนให้ลูก ส่วนลูกสาวอยู่ ป.๔ เป็นลูกสาวภรรยาใหม่ เรียนอยู่ในตลาดเลาขวัญ ได้ข่าวว่าโรงเรียนบ้านหนองผือ สอนดี นักเรียนอ่านหนังสือเก่ง ก็เลยจะย้ายมาเรียนทั้งสองคน..
ผมก็เลยอธิบายบอกกล่าวให้ไปทำเรื่องที่โรงเรียนเดิมก่อน..จากนั้นก็นำหลักฐานมา ในวันจันทร์ ที่ ๒ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเปิดเรียนวันแรก ..ก่อนลากลับผมก็บอก..เรื่องการแต่งกายของนักเรียนให้ผู้ปกครองทราบเป็นที่เรียบร้อย
ครับ จากนักเรียน ๗๖ คน มาอีก ๒ คน รวมเป็นนักเรียน ๗๘ คน...ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ก่อนจะไปฝึกซ้อมเพลงฉ่อยอีกสักรอบ ผมรีบไลน์ไปบอกหัวหน้างานบริหารทั่วไปของเทศบาลว่า
“ขอบคุณที่ท่านส่งพนักงานมาช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อม ทำให้โรงเรียนสะอาดเรียบร้อยดีมาก..เรื่องที่ท่านขอความอนุเคราะห์ให้โรงเรียนนำการแสดงเพลงฉ่อยไปจังหวัด วันที่ ๑๔ พย.นั้น ทางโรงเรียนยินดี ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ ส่วนรถตู้ที่ผมขอไว้วันที่ ๑ พย. นายกท่านอนุมัติหรือไม่ครับ...”
ทางหัวหน้างานบริหาร..ก็ไลน์ตอบมาว่า..”ค่ะ...ฉ่อยที่เมืองกาญจน์งาน..รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ จะมีหนังสือถึงโรงเรียนอีกครั้งนะคะ ส่วนรถตู้ อนุมัติแล้ว คนขับชื่อคุณป๋อง เบอรโทร......”
นี่ล่ะครับ..โรงเรียนขนาดเล็ก จะอยู่ได้ก็ด้วยความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น...อย่างแท้จริง
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๘
ตัวเล็กแต่หล่อที่สำคัญมีความคิดพัฒนาจากข้อมูลในสมอง. มีคนเห็นการทำงานของท่านและคณะครูครับ แต่เขาอาจจะยังไม่ใช้โอกาสแสดงความคิดเห็น
ท่าน ผอ ครับผมอ่านข้อมูลกทรพัฒนาของท่านตลอด ถ้าผมได้ข้อมูลมากขึ้นขออนุญาตเขียนเป็นความคิดเห็นเสนอทางสังคมออนไลน์นะครับ
-สวัสดีครับท่าน ผอ.
-เป็นบันทึกที่อ่านแล้วอมยิ้ม..
-ผอ.อยู่ไหมครับ? 55
-เป็นกำลังใจให้กับท่าน ผอ.นะครับ...
บ.ว.ร. ยังใช้ได้อยู่เสมอครับ
ขอบคุณครับ