13.พระสิงคาลมาตาเถรี : ภิกษุณีผู้เลิศทางผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา

แพรภัทร
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระสิงคาลมาตาเถรี เป็นเอตทัคคะในด้านผู้พ้นกิเลสด้วยศรัทธา

ประวัติย่อ

พระสิงคาลมาตาเถรี เกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงราชคฤห์ เดิมมีชื่ออย่างไรไม่ปรากฏ เมื่อเจริญวัยได้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้มีชาติตระกูลและทรัพย์เสมอกัน เป็นคฤหบดีมหาศาล มีทรัพย์เก็บไว้ในเรือน ๔๐ โกฏิ อยู่ครองเรือนจนมีบุตรหนึ่งคน บรรดาหมู่ญาติได้ตั้งชื่อบุตรชายของนางวา “สิงคาลกุมาร” ด้วยเหตุนี้ ชนทั้งหลายจึงเรียกนางว่า “สิงคาลมาตา”

คฤหบดีผู้เป็นบิดาสิงคาลกุมารนั้น ถึงความเชื่อมั่นในพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นอุบาสกผู้โสดาบัน แต่บุตรของเขาไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใส. ครั้งนั้น มารดาและบิดาก็ได้สั่งสอนบุตรนั้นเนืองๆ อย่างนี้ว่า นี่แน่ลูก ลูกจงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา เข้าไปหาพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะพระมหาสาวกทั้ง ๘๐ องค์

แต่บุตรนั้นก็กล่าวว่า การเข้าไปหาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ฉัน เพราะการเข้าไปหาสมณะทั้งหลายก็ต้องไหว้ เมื่อก้มลงไหว้หลังก็เจ็บ เข่าก็ด้าน จำเป็นต้องนั่งบนพื้นดิน เมื่อนั่งบนพื้นดินนั้น ผ้าก็จะเปื้อน จะเก่า นับแต่เวลานั่งใกล้ ย่อมมีการสนทนาเมื่อมีการสนทนา ย่อมเกิดความคุ้นเคย แต่นั้นย่อมต้องนิมนต์แล้วถวายจีวรและบิณฑบาตเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ประโยชน์ย่อมเสื่อม การเข้าไปหาพวกสมณะย่อมไม่มีแก่ฉัน ดังนี้

มารดาบิดาแม้สอนบุตรของเขาจนตลอดชีวิต ด้วยประการฉะนี้ ก็ไม่สามารถจะนำเข้าไปในศาสนาได้ ต่อมา บิดาของเขาเมื่อใกล้จะตาย นอนอยู่บนเตียงคิดว่า ควรจะให้โอวาทแก่บุตรของเรา แล้วคิดต่อไปว่า เราจักให้โอวาทแก่บุตรอย่างนี้ว่า

นี่แน่ลูก ลูกจงนอบน้อมทิศทั้งหลาย เมื่อเขาไม่รู้ความหมายที่แท้จริงก็จักนอบน้อมทิศทั้งหลาย

ลำดับนั้น คฤหบดีให้คนเรียกบุตรมาแล้วกล่าวว่านี่แน่ลูก ลูกควรลุกแต่เช้าตรู่ แล้วนอบน้อมทิศทั้งหลายดังนี้ ธรรมดาถ้อยคำของบิดาที่สั่งไว้ก่อนที่จะตาย ย่อมเป็นถ้อยคำอันบุตรพึงระลึกถึงจนตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น คฤหบดีบุตรนั้น จึงได้ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ กระทำการไหว้ทิศทั้งหลายอย่างนั้น

สิงคาลกุมาร เมื่อเจริญวัยเติบโตขึ้น เป็นผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติไหว้ทิศทั้ง ๖ เป็นประจำทุกวัน คือ

๑. ทิศเบื้องหน้า (ทิศตะวันออก)

๒. ทิศเบื้องขวาง (ทิศใต้)

๓. ทิศเบื้องหลัง (ทิศตะวันตก)

๔. ทิศเบื้องซ้าย (ทิศเหนือ)

๕. ทิศเบื้องล่าง

๖. ทิศเบื้องบน

ตอนเช้าตรู่ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตรนั้น กำลังนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ ทรงดำริว่า วันนี้ เราจักกล่าวสิงคาลกสูตรอันเป็นวินัยของคฤหัสถ์แก่สิงคาลกคฤหบดีบุตร ถ้อยคำนั้นจักบังเกิดประโยชน์แก่มหาชน เราควรไปในที่นั้น ดังนี้

วันนั้น พระองค์จึงเสด็จออกแต่เช้าตรู่ เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต เมื่อเสด็จเข้าไป ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตรไหว้ทิศทั้งหลายอยู่อย่างนั้น จึงได้ตรัสถามสิงคาลกคฤหบดีบุตรว่า ดูก่อนคฤหบดีบุตร เธอทำอะไรหนอ

สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คุณพ่อของข้าพระพุทธเจ้าเมื่อใกล้จะตายได้สั่งไว้ให้ข้าพระพุทธเจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลาย ข้าพระพุทธเจ้าสักการะ เคารพนับถือ บูชาคำของคุณพ่อ จึงลุกขึ้นแต่เช้า กระทำการนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ ดังนี้

พระผู้มีพระภาค : ดูกรคฤหบดีบุตร ในวินัยของพระอริยเจ้า เขาไม่นอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างนี้

สิงคาลกคฤหบดีบุตรทูลถามว่า : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างไร ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ตามที่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันนั้นเถิด ฯ

จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้แสดงสิงคาลสูตร แก่สิงคาลมาณพ

สิงคาละ ตามธรรมเนียมแบบแผนของพระอริยะนั้น เขาไม่ไหว้ทิศ ๖ กัน อย่างนี้ แต่ทิศทั้ง ๖ ของพระอริยะนั้น คือ

๑. ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ มารดาบิดา

๒. ทิศเบื้องขวาง ได้แก่ ครูอาจารย์

๓. ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตรภรรยา

๔. ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตรสหาย

๕. ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ ทาสกรรมกร

๖. ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์

ซึ่งกุลบุตรจะต้องบำรุงดูแลรักษาและป้องกันตามสมควรแก่ฐานะ และหน้าที่อย่างถูกต้องเหมาะสม

แล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสพระคาถาภาษิต ยังสิงคาละให้รื่นเริงบันเทิงใจ เกิดศรัทธาเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิต นางสิงคาลมาตาก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันในคราวนั้น แล้วเสร็จกลับสู่พระเวฬุวัน

ต่อมา สิงคาลมาตา หลังจากที่สามีได้ถึงแก่กรรมแล้ว และบุตรชายของนางก็เข้าถึงพระรัตนตรัย นางได้ฟังพระธรรมกถาของพระบรมศาสดาแล้วเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างแรงกล้า จึงเข้าไปกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาต่อพระผู้มีพระภาค พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ไปบวชในสำนักภิกษุณีสงฆ์ ครั้นบวชแล้วศรัทธาของนางกลับเพิ่มทวียิ่งขึ้น

วันหนึ่ง นางไปยังพระวิหารที่ประทับของพระบรมศาสดาเพื่อฟังธรรม เมื่อเห็นพระพุทธองค์เท่านั้น ยังมิทันที่จะเข้าไปกราบถวายบังคม ได้แต่ยืนเพ่งมองดูพระสิริสมบัติของพระทศพล อยู่ด้วยกำลังศรัทธาอย่างแรงกล้าขณะนั้น พระบรมศาสดาทรงทราบว่านางเป็นผู้ดำรงมั่นในศรัทธา จึงตรัสพระธรรมเทศนาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แม้นางเองก็อาศัยศรัทธาเป็นที่ตั้ง ส่งจิตไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตผลในขณะที่ยืนอยู่นั้น

ในสมัยที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวัน เมื่อทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับ ได้ทรงสถาปนา พระสิงคาลมาตาเถรี ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายในฝ่ายศรัทธาวิมุตติ คือ ผู้หลุดพ้นกิเลสด้วยศรัทธา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ภิกษุณี



ความเห็น (0)