ชีวิตที่พอเพียง : ๒๕๑๒. ทำงานอาสาเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง


แผนผังตามใน บันทึกนี้ อาจมีผลในทางทำลาย คือทำให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองหลงเชื่อ ว่าองค์กรตระกูล ส มีความชั่วร้ายผลาญเงินของชาติ และส่งคนเข้าไปสอบหาข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่หน่วยงานเหล่านี้มีระบบและกลไกกำกับ ดูแล (governance) ดีกว่าของราชการเสียอีก ผมอยากท้าให้หานักวิชาการที่มีความแม่นยำและเป็นกลาง มาทำวิจัย ว่าเงินที่ใช้ในการทำงานบาทต่อบาทนั้น ของราชการกับของตะกูล ส อันไหนให้ ROI สูงกว่า ไม่ใช้กล่าวหากันลอยๆ แบบเล่นการเมืองแนวทำลายล้าง

แต่แผนผังนี้ และคนชั่วร้ายกลุ่มนี้ ก็มีคุณอยู่ด้วย คือช่วยเป็นกระจกส่อง ให้ผมใคร่ครวญทบทวนตนเอง ว่าได้หลงประพฤติไปในทางที่ถูกกล่าวหารวมๆ หรือไม่ และยังมีช่องโหว่ของการทำงานเพื่อประโยชน์สังคมตามที่ทำอยู่ อย่างไรบ้าง

ผมนิยามการทำงานมูลนิธิของผม ว่าเป็นการทำงานการกุศลแบบใหม่ ที่ไม่ใช่เอาเงินไปบริจาค (เพราะผมไม่รวย แต่ถึงไม่รวย ผมก็บริจาคเงินอยู่บ้าง เป็นการแบ่งปัน และเพื่อฝึกลดความโลภ) แต่เอาสติปัญญาความสามารถ คือทุนปัญญา (intellectual capital) และทุนสังคม (social capital) ไปบริจาค ที่จริงน่าจะมีทุนด้านอื่นอีก เช่นทุนจิตวิญญาณ (spiritual capital) ที่นำไปใช้ในการทำงานมูลนิธิ คือนำไปปฏิบัติเพื่อแพร่เชื้อจิตใจที่รู้จัก เห็นแก่ผู้อื่นบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ ผลประโยชน์ตนถ่ายเดียว

นับแล้วผมทำงานมูลนิธิถึง ๑๒ มูลนิธิ ได้แก่

  • ประธานมูลนิธิพูนพลัง
  • ประธานมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม
  • ประธานมูลนิธิสดศรี - สฤษดิ์วงศ์
  • ประธานมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ
  • ประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ
  • ประธานมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ
  • (กำลังจะเป็น) ประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ
  • ประธานมูลนิธิสยามกัมมาจล (จะหมดวาระเดือนเมษายน ๒๕๕๙)
  • ประธานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ
  • กรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • กรรมการมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (กำลังจะหมดวาระ และขอให้เขาหาคนแทน)
  • กรรมการมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (กำลังจะหมดวาระ และขอให้เขาหาคนแทน)

เป็นภาระที่ไม่ได้แสวงหา แต่เขาค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใช้ผม โดยผมก็ยินยอมพร้อมใจ เพราะเป็นงาน ที่ให้ความสุข แต่คนที่จิตใจชั่วร้าย มองโลกเป็นเรื่องผลประโยชน์และอำนาจส่วนตนไปหมดอาจมองต่าง ว่าเป็นกลุ่มผลประโยชน์ เป็นช่องทางแสวงอำนาจ

ในต่างประเทศที่เขาเจริญแล้ว นอกจากภาครัฐ และภาคธุรกิจ ที่เขาเรียกว่า First Sector และ Second Sector แล้ว เขายังมี Third Sector คือภาคเอกชนที่ไม่แสวงกำไร ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะด้านต่างๆ รวมทั้งสร้างการ เปลี่ยนแปลง ให้แก่บ้านเมือง เพราะภาคราชการและภาคธุรกิจ ยังมีพลังไม่เพียงพอ

ภาคเอกชนที่ไม่แสวงกำไรยังมีหลายแบบ แบบหนึ่งคือมูลนิธิ ที่เขามักมีเงินกองทุนขนาดมหึมา เอาไปลงทุนหาดอกผลมาใช้ทำงาน มูลนิธิเหล่านี้ ทำงานแบบมืออาชีพ เงินเดือนของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เป็นไปตามราคาตลาด ไม่ใช่ทำงานแบบการกุศลไม่รับเงินเดือนอย่างที่คนไทยมักจะเข้าใจ ตัวอย่างของมูลนิธิเหล่านี้คือ Rockefeller Foundation, Ford Foundation, Wellcome Trust, Japan Foundation, และมูลนิธิยักษ์ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ Bill and Melinda Gates Foundation ผมมองว่า มูลนิธิเหล่านี้มีเป้าหมายเปลี่ยนโลกเลยทีเดียว ดังกรณีการศึกษาแพทย์ไทย ก็เปลี่ยนโดยมูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเล่อร์ เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว

แต่มูลนิธิในบ้านเรายังเป็นมูลนิธิเล็กๆ ที่ผมเกี่ยวข้องมักตั้งขึ้นเพื่อทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยต้องหาทุนมาทำงาน หลายมูลนิธิทำงานด้านวิชาการหรืองานวิจัย ที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมสูงยิ่ง เป็นที่นับถือไปถึงต่างประเทศ ผมไม่ได้เข้าไปทำงานเหล่านั้น แต่ทำหน้าที่ บอร์ด ขององค์กรนิติบุคคล ในฐานะผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ทำหน้าที่กำกับดูแลว่าองค์กรเหล่านั้น ได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่มีสิ่งใดเป็นโทษต่อสังคม รวมทั้งคอยให้คำแนะนำ ว่าควรมีการทำงานที่มีคุณค่ายิ่งขึ้นต่อสังคมไกด้อย่างไร คือให้คำแนะนำเชิงยุทธศาสตร์ และเชิงจินตนาการไปในอนาคต ซึ่งเป็นงานที่ผมชอบ ทำแล้วมีความสุข โดยที่หากคิดในเรื่องเงินค่าเบี้ยประชุมแล้ว ไม่คุ้ม แต่เกินคุ้มในด้านจิตใจและด้านการเรียนรู้


วิจารณ์ พานิช

๔ ก.ย. ๕๘

ล็อบบี้ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (3)

ขอเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนอาจารย์ค่ะ

เขียนเมื่อ 

อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจ

ช่วยสานต่อ ครับ

เขียนเมื่อ 

เดินบนศรัทธาต่อไปค่ะ