พูดผิด...พูดใหม่ได้

.ทำไมต้องเลิกเรียนบ่ายสอง เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ท่านห่วงใยในความเครียดของเด็กจริงๆ..จึงต้องมาให้ความสำคัญกับการพัฒนา ตามอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของโรงเรียน ซึ่งแท้จริงก็คือ..งานการปฏิรูปการศึกษา หรือปฏิรูปการเรียนรู้..

ฮือฮากันอีกแล้ว..รัฐมนตรีศึกษาฯคนใหม่..ไฟแรง ประกาศนโยบายให้ เลิกเรียนบ่ายสอง..บรรดาขาเม๊าท์ ก็เลยเป็นงงสงสัย ประมาณว่าคิดได้อย่างไร..และใช้ส่วนไหนคิด พาลจะไม่เห็นด้วยกันไปทั้งครูและผู้ปกครอง..อันเนื่องมาจากกรอบเวลา เนื้อหาและกิจกรรมไม่เอื้อให้ทำได้เช่นนั้น และก่อนหน้านี้..ผู้นำ..ที่พ้นจากตำแหน่งไป รวมทั้ง สพฐ.ด้วย ก็มีนโยบายมากมายก่ายกอง จนครูแทบจะไม่มีเวลาหายใจ..

แต่พอติดตามข่าวสารไปเรื่อยๆสักพัก..คำว่า..บ่ายสอง..ก็มีนิยามตามมา..บอกความหมายไว้ชัดเจน และเป็นเพียงโครงการนำร่อง..เท่านั้น..และพอฟังให้ชัดๆ ผมก็คิดขึ้ยมาได้อย่างหนึ่งว่า เรื่องบางเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ต้องรีบ ปรึกษาหารือผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ดูเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้อง หารือกันให้มันตกผลึกเสียก่อน จึงค่อยเล่าแจ้งแถลงไข...ที่สำคัญ นโยบายอย่างนี้ หวังดี..แต่ใช้คำพูด ที่ยังไม่เป็นภาษาวิชาการ...

จริงๆแล้ว ยังไม่ถึงเวลาพูดเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะ..นโยบาย..ปีการศึกษานี้ มีทั้ง BBL ป.๑ อ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่องต้องไม่มี..ประวัติศาสตร์ และค่านิยม ๑๒ ประการ ยังไม่รวมโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ว่าด้วย DLTV และ DLIT ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น..

แต่เอาล่ะ..ท่านเปิดช่องออกมาเช่นนี้..เหมือนจะรู้แล้วว่า ภาวะการณ์ของการศึกษาไทย มันอึดอัด..เป็นการจัดที่เดินทางไปสู่ทางตัน และจะล้มเหลวมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จ ลางบอกเหตุ ก็คือ มีแต่การแข่งขันทางวิชาการ ที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ มีแต่การแก่งแย่งแข่งดี เพาะเชื้อความเห็นแก่ตัวให้นักเรียน เป็นการจัดการศึกษาที่ห่างไกลกับชีวิตจริง ทิ้งบ้านเกิด ผู้เรียนไม่รู้จักตนเอง รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ..ขาดทักษะและสุนทรียภาพ..ในชีวิต

ผมเอง..ก็ยังไม่ถึงขนาดที่ไม่เชื่อมั่นในนโยบายของรัฐ แต่ก็อยากบอกครูและผู้บริหารว่า นโยบายที่มาจากข้างบนนั้น ต้องฟังหูไว้หู และนำมาปรับใช้อย่างบูรณาการ ที่สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของโรงเรียนอย่างแท้จริง..เพราะที่สุดแล้ว เป้าหมายทั้งหมด ก็เป็นไปเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้เต็มตามศักยภาพ..ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ..สถานศึกษา และชุมชน

ถามว่า..หลังบ่ายสอง..ท่านให้ทำอะไร..ทำการบ้านคงไม่ใช่..การบ้านก็คือ การบ้าน ..ซึ่งก็มีนโยบายให้มากไม่ได้อยู่แล้ว (อันนี้สงสัยท่านลืม) จะให้เด็กกลับบ้านทันที ย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่หลายโรงเรียน รวมทั้งผมด้วยก็ทำอยู่..ก็คือการเติมเต็มในสิ่งที่นักเรียนยังขาด...ซึ่งแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน

ป.๑ - ๒ ก็ซ่อมเสริมกันไป ในวิชาทักษะ..ภาษาไทย และคณิตศาสตร์ แต่ต้องจัดแบบ เรียนปนเล่น เน้นสันทนาการ เกม เพลง..บางโรงเรียนมีศักยภาพสูง อาจจัดกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะด้านกีฬาก็ได้ หรือพัฒนาการงานพื้นฐานอาชีพ ที่เป็นจุดเด่นของโรงเรียน ที่ประกอบด้วย งานช่างประดิษฐ์ งานเกษตร งานบ้าน.. เป็นต้น

โรงเรียนที่มีความพร้อมด้านบุคลากร ที่หมายรวมไปถึง..ภูมิปัญญาท้องถิ่น..ก็ควรใช้งานด้านศิลปะวัฒนธรรมของชุมชนเป็นแกน ประยุกต์ใช้ในการเสริมต่อการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนมีสุนทรียภาพทางอารมณ์ บ่มเพาะให้เกิดความรักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย อนุรักษ์และสืบสาน ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานอาชีพได้ อาทิ ศิลปะการวาดภาพ การทำอาหาร การฝึกมวยไทย ดนดรี นาฎศิลป์ เพลงลูกทุ่ง เพลงพื้นบ้าน การละเล่นในท้องถิ่น ลิเก หมอลำ ตามความนิยมของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ..

หากจะดูที่หลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน..หลังบ่ายสอง..เรามองไปที่อะไร...เรามีกิจกรรมลูกเสือ พลศึกษา และกิจกรรมชุมนุม..ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนส่งเสริม ให้นักเรียนใฝ่ดีมีคุณธรรมจริยธรรม ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคมแก่ผู้เรียนอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่เพียงพอ..แต่เราก็พลาด..เวลาที่เหลือ เรากังวลกับ NT ONET ..จนต้องไปย้ำซ้ำทวนเพื่อเสริมสติปัญญา เพียงเพื่อการจัดอันดับของเขตพื้นที่ ระดับชาติและนานาชาติ..นั่นเอง

ครับ..วันนี้..ที่กล่าวมา คงพอเป็นคำตอบได้ว่า..ทำไมต้องเลิกเรียนบ่ายสอง เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ท่านห่วงใยในความเครียดของเด็กจริงๆ..จึงต้องมาให้ความสำคัญกับการพัฒนา ตามอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของโรงเรียน ซึ่งแท้จริงก็คือ..งานการปฏิรูปการศึกษา หรือปฏิรูปการเรียนรู้..ที่ ศธ และ สพฐ.กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเลิกเรียนบ่ายสองก็ได้...

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๘






บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า....จากโรงเรียนเล็ก



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ผมก็ได้ดูข่าวจากทีวี เข้าใจตามที่อาจารย์เขียน ไม่มีข้อสงสัยครับ

เขียนเมื่อ 

ถ้าโรงเรียนหรือครูไม่จัดกิจกรรมใน 2 ชั่วโมงที่เหลือจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเด็กนะครับ ผมคิดว่าการจัดกิจกรรม สำหรับเด็กมีหลากหลายครับ

เขียนเมื่อ 

ก็ไม่แตกต่างจากเดิม...ที่ใครมานั่งตรงนี้ก็ชี้นกเป็นไม้...ชี้ไม้เป็นนกได้.. เท่าที่เห็นก็เป็นเพียงนโยบายที่ไม่เคยได้ถามหรืออิงข้อมูลจริงจากหน่วยปฏิบัติ(สถานศึกษา) เลย...ท่านนั่งเทียน(มโน)เอาทั้งนั้น... ท่านไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจเลยว่า... ปัญหาทั้งหลายทั้งหมดนั้น...มันเกิดจากจุดนี้แหละ(เจ้านายเหนือหัว ร.ร.นั่งเทียนและสั่งๆๆๆๆ...อย่างนี้แหละ)...แต่ไม่เคยทราบความจริงเลยว่า...ปัญหาการศึกษาไทยนั้น...จริงๆแล้วเกิดจากการที่มีงบฯมาก...แต่งบฯนั้นไม่ถึงหน่วยปฏิบะติคือ ร.ร. ... ผู้บริหาร ร.ร., ครูและเด็ก...เป็นได้แค่เหยื่อที่ช่วยให้หน่วยเหนือผลาญงบฯได้อย่างถูกต้องตามระเบียบฯแค่นั้น... (เห็นได้ชัดจากโครงการอบรมๆๆๆๆๆๆ......กันแบบวางวายตายกันไปข้างนั่นไง)... วันนี้วันเสาร์และพรุ่งนี้ก็วันอาทิตย์ที่เป็นวันที่ครูควรได้ทำงานบ้าน...ให้เวลาหะครอบครัว...และเตรียมการสอนในสัปดาห์ต่อไปแท้ๆ...แต่ครูผมก็ต้องเข้าไปช่วยหน่วยผลาญงบฯในนามการอบรมเช่นเคย... มันน่าจำเริญไหมท่าน..."การศึกษาไทย"...ในแบบที่ท่านสั่ง...