เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง : ๒๓. เรียนโดยตั้งคำถามและหาคำตอบร่วมกัน


บันทึกชุด “เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” ๒๖ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Transformative Learning in Practice : Insight from Community, Workplace, and Higher Education เขียนโดย Jack Mezirow, Edward W. Taylor and Associates ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2009

ภาค ๔ ของหนังสือ เป็นเรื่องการใช้ TL สร้างความเป็นชุมชนและการเปลี่ยนแปลงสังคม ประกอบด้วยบทที่ ๑๗ - ๒๓

ตอนที่ ๒๓ นี้ ได้จากการตีความบทที่ 22 Collaborative Inquiry in Action : Transformative Learning Through Co-Inquiry เขียนโดย Lucia Alcantara (ที่ปรึกษาด้าน organizational capacity building and development), Sandra Hayes (อาจารย์ วิทยาลัยครู มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย), Lyle Yorks (รองศาสตราจารย์ด้าน adult and organization learning วิทยาลัยครู มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย) ทั้งสามท่านนี้เคยทำงานเป็น CI facilitator ด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว

สรุปได้ว่า เป็นเรื่องของ Collaborative Inquiry (CI) ที่เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของการเรียนรู้เป็นกลุ่ม ผ่านการปฏิบัติและการร่วมกันใคร่ครวญอย่างลึก โดยมี “คุณอำนวย” ช่วยเอื้อบรรยากาศ พื้นที่ และกระบวนการ จนในที่สุดสมาชิกเกิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตนเอง โดยผมตีความว่ากระบวนการทั้งหมดนั้น คือกระบวนการจัดการความรู้ (KM – Knowledge Management) นั่นเอง

Collaborative Inquiry (CI) เป็นยุทธศาสตร์การเรียนจากประสบการณ์ที่คิดขึ้นโดย John Heron อาจเรียกว่า Cooperative Inquiry ก็ได้ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง และเป็นเครื่องมือ Knowledge Creation ในกระบวนการ KM

เขาขึ้นต้นด้วยคำคมว่า Good inquiry will only take place if it is disturbing in some way. – P. Reason (1992) (การตั้งคำถามที่ดี ย่อมมีลักษณะก่อกวน)

CI เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ทางสังคม ที่คนกลุ่มเล็กๆ มารวมตัวกันทำกิจกรรมภาคปฏิบัติ สลับกับการไตร่ตรองสะท้อนคิด เพื่อร่วมกันตอบคำถามสำคัญ หรือแสวงหาความหมายใหม่ ของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยมี “คุณอำนวย” ช่วยให้ดำเนินการบรรลุผลสำเร็จ


Collaborative Inquiry กับ Transformative Learning

CI กับ TL มีความสอดคล้องกันสามประการ

  • มีพื้นที่ทางสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
  • เรียนรู้บูรณาการ ทั้งด้านความคิด (เหตุผล) และด้านอารมณ์หรือจิตใจ
  • มีการใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างลึก ดึงเอาสมมติฐาน หรือความเชื่อส่วนตัวออกมาตีแผ่ แลกเปลี่ยน


ผมขอเพิ่มเติมประการที่สี่

  • มีความเคารพสมมติฐาน หรือความเชื่อที่แตกต่าง ไม่ด่วนสรุปว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด

Mezirow เน้นว่าการเรียนรู้มีหลายแนวทาง และให้ความสำคัญต่อ การแลกเปลี่ยนความคิดเชิงเหตุผล (rational discourse) กับการใคร่ครวญสะท้อนคิดเชิงวิเคราะห์ (analytical reflection) มากที่สุด

Heron & Reason (2001) เสนอทฤษฎี holistic epistemology ให้ความสำคัญทั้งต่อการแลกเปลี่ยน ความคิดเชิงเหตุผล และความคิดเชิงอารมณ์ (affective discourse) รวมทั้งเสนอว่า ความคิดทั้งสองแบบ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน

ผู้เขียนย้ำว่า CI ใช้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งความรู้เชิงเหตุผล และความรู้เชิงความเชื่อหรืออารมณ์ และเน้นผลที่การเรียนรู้ส่วนบุคคล (personal learning) เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือเปลี่ยนแปลง ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง รวมทั้งเกิดมุมมองใหม่ต่อสิ่งที่ซับซ้อนและเลื่อนไหล

CI เป็นกระบวนการเรียนรู้สองชั้นซ้อนกัน คือการเรียนรู้ของสมาชิกกลุ่ม กับการเรียนรู้ของ “คุณอำนวย” / ทีมคุณอำนวย ที่ได้เรียนรู้ว่า มนุษย์เรียนรู้อย่างไร

แม้สมาชิกกลุ่มจะร่วม CI ด้วยกัน แต่เส้นทางการเรียนรู้ของแต่ละคนจะมีลักษณะจำเพาะ ไม่เหมือนกัน และการบรรลุ TL ก็จะไม่เหมือนกัน จึงกล่าวได้ว่า CI เป็นการเรียนรู้ส่วนบุคคล


กระบวนการ ของ Collaborative Inquiry

กระบวนการ CI เหมาะต่อการแสวงหาคำตอบที่มีความหมายต่อการพัฒนาวิชาชีพ หรือต่อการพัฒนาบุคคล หรือแสวงหาคำตอบต่อประเด็นที่มีข้อโต้แย้ง หรือต้องการการเยียวยาทางสังคม เคยมีผู้ใช้ทำวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ และเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม

CI เป็นกระบวนการทางสังคม โดยมีเป้าหมายตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ต่อสมมติฐานและหลักฐาน ที่สมาชิกที่เข้าร่วมกระบวนการยึดถือ เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจความหมายใหม่ ผ่านกระบวนการสานเสวนา (dialogue) และกระบวนการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง ต่อประสบการณ์ และปฏิบัติการที่เกิดขึ้น


กระบวนการ CI มี ๔ ขั้นตอนคือ

๑.ก่อเกิดกลุ่ม ที่สมาชิกมีเป้าหมายแน่วแน่ร่วมกัน พร้อมที่จะเปิดใจต่อกัน มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และยอมรับเงื่อนไขที่จะต้องมาประชุมตามกำหนดนัด กลุ่มที่ดีคือกลุ่มที่มีความแตกต่างหลากหลาย และเคารพ เห็นคุณค่าของความแตกต่าง หลากหลายนั้น และสมาชิกกลุ่มเห็นคุณค่าของการตั้งคำถามที่ลึกและเอาจริงเอาจัง ไม่กลัวคำถามที่คนทั่วไปมองว่า มีลักษณะก่อกวน

๒. ตั้งคำถามและเงื่อนไข ต้องใช้เวลาร่วมกันในการกำหนดคำถามที่คมชัด เป็นคำถามที่สมาชิกอยากตอบ มีการกำหนดไว้ คร่าวๆ ว่าวง CI จะมีวงจร “ปฏิบัติ - ใคร่ครวญสะท้อนคิด” (action – reflection) กี่ครั้ง รวมทั้งมีข้อตกลงว่าสมาชิกทุกคนพร้อมจะเปิดใจ เปิดเผยสมมติฐานที่อยู่ในใจลึกๆ ของตน

๓. ปฏิบัติ หมายถึงการตั้งวง CI เพื่อร่วมกันตอบคำถาม รวมทั้งการนำเอาประเด็นต่างๆ ที่ได้จากวงไปทดลองปฏิบัติในกิจกรรมและบริบทของตน แล้วนำมาเล่าในวงถัดไป

๔. หาความหมาย เป็นกระบวนการไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างลึกซึ้ง (critical reflection) เพื่อหาความหมายของเรื่องราวตามคำถาม ในมิติที่ลึกและกว้างกว่าความเข้าใจเดิมๆ

สมาชิกต้องตระหนักว่า ไม่มีคำตอบแบบตรงไปตรงมาหรือถูก-ผิดสำหรับคำถามเหล่านั้น และมีความเชื่อว่า การเสวนาแลกเปลี่ยนคำตอบและข้อคิดเห็นในกลุ่ม จะนำไปสู่ “การผุดบังเกิด” ของความรู้ความเข้าใจ ในมิติที่ไม่คาดคิดมาก่อน

การมีโครงสร้าง ๔ ขั้นตอน เหมาะต่อ CI ที่ทำต่อเนื่องในเวลานานมากๆ อาจนานหลายปี เช่นในกลุ่มนักศึกษาปริญญาเอก แต่ในกรณีที่ทำในเวลาสั้นๆ ๒ - ๓ เดือน อาจยุบขั้นตอนที่ ๑ และ ๒ เข้าด้วยกัน

กระบวนการ CI ที่มีพลัง ต้องทำอย่างประณีต เอาใจใส่รายละเอียดในทุกขั้นตอน และต้องตระหนักว่า วง CI เกิดขึ้น ๒ แบบ คือ (๑) หน่วยงาน/สถาบัน จัดขึ้น (๒) เกิดขึ้นเองโดยความพร้อมใจกันของสมาชิก “คุณอำนวย” ของวง ต้องเข้าใจความแตกต่างกันทาง “การเมือง” ของวง CI สองแบบนี้ เพื่อหาทางสร้าง บรรยากาศที่เป็นอิสระ สมาชิกพร้อมเปิดใจ แม้คำถามจะถูกกำหนดโดยผู้บริหารของหน่วยงาน/สถาบัน


การ facilitate กระบวนการ Collaborative Inquiry

กระบวนการ CI มีลักษณะ “ด้นกลอนสด” มากกว่า “วางแผนกำหนดขั้นตอนไว้ล่วงหน้า” ทีม “คุณอำนวย” จึงต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และ “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส” กล่าวในเชิงวิชาการ กระบวนการ CI มีลักษณะ Complex-Adaptive ไม่ใช่ Simple & Linear ด้วยคุณสมบัติ และคุณลักษณะเช่นนี้เอง CI จึงเป็นเครื่องมือที่ดีของ “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” (TL)

ผู้เขียนเสนอแนวคิด ๖ มิติ ๓ แนวทาง ในการทำหน้าที่ “คุณอำนวย” ดังตาราง


ขอย้ำว่า ตารางดังกล่าว เป็นแนวทางการทำงานของ “คุณอำนวย” ที่จะต้องทำงานใน ๓ แนวทาง ตั้งแต่ คุณอำนวยทำให้ (จัดให้ - Hierarchical) คุณอำนวยร่วมมือ (Cooperative) และคุณอำนวยให้อิสระ (Autonomous) ให้สมาชิกกลุ่มทำกันเอง

การที่ผู้เขียนนำประสบการณ์การทำหน้าที่ “คุณอำนวย” ต่อกิจกรรม CI มาตกผลึกเป็น ๖ มิติ ช่วยเพิ่มความเข้าใจความละเอียดอ่อนในการทำหน้าที่คุณอำนวยเป็นอย่างดียิ่ง โดยต้องเข้าใจว่า ตอนปฏิบัติจริง เป็นการดำเนินการอย่างผสมกลมกลืนกันไปทั้ง ๖ มิติ

“คุณอำนวย” ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลาว่า ตนกำลังแสดงบทอะไรอยู่ กลุ่ม CI บางกลุ่มชื่นชมที่ “คุณอำนวย” ให้อิสระแก่พวกตน ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งชื่นชมว่าหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก “คุณอำนวย” ก็จะไม่บรรลุผลสำเร็จ

ความท้าทายและข้อพึงระวังในการใช้ Collaborative Inquiry

การประยุกต์ใช้เครื่องมืออะไรก็ตาม ที่มีเป้าหมายให้เกิด Transformative Learning พึงตระหนักว่า TL ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นได้ด้วยเครื่องมือ แต่เป็นสิ่งที่ “ผุดบังเกิด” ขึ้นเอง จากการเอื้ออำนวยด้วยวิธีการต่างๆ โดยมีปัจจัยส่งเสริมคือ ความแตกต่างหลากหลายของสมาชิกกลุ่ม ความมุ่งมั่นตั้งใจของสมาชิก การมีโอกาสปฏิบัติในสถานการณ์จริง และบริบทของการร่วมกันตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบ

CI ที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้งของหน่วยงาน มีจุดแข็งคือเป้าหมายชัดเจน และมีการสนับสนุนเต็มที่ แต่ก็มีข้อพึงระวังคือ “คุณอำนวย” ต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า กำลังเอื้ออำนวยเพื่อเป้าหมายของกลุ่มเป็นปฐม ไม่ใช่เน้นเป้าหมายของหน่วยงาน แต่แน่นอนว่า เมื่อบรรลุเป้าหมายของสมาชิกกลุ่ม หน่วยงานก็ได้ประโยชน์ด้วย

ผมขอเพิ่มเติมความคิดส่วนตัวว่า เป้าหมายที่แท้จริงของ CI คือการเรียนรู้ ที่เป็นการเรียนรู้ในมิติที่ลึก เลยจากมิติด้านเทคนิควิธีการ ไปสู่มิติด้านจิตใจและความเชื่อ ซึ่งจะเป็นคุณต่อตัวบุคคล และความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลเป็นอันมาก และเนื่องจากกระบวนการ CI เป็นการเรียนรู้ที่อยู่บนฐานความรู้ปฏิบัติเป็นหลัก ในเมื่อความรู้ปฏิบัตินั้นมาจากหน่วยงาน ในที่สุดหน่วยงานก็ได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน

โปรดสังเกตว่า CI เป็นเครื่องมือหนึ่งของการพัฒนาบุคลากร (HRD – Human Resource Development)


ไตร่ตรองสะท้อนคิด

CI เป็นเรื่องของ การเรียนรู้ในผู้ใหญ่ และเป็นกระบวนการกลุ่ม การทำหน้าที่ “คุณอำนวย” จึงต้องมีเครื่องมือสร้างความสนุก ความเป็นกันเอง อาจมีขนมเป็นเครื่องสร้างความสัมพันธ์ จุดสำคัญต่อ “คุณอำนวย” คือ มันช่วยให้ “คุณอำนวย” เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงด้วย รวมทั้งช่วยสร้างทักษะการเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต”

CI เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้พลังของสิ่งตรงกันข้าม คือ “ความเข้าใจ” (understanding) กับ “ความไม่แน่ใจ” (ambiguity) และระหว่าง “ความเห็นตรงกัน” (convergence) กับ “ความเห็นต่างกัน” (divergence) คุณอำนวย ต้องช่วยให้กลุ่มยืนหยัดเรียนรู้อยู่ในท่ามกลางสองขั้วตรงกันข้ามนี้ ก็จะเปิดช่องทางให้กลุ่มยกระดับความเข้าใจสู่ “ภพภูมิใหม่” เกิด “การผุดบังเกิด” ของกระบวนทัศน์ใหม่

ผู้เขียนบอกว่า การเขียนบทความนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ของผู้เขียน ได้เรียนรู้ความรู้ว่าด้วย การเป็นนักเขียน ได้ไตร่ตรองการเอื้ออำนวยให้เกิด “พื้นที่” สำหรับการเรียนรู้ การไตร่ตรองสะท้อนคิดเรื่องเป้าหมาย การนำเสนอตัวตน การไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างลึก เหล่านี้เป็นความรู้ปฏิบัติ ที่มีทั้งส่วนที่ชัดเจนและไม่ชัดเจน

ผมขอบอกว่า การอ่านและเขียนตีความหนังสือบทนี้ เป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่ายิ่ง

มีบทความเรื่อง CI โดย Peter Reason ที่นี่ และ ที่นี่



วิจารณ์ พานิช

๒๘ ก.พ. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)