จุดชี้ขาดการปฏิรูปการศึกษาคือการผลิตครูเก่งครูดีให้เต็มพื้นที่

เมื่อไม่นานมานี้ผมได้ไปเยี่ยมโรงเรียนแถวจังหวัดตรัง มีโอกาสพบอดีตผู้บริหารคนมีฝีมือที่คุ้นเคยกันและอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้วคือ ผอ.สมพงษ์ แคนยุกต์ อดีตผู้บริหารโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ตรัง โรงเรียนสภาราชินี และ ผอ.สพม.13 ปัจจุบันผอ.สมพงษ์ทำหน้าที่ประธาน อ.ก.ค.ศ.สพม.13

เย็นวันนั้นเราคุยความหลังกันอย่างถูกคอตามประสาผู้สูงวัย โดยมีอาหารใต้ที่ผมชอบทั้งนั้นเป็นสื่อ มีทั้งสะตอผัดกุ้ง แกงกะทิใบเหลียง ผัดใบเหลียงใส่ไข่ น้ำพริกแมงดาสะตอเผา และแกงเหลืองใส่หมูย่าง ผอ.สมพงษ์เล่าตอนหนึ่งว่า ขณะที่เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ท่าน ผอ.มิตร ศรีชาย ตอนนั้นท่านเป็น ผอ.สศจ.ตรัง บอกว่า เราจะตั้งโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ตรัง อยากได้ผู้บริหารมีฝีมืออย่าง ผอ.สมพงษ์ มาเป็นครูใหญ่คนแรก ผอ.สมพงษ์คิดหนักจากที่เป็นอาจารย์ใหญ่จะให้มาเป็นครูใหญ่ “แต่ก็ท้าทายดีนะ” จึงยื่นเงื่อนไขกับท่าน ผอ.มิตร ว่า “ถ้าให้ผมสามารถเลือกครูได้ทั้งหมดผมจะไป” ผอ.มิตรตอบทันทีว่า “ได้” ผอ.สมพงษ์ก็ตอบรับทันทีเหมือนกัน


จากนั้นผอ.สมพงษ์ก็ศึกษาประวัติครูโรงเรียนมัธยมในจังหวัดตรังทุกโรงเรียนทุกสาขาวิชา แล้วเลือกครูที่เก่งที่สุด ที่สอนเป็น เห็นผล คนยกย่องจริงๆ และมีผลการเรียนดีทุกคน ก็ได้ครูทั้งหมด 11 คน เสนอท่าน ผอ.มิตรดำเนินการย้ายให้มาที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ฯได้อย่างรวดเร็ว ผอ.สมพงษ์บอกว่า ปีแรกรับนักเรียนได้ 80 คน ผอ.สมพงษ์และคุณครู 11 คน ลุยปลุกปั้นเด็กทั้ง 80 คนอย่างเต็มที่ ผลปรากฏว่าเด็ก 80 คนที่จบ ม.6 รุ่นแรก สอบเข้าเรียนแพทย์(รามา จุฬาทั้งนั้น) 20 คน วิศวะฯมหาวิทยาลัยมีชื่อ 40 คน ที่เหลือเข้ามหาวิทยาลัยคณะดังๆได้ทุกคน เรียกว่า ครบทั้ง 100 % ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ปีต่อๆมามีนักเรียนจากทั่วประเทศมาสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ฯตรังอย่างล้นหลาม สามารถคัดเลือกเด็กเก่งๆมาเรียนได้มากขึ้น จำนวนนักเรียนและจำนวนครูก็เติบโตมาโดยลำดับ แต่ก็ยังรักษาคุณภาพที่ยอดเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลง คือ จบ ม.6 ต้องเข้ามหาวิทยาลัยคณะดังๆได้ 100 % และสามารถ เป็นโรงเรียนมัธยมคุณภาพในลำดับ3-9 ของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
ผอ.สมพงษ์สรุปบทเรียนครั้งนี้ให้ฟังว่า จุดชี้ขาดของการปฏิรูปการศึกษาคือคุณภาพขอครู และได้ผู้นำที่คอยสนับสนุนส่งเสริมที่ดี และถ้าโชคดีเหมือนโรงเรียนจุฬาภรณ์ฯตรัง ที่ได้เด็กเก่งด้วยทุกอย่างก็ไปโลด
นี่เป็นเพียงกรณีศึกษาของโรงเรียนชั้นยอด ที่มีโอกาสเลือกได้ทั้งครูและนักเรียน รวมทั้งมีผู้นำระดับจังหวัด(ผอ.มิตร)ที่มีบารมี กล้านำ กล้าตัดสินใจ แต่โรงเรียนบริบทอื่นๆที่มีอยู่ทั่วประเทศคงไม่อาจทำได้เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่อาจเลือกครูได้เหมือน ผอ.สมพงษ์ ดังนั้นเราจึงคิดตรงกันว่าถ้าจะปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริงเราต้องปฏิรูปที่การผลิตครูเป็นอันดับแรก โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาสำรวจข้อมูลจำนวนครูขาดในแต่ละโรงเรียน และแต่ละสาขาที่เป็นจริง แล้วรัฐ(กระทรวงศึกษาธิการ)ประกาศรับสมัครนักเรียนที่กำลังเรียน ม.ปลายที่เรียนเก่ง และมีความตั้งใจอยากเป็นครูกลับมาสอนในท้องถิ่น ตามจำนวนครูขาดในแต่ละพื้นที่ โดยรัฐจะให้ทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร และมีเงื่อนไขว่า เมื่อเรียนจบต้องกลับมาเป็นครูในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยและแก้ปัญหาการโยกย้ายครูได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันสถาบันผลิตครูต้องปรับปรุงคุณภาพในการผลิตครูให้เก่งและดีมีจิตวิญญาณความเป็นครูให้ได้ โดยนักศึกษาครูต้องอยู่หอพัก จะได้ฝึกระเบียบวินัยและจิตวิญญาณครูตลอดหลักสูตร เราก็จะได้ครูเก่งครูดี และมีจิตวิญญาณครูอย่างแท้จริงเต็มพื้นที่ ทำเช่นนี้ไม่กี่ปีคุณภาพการศึกษาก็สูงขึ้นแน่ เมื่อได้ครูเก่งครูดีก็สามารถคัดเลือกครูที่มีแววความเป็นผู้นำมาเป็นผู้บริหารที่เก่งและดีได้ตามมาด้วย ดังเช่นที่เราเคยผลิตครูคุรุทายาทมาแล้วยุคหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่รัฐไม่ดำเนินการต่อเนื่อง หากรัฐลงทุนเรื่องนี้ถือว่าคุ้มค่าที่สุดไม่ต้องทำโครงการอะไรที่เป็นเบี้ยหัวแตกให้เปลืองงบประมาณมากมาย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับการผลิตครูเก่งครูดีที่เน้นจิตวิญญาณของความเป็นครู และต้องการให้ครูกลับคืนถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อพัฒนาคุณภาพครู แต่ก็มีอีกมุมหนึ่งที่มีโจทย์คำถามว่า ทำไมครูเก่งครูดีไม่สามารถกลับไปทำหน้าที่ในถิ่นฐานบ้านเกิดตนเองได้ และทำไมครูเก่งครูดีที่ไม่มีโอกาสกลับถิ่นฐานบ้านเกิดตนเอง จึงทำหน้าที่จิตวิญญาณครูไม่ได้ ท่านพอจะมีคำตอบแบ่งปันเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ไหมค่ะ

เขียนเมื่อ 

เพราะเราไม่มีนโยบายเรื่องนี้ที่ชัดเจนและต่อเนื่องไงครับ ดังเช่นการผลิตครูคุรุทายาทใครๆก็ว่าดี ทำไมไม่ทำเรื่องนี้ให้ต่อเนื่อง อยู่ที่การเมืองและเป็นกรรมของกระทรวงศึกษาธิการไงครับ