​หลักการพื้นฐาน และวิธีการพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อดูพระเนื้อผง ปูนเปลือกหอย ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา

หลักการพื้นฐาน และวิธีการพัฒนาการเรียนรู้

เพื่อดูพระเนื้อผง ปูนเปลือกหอย ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา

--------------------------------------------

บทความเรื่องนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับหลักการของ “พุทธพานิช” ของวงการพระเครื่อง แต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ได้คิดขึ้นมาตามข้อมูลประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมวลสารศาสตร์ และพุทธศิลป์ ด้วยหลักพุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา เพื่อการหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งให้เหลือน้อยที่สุด โดยขอแนะนำว่า..

ควรเริ่มเรียนโดยใช้ หลักการ 3+2 ที่พัฒนามาจากพัฒนาการของผิวเปลือกหอยแท้ๆ ที่มั่นใจว่าเป็นเปลือกหอยแท้ๆ ชนิดใดก็ได้ ที่มีอายุพัฒนาการอยู่ในอากาศ (ไม่รวมอายุในน้ำ) ที่ใกล้เคียงกับผิวพระเนื้อผงปูนที่สนใจศึกษา ที่เป็นหลักการเบื้องต้น ที่เริ่มงาย หาง่าย ราคาถูก ใครๆก็ทำได้ โดย...... เริ่มที่ดูสี และลักษณะของผิวที่งอกใหม่จากเนื้อเดิมของเปลือกหอย เก็บไว้ หรือ พกติดตัว เพื่อการส่องจนชินตากับ สี ความนวล ความพรุน คลื่น ขนาดเม็ดที่งอก และความหลากหลายของผิวปูนเปลือกหอยที่หลากสี หลากแบบ และหลากอายุพัฒนาการ

พอดูจนชินตาแล้ว ขอให้ลงรายละเอียดไปที่เป็นหลักทางวิทยาศาสตร์ของการพัฒนาการของปูนเปลือกหอยทุกชนิด ดังนี้

  • ปูนสุก (ชื่อสมมติ ของปูน แคลเซียมไบคาร์บอนเนต) ละลายน้ำง่าย งอกได้เร็ว มีลักษณะเป็นฝุ่นละเอียด ขาวๆ นวลๆ เนียนๆ ที่ผิวในที่ต่ำกว่า และในร่องทุกร่อง
  • ปูนดิบ (ชื่อสมมติ ของปูน แคลเซียมคาร์บอนเนต) ละลายน้ำได้น้อยกว่า จึงเกิดการงอกทีหลัง มีลักษณะเป็น เม็ดๆ ใสๆ ฉ่ำๆ บนสันละเอียดยิบบนสัน ทั้งในที่ต่ำ (มีน้อย) และที่สูง (มีมาก)
  • คราบน้ำมัน (จากเปลือกหอย) สีเหลืองๆ อมน้ำตาล ฉ่ำๆ บนสัน รอบๆเม็ดปูนดิบ ระวังอย่าไปปนกับเม็ดสีเปลือกหอย
  • ความเหี่ยวของผิวและเนื้อทุกชั้น ที่มีลักษณะทั้ง 3 ข้อข้างต้น กระจายตัวอย่างเป็นระบบครบถ้วน
  • ความพรุนของเนื้อปูนทุกชนิด รวมทั้งหิน ฟัน กระดูก เปลือกหอย ฯลฯ
  • การดูเม็ดมวลสารพุทธคุณ เม็ดทราย เม็ดแร่ เม็ดพระธาตุ ในหลัก 6 ข้อ คือ
  • การกร่อนและการงอกในที่เดียวกัน ซึ่งการกร่อนนี้ อาจจะเกิดจากการสัมผัส การใช้ และการล้าง จะเผยให้เห็น เนื้อหรือผิวส่วนใน ที่แตกต่างจากผิวนอก หรือเนื้อที่มีการงอกด้านนอก ของ ทั้งสามองค์ประกอบพื้นฐาน คือ ปูนสุก ปูนดิบ และน้ำมัน แต่การงอกยังจะมีความแตกต่างของสภาพการใช้ หรือ ไม่ใช้ ในระยะที่ผ่านมา กล่าวคือพระใช้จะออกฉ่ำ มัน พระไม่ใช้จะออกนวล แห้งๆ และในบางจุดกร่อนใหม่ๆ อาจจะยังไม่มีการงอกที่ชัดเจน ก็ได้
  • พิจารณาสัดส่วนของส่วนประกอบของเนื้อมวลสารพื้นฐาน และพัฒนาการ ว่าสอดคล้องกันทั้งหมดไหม
  • ดู พุทธศิลป์ ทั้งเอกลักษณ์ และ อัตลักษณ์ ของแต่ละแหล่ง แต่ละวัด แต่ละช่าง จำให้เป็นภาพรวมให้ได้ ที่ต้องใช้ความจำ และความเคยชินกับของแท้ ค่อนข้างมาก จึงไม่แนะนำสำหรับท่านที่เริ่มหัดส่อง เพราะพระเก๊เขาทำได้ใกล้เคียงมากๆ ที่นักส่องมือใหม่ๆ น่าจะหลงอย่างค่อนข้างแน่นอน
  • ดูตำหนิ ของแต่ละบล็อก แต่ละกลุ่มพิมพ์ ที่ต้องอาศัยทั้งความจำ ความเคยชิน และความเข้าใจจึงจะแยกแยะได้ และไม่หลงกับตำหนิของพระเก๊ ที่ช่างทำพระเก๊ก็รู้ และพยายามทำไว้แล้ว
  • ระบบสัมผัส 5 ลักษณะ คือ (ก)น้ำหนัก (ข)ความลื่นมือ นุ่มมือ รอบองค์ สัมผัสแล้วจะรู้สึกว่า เรียบ มน ไม่มีสะดุด หรือระคายมือ ของพระเนื้อปูนเปลือกหอย ที่ได้อายุ มีความเก่า (ค) กลิ่น ที่เป็นเอกลักษณ์ของพระเก่าเนื้อต่างๆ ที่ต่างจาก สารเคมี ที่ทำมาหรือแต่งมาใหม่ๆ (ง) โทนเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อลูบด้วยนิ้วมือ พระแท้เนื้อปูนจะแน่น เสียงต่ำ พระเก๊จะเสียงสูงกว่า และ (จ) เสียงที่เกิดขึ้น เมื่อวางบนพื้นแข็ง หรือวางกระทบกัน พระแท้จะมีเสียงแกร่งกังวานกว่าพระเก๊

นี่คือหลัก 3 ข้อแรก ที่จะพบได้ง่ายๆ ในเปลือกหอยอายุ(ในอากาศ) น้อย ที่เทียบได้กับพระเนื้อผงอายุน้อย

เมื่อส่องไปนานๆ ท่านก็จะสังเกตว่าเปลือกหอยไม่เรียบ มีลักษณะเป็นคลื่นๆ หรือ ริ้วเล็กๆ ที่เป็นหลักข้อที่ 4

และเมื่อส่องจนคุ้นตา จะเห็นรูพรุนขนาดต่างๆ ที่เรียกว่า ความพรุน ที่เป็นหลักข้อที่ 5

ซึ่งเป็นที่มาของหลัก 3+2

เมื่อดูจนชินตาและถือว่า..เป็นแล้ว ก็ควรใช้ความชินตาไปหาส่องพระแท้ๆ ตามตลาด หรือของเพื่อน หรือที่ตนเองมี

พอเจอลักษณะ คล้าย หรือ ใกล้เคียงกับ หลัก 3+2 ในเปลือกหอย

ทั้งรูปลักษณ์ไกลๆ และส่องใกล้ๆ ให้ลองไล่หลักการ 3+2

ถ้าผ่านอีก ให้นำมาวิพากษ์กันในกลุ่มเรียนรู้ “การดูพระแท้” ทำเช่นนี้ถ้าดวงดีๆ ท่านอาจจะเจอของแท้ประมาณไม่เกิน 10% เพราะพระเก๊เฉียบๆเขาก็จะเลียนแบบปูนเปลือกหอย ให้ท่านหลง แบบใกล้เคียงมากๆๆๆๆๆ แต่ถ้าฝึกสายตาจนชินแล้ว อัตราสัมฤทธิ์ผลของท่านจะไต่ระดับอย่างรวดเร็ว อาจจะถึงกว่า 90% ได้ในเวลาไม่นาน

การเรียนแบบนี้จะใช้เวลาไม่นาน ถ้าจับหลักที่ว่ามา ถ้าไม่จับหลัก นานแน่นอน

เมื่อได้หลัก 3+2 เป็นเบื้องต้นแล้ว ต่อไปก็เป็นการส่องดูมวลสารพุทธคุณ ที่มีเฉพาะในพระเนื้อผง ไม่มีในเปลือกหอย

ในมิตินี้เปลือกหอยจึงมีลักษณะเหมือนพระเก๊ คือมีแต่เนื้อขาวๆ ไม่มีมวลสารอื่นใดในเนื้อ

หลักการนี้ ผมขอกำหนดให้เป็น “หลัก 6” ที่ประกอบไปด้วยลักษณะของมวลสาร 6 ประการ ที่ต้องมีในพระแท้ๆ ได้อายุ

ก็คือ

  1. 6.1 นูน จากผิวที่กร่อนหายไป แต่ไม่เกินผิวเดิม
  2. 6.2 มน ด้านนอกมากกว่าด้านข้าง ทุกเม็ด
  3. 6.3 เหี่ยว ที่สันด้านที่มีรอยสัมผัส
  4. 6.4 ฉ่ำ รอบเม็ดจากการพอกของปูน และน้ำมัน (น้ำว่าน หรือ ตังอิ้ว)
  5. 6.5 นวล จากการพอกของปูนดิบและปูนสุก ข้างๆ และบนเม็ด
  6. 6.6 แพร่กระจายไปในเนื้อ โดยเฉพาะเม็ดแร่เหล็ก เม็ดก้อนลูกรัง หรือแร่เหล็ก เฮมาไทท์ (วงการเรียก แร่พระกำแพง หรือบางทีก็พูดเลยไปถึง เศษหักพระกำแพง)

ในการดูหลัก 6 นี้ จะต้องพิจารณาถึงขนาด ของเม็ดมวลสารประกอบด้วย เพราะพระแท้ๆ ท่านจะร่อนมาละเอียด และผสมกลืนกันเนียนอยู่ในเนื้อ ที่มีลักษณะครบทั้ง 6 ข้อดังกล่าวข้างต้น

และเมื่อมีมวลสารดูดีตามหลัก 6 แล้ว ต่อไป ก็ให้ใช้การดูสภาพใช้ที่น่าจะผ่านมาบ้าง เพราะพระแท้ๆ ส่วนใหญ่ มักจะผ่านการใช้เสมอ หลักการนี้ ผมขอกำหนดให้เป็น “หลัก 7” ซึ่งก็คือ...

ทั้งนี้ เนื่องจาก พระที่มีอายุ มีความเก่า มักจะสึกกร่อนบนสัน และตามจุดสัมผัส ขอบด้านข้าง และมีการงอกตามรอยแผลกร่อนทุกองค์

ในการส่อง ควรมีแสงมากๆ หรือ กล้องติดไฟฉาย ที่ต้องใช้เลนส์ 20x -60x ขึ้นไป จึงจะเห็นได้ชัด

หลักการ 1-7 นี้เป็นหลักการพื้นฐาน ของพระเนื้อผงปูนเปลือกหอยทั้งหมด แต่ถ้าจะให้มั่นใจยิ่งขึ้น ก็ให้ใช้ “หลัก 8” คือ ....

เพราะพระแต่ละองค์ จะมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แทบไม่ซ้ำกันเลย และมีความเป็นไปได้ถึง แสนล้านแบบ (ตามหลัก Combination)

ที่สามารถนำมาพิจารณาว่า..แต่ละองค์ประกอบนั้นๆ มีอะไรที่ขัดแย้งกันหรือไม่ ที่ต้องอาศัยความเข้าใจมากพอสมควร ในหลักการพัฒนาการของมวลสารแต่ละชนิด จึงจะเข้าใจภาพรวมอีกที ที่เป็นหลักการขั้นสูงในการเรียน ตามคำพูดของคนในวงการว่า “ดูเนื้อให้เป็น” ก็คือข้อนี้แหละ ที่ต้องมีของจริงให้ดู และวิเคราะห์แยกแยะองค์ประกอบด้วยตาเป็น เท่านั้น

ถ้าจะให้มั่นใจยิ่งขึ้น ก็ไปดูหลักข้อที่ 9 ที่เป็นหลักของพุทธศิลป์ เหมือนกับการจำหน้าคนได้ ที่ภาษาในวงการเรียกว่า “ดูพิมพ์ให้เป็น” ก็คือ หลักการใน ข้อที่ 9 นั่นเอง

แต่..สิ่งที่อาจจะค่อนข้างง่ายกว่าการจำพุทธศิลป์ ก็คือการจำเอกลักษณ์ หรือตำหนิ ที่ติดมากับ กลุ่มพิมพ์ แม่พิมพ์ ที่ใช้ ซึ่งในเบื้องต้น อาจจะง่ายสำหรับบางท่านก็ได้ คือ หลักการใน ข้อที่ 10 นั่นเอง

ดังนั้น หลักการข้อที่ 10 นี้ จึงเหมาะกับคนที่มีประสบการณ์มาก สังเกตเก่ง และจำเก่ง เท่านั้น

สำหรับท่านที่ชอบระบบสัมผัส และ ที่มีพระแท้มากๆแล้ว หรือ เคยเห็นตัวอย่างพระมากๆ หยิบพระแท้ๆมามากๆ ก็อาจจะใช้ระบบนี้ ที่เป็นหลักการข้อที่ 11

ทั้งหมดนี้ ช่างทำพระเก๊ ก็พยายามทำ แต่ยังห่างไกลมากๆๆๆ สำหรับคนที่ชินแล้ว

การพัฒนาความรู้ จึงต้องพัฒนาทักษะ ที่ต้องอาศัยความเคยชินมากๆ และเคยสัมผัสมามากๆ เท่านั้น

และระบบสัมผัสทั้ง 5 นี้ ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ๆ เพราะท่านอาจจะหลงไปกับของเก๊เฉียบได้โดยง่าย

ดังนั้น สำหรับมือใหม่ หัดส่อง ผมจึงขอแนะนำเฉพาะหลักเบื้องต้นก่อน 3+2 ที่ไหนก็มี ใครๆก็ทำได้

ถ้าเริ่มเดินตลาดก็จะสามารถพัฒนาขั้นต่อไปคือ หลัก 6 7 8 9 10 ได้โดยลำดับ

สำหรับหลัก 11 นั้นเฉพาะคนที่มีพระแท้ๆจำนวนมากพอที่จะเรียนแล้วเท่านั้น

ผมจึงแบ่งระดับการเรียนออกเป็น 3 ระดับใหญ่ๆ คือ

  • ระดับพื้นฐาน ยังไม่มีพระแท้เนื้อครู คือหลัก 3+2
  • ระดับกลาง สำหรับท่านที่มีพระแท้ๆ เนื้อครูแล้ว คือ 6 7 8 9 10 ที่เป็นระดับย่อย 3 ระดับ แบ่งตามระดับประสบการณ์ในตลาดพระ และจำนวนพระแท้เนื้อครูที่มี คือ
  • ระดับสูง สำหรับท่านที่มีพระแท้ๆจำนวนมาก และมีทักษะพิเศษเฉพาะด้านดังกล่าว คือ หลัก 11 ทั้ง 5 ข้อย่อย

ที่สามารถแบ่งระดับความรู้ความสามารถ ตามความถนัด ทรัพยากร และความสนใจของแต่ละท่าน

ท่านที่ยังทำไม่ได้ ก็คงจะแค่ยังไม่คิดจะทำเท่านั้นครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนประวัติศาสตร์จากของเก่า



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

เท่าที่ได้พบปะกับนักสะสมพระเครื่อง หรือคนที่อยู่ในวงการพระเครื่อง เช่า-ให้เช่าพระเครื่อง มักไม่ค่อยชอบการอ่านหนังสือ หรือตำราที่แนะนำหรือสอนวิธีดูพระให้เป็นด้วยตนเอง ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่น

อย่างบทความของอาจารย์ชิ้นนี้ เป็นบทความที่ละเอียดและยาวมาก ลองไปสอบถามพวกเล่นพระ เขาก็จะไม่อ่านแล้วครับ บอกอ่านแล้ว ปวดหัว ก็ไม่เข้าใจครับ อยากได้พระแท้ แต่ไม่ชอบอ่านหรือศึกษา ชอบฟังนิทานจากคนขายพระ หรือเป็นนิสัยของเขา ที่ชอบฟังนิทานก่อนนอนที่คุณพ่อ คุณแม่เขาเล่าต่อๆกันมา...ส่วนใหญ่นิทานก็เรื่องเดิมๆ อันนี้ของปู่ ของย่าเขาได้มานานแล้ว..เป็นพระไปเหมามาจากชาวบ้าน ราคาจึงถูก ถ้าไปซื้อกับเซียนพระ ราคาเป็นหมื่น เป็นแสน ของผมแค่พัน สองพัน ก็เอาแล้ว กำไรนิดหน่อยเท่านั้นพี่..

จึงไม่แปลกประหลาดอะไร..ถ้าเรายังเห็นตลาดพระเต็มไปด้วยพระโรงงาน ทั้งๆที่อาจารย์แสวง ท่านมีวิญญานเป็นครูที่แท้จริงพร่ำสอนให้คนดูพระแท้ ให้เป็นด้วยตนเอง เหนื่อยใจครับ...ยิ่งเมื่อวานนี้ มีข่าวคนขายพระไปยิงคนซื้อที่ไปว่าเขา ทั้งแผงมีแต่พระเก๊...! อันนี้ก็บอกแล้ว ให้พูดแบบเซียนพระตลาดท่าพระจันทร์..."สวยดีครับท่าน"..สบายใจทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ตายฟรี..

เอกรวี ภาระพงษ์
IP: xxx.4.173.98
เขียนเมื่อ 

พระแท้ที่ท่าน ๆ สร้างมาผมคิดว่าท่านไม่ได้นำเทคนิค

หรือเทคโนโลยีลึกลับ ซับซ้อนมาประกอบหรือเป็นส่วนผสมของเนื้อพระ ท่านก็สร้างแบบชาวบ้าน ๆ เพียงแต่ชนรุ่นหลังนำมาวิเคราะห์วิจัยเกินกว่าเหตุ ต่อไปคนที่ดูพระหรือเซียนพระคงต้องมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เท่านั้น

ครับ คงเป็นเช่นนั้นครับ